News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด


ก้าวเข้าสู่ 30 ปีในปีหน้า สำหรับบริษัท นารายภัณฑ์ อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของแบรนด์ “นารายา” ที่ทำให้กระเป๋าผ้าลายตารางและกระเป๋าผ้าติดโบว์ฝีมือคนไทย ได้กลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวเอเชีย นิยมหาซื้อเป็นของฝากติดมือจากเมืองไทย ตลอดกว่า 20 ปีที่กระเป๋าผ้านารายาค่อยๆ ขยายตัว ค่อยๆ ลงทุน และค่อยๆ เติบโตจนธุรกิจก้าวเข้าสู่หลักพันล้านบาท ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพที่เห็นในช่วง 2-3 ปีหลัง ที่นารายาเร่งการลงทุนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อเร่งการเติบโตในแบบที่ “ผู้บริหารรุ่นสอง” เรียกว่าจะเป็นการเติบโตอย่างที่ไม่อาจคาดการณ์ได้  


จากเทรดดิงอะไหล่ยนต์สู่ “กระเป๋าผ้าพันล้าน”

หลายคนคุ้นตากับภาพที่ภายในร้านนารายาเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงเพื่อนบ้านชาวอาเซียน ที่กำลังแย่งซื้อกระเป๋าผ้าอย่างสนุกสนาน ขณะที่ภายนอกร้านก็ยังมีนักท่องเที่ยวถือถุงสีเหลืองโลโก้ Naraya สีน้ำเงินยืนออกันเต็มหน้าร้าน กระเป๋าผ้านารายาเป็นที่นิยมในหมู่ชาวญี่ปุ่น โดยเรียกขานกันในชื่อ “Ribbon Bag” ขณะที่คนจีนเองก็นิยมถึงขนาดตั้งฉายาให้ว่า “มั่นกู่เปา” ซึ่งแปลว่า “กระเป๋ากรุงเทพ”


ก่อนที่จะมาเป็นธุรกิจกระเป๋าผ้าพันล้าน “บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด” ก่อตั้ง ขึ้นเมื่อปี 2532 โดย “วาสนา รุ่งแสงทอง  ลาทูรัส” และ “วาสิลิโอส ลาทูรัส” สามีชาวกรีก เริ่มจากธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ส่งไปขายต่างประเทศ (รูปแบบเทรดดิง) รวมถึงสินค้าของฝากเล็กน้อยๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ แต่หลังจากทำธุรกิจไปได้สักพัก ก็พบว่าปัญหาใหญ่คือ สินค้าส่วนใหญ่มักมีโลโก้ทำให้ลูกค้าบางรายติดต่อแบรนด์เองโดยตรง วาสนาจึงคิดว่าต้องมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนของสามีได้สั่งกระเป๋าผ้าแนว OTOP 


“ตอนนั้นกระเป๋าผ้าที่ขายๆ กันอยู่ คุณภาพยังไม่ค่อยดี คุณแม่เห็นโอกาส แม้จะไม่มีประสบการณ์ด้านแฟชั่นและตัดเย็บ แต่ด้วยความชอบครีเอทสีสันและลายผ้า ท่านจึงดีไซน์กระเป๋า การใช้งาน และดูแลคุณภาพสินค้าด้วยตัวเอง จนกลายมาเป็นจุดยืนของเราคือ ของมีคุณภาพ ราคาจับต้องได้ และใช้งานได้ทุกวัน เพราะเรามีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่ผ้าอนามัย ซองผ้าใส่ไม้จิ้มฟัน ฯลฯ” พศิน ลาทูรัส ทายาทคนเดียวแห่งนารายากล่าว 



ปี 2536 วาสนาเปิดร้าน “นารายา” แห่งแรกขึ้นที่ห้างนารายณ์ภัณฑ์ แม้มีพื้นที่เพียง 2 ตร.ม. แต่กลับทำรายได้ดีมาก เนื่องจากกว่า 20 ปีก่อน ห้างนารายภัณฑ์ถือเป็นสถานที่ที่ลูกเรือสายการบินต่างชาตินิยมมาซื้อของฝาก โดยนารายาเริ่มจากเป็นสินค้าที่แอร์โฮสเตสมักซื้อฝากและซื้อไปใช้ โดยเฉพาะสายการบินญี่ปุ่น ขายดีจนได้เปิดร้านที่สองในห้าง นารายภัณฑ์ด้วยพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น แล้วตามมาด้วยสาขาที่ 3 และ 4 ที่พัฒน์พงศ์ และเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (เซ็นทรัลเวิลด์) 


“ตลอดกว่า 20 ปี เราไม่เคยทำการตลาดจริงจัง เราไม่เคยมีฝ่ายการตลาดด้วยซ้ำ ต้องบอกว่าเราโตมาได้ด้วย Word of Mouth จริงๆ จุดแข็งสำคัญอีกข้อคือ ทำเลของร้านเราดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว ฐานลูกค้าของเรา 70-80% จึงเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีน พอกระแสการท่องเที่ยวของไทยโต ร้านเราก็เติบโตไปในทิศทางเดียวกันด้วย”


จากฐานลูกค้าหลักที่เป็นสาวเอเชียวัยทำงานคาแรกเตอร์หวานๆ ในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ นารายาได้ออก 4 แบรนด์ใหม่เพื่อจับลูกค้ากลุ่มใหม่ ได้แก่ NARA แบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับสำหรับผู้ชาย Aphrodite แบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับจับกลุ่มพรีเมียม LaLaMa แบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับสไตล์โบฮีเมียน จับกลุ่มสาววัยรุ่น และ Evangelisa แบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับจากผ้าไหมดีไซน์ร่วมสมัยในราคาจับต้องได้ โดยในปีนี้ยังเตรียมเปิดตัวอีก 2 แบรนด์ใหม่ 


ปัจจุบัน นารายามีร้านทั้งหมด 25 สาขา (ช่วงต้นปี 2561) กระจายตามแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะแยกปทุมวันถึงแยกราชประสงค์ ซึ่งมีมากถึง 6-8 ร้าน โดย 2 ปีก่อนหน้านี้ นารายาเพิ่งมีร้านในต่างจังหวัดครั้งแรกที่เชียงใหม่ ปัจจุบันมี 3 สาขาในเชียงใหม่ และเมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งเปิดร้านแรกที่จังซีลอน ศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ ยังมีอีก 13 สาขาใน 5 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย กัมพูชา และเวียดนาม  


“เป็น 2 ปีที่ลงทุนมากที่สุดตั้งแต่ตั้งบริษัทฯ มา” 

ด้วยความผูกพันที่มีต่อแบรนด์นารายา ซึ่งเรียกได้ว่า “เกิดมาพร้อมๆ กัน” บวกกับความต้องการเข้ามาต่อยอดธุรกิจครอบครัวอย่างจริงจัง ทายาทหนุ่มวัย 24 ปีจึงหยุดพักการแข่งรถที่เขารักเพื่อเข้ามาช่วยงานคุณแม่อย่างเต็มตัว โดยเข้ามารับตำแหน่ง “ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร (Assistant Chief Executive Officer)” ตั้งแต่ปี 2560   


โปรเจกต์แรกที่พศินเข้ามารับผิดชอบ คือการดูแลและจัดโครงสร้างคลังสินค้าใหม่ เพื่อรองรับกับการเติบโตใน 5-10 ปี ซึ่งคลังแห่งใหม่มีพื้นที่ 4-5 หมื่น ตร.ม. (ใหญ่กว่าเดิมมาก) โดยจัดเก็บทั้งผ้า ส่วนประกอบ  (Accessories) และสินค้าพร้อมขาย จากเดิมที่คลังเก็บผ้าและ Accessories อยู่ที่สำนักงานใหญ่ โดยวันนี้ พื้นที่นั้นถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของฝ่ายการตลาด ซึ่งปัจจุบันมีภารกิจหลักในการดูแลช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ตามนโยบายของพศิน


พศินเล่าว่า หลังจากนี้ จะได้เห็น “การเติบโตแบบใหม่” ของนารายา แต่ไม่ใช่เพียงเพราะบริษัทเริ่มทำการตลาดอย่างจริงจัง แต่อีกปัจจัยสำคัญเป็นเพราะนารายาได้เริ่มบุกเข้าสู่ตลาด e-Commerce โดยเพิ่งเปิดร้านบนแพลตฟอร์ม Lazada, Shopee และ JD.com เมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา 


แต่ก้าวที่จะเป็นไฮไลต์สำคัญ คือการเข้าสู่ตลาด e-Commerce จีน โดยนารายาได้จับมือกับ VIP.com และ YUNJI ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทดลองระบบหลังบ้านจนถึงจัดส่ง โดยพศินมีแผนจะโฆษณาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 เดือน 11 หรือเทศกาลวันคนโสด ซึ่งถือเป็นวันช้อปปิ้งของคนจีน นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกับ Amazon.com เพื่อนำสินค้าไปขาย 


“เราปรับโครงสร้างคลังสินค้าให้พร้อมรับกับการนำระบบหุ่นยนต์ (Automation) มาใช้ เพราะในอีก 2-3 ปี ถ้าเราเข้าตลาดจีนเยอะขึ้น ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องนำหุ่นยนต์มาใช้”   


ไม่เพียงขยายร้านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ในโลกออฟไลน์ (Offline) ปีนี้ยังเป็น ปีทองในเรื่องของการเปิดสาขาของนารายา เพราะจากต้นปีที่มีเพียง 25 สาขา พศิน กล่าวว่า จนถึงสิ้นปีนี้ นารายาน่าจะมีทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 37-39 สาขา


“28 ปีที่ผ่านมา เราเปิดปีละ 1-2 สาขา แต่ตั้งแต่กลางปีนี้ เราเปิดไปแล้วเดือนละ 1-2 สาขา และไปต่างจังหวัดมากขึ้น เราเพิ่งเปิดที่จังซีลอน ภูเก็ต แต่เดี๋ยวก็จะมีที่เซ็นทรัล ภูเก็ต และจะมีอีกร้านที่เมญ่า เชียงใหม่ และกำลังจะเปิดที่เทอร์มินัล 21 พัทยา เดือนพฤศจิกายน ก็จะมีเปิด Flagship Store ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดที่ไอคอนสยาม แล้วนี่ก็เพิ่งรู้ล่วงหน้า 1 เดือนว่าต้องไปเปิดที่ตลาดต่อยอด (ของไทยเบฟฯ) แล้วยังมีจะไปเปิดที่สิงคโปร์และ สปป.ลาว รวมถึงที่จีนเราก็มีแผนจะไป เรียกว่าทุกอาทิตย์จะมีคนโทรมาชวนเราไปเปิดในพื้นที่เขา อาจจะมองว่าเราดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่เราก็ต้องเลือกโลเคชั่น”


พศินเล่าว่า ต่อไปร้านนารายาจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งให้ลูกค้า พร้อมกับแก้ปัญหาพื้นที่แสดงสินค้า (Display) ไม่เพียงพอไปในตัว เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทมีสินค้ากว่า 10,000 SKU และปีนี้ยังมีแผนออกสินค้าใหม่มาอีก 1,500 แบบ โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ อาทิ LED Signage เพื่อโฆษณาสินค้า หรือ Magic Mirror เพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนสีของเสื้อผ้าที่ลองอยู่ได้โดยไม่ต้องเข้าออกห้องลองหลายรอบ รวมถึงเทคโลยีแพ็กสินค้าให้แบนเพื่อประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าเดินทางของลูกค้า และเทคโนโลยีการจ่ายเงิน ซึ่งนารายาถือเป็น 1 ใน 10 รายแรกของบริษัทไทยที่รับ Alipay เป็นต้น 


“ใน 2 ปีนี้ที่ผมเข้ามา ยอมรับว่าใช้เงินเก่ง เพราะแค่โปรเจกต์คลังสินค้าก็ลงทุนไปกว่าพันล้านบาท ปีนี้ยังมีงบโฆษณาอีก 200 ล้านบาท แถมเปิดร้านใหม่เยอะก็ต้องลงทุนอีกกว่าพันล้านบาท แต่ปีนี้ยังไม่ใช่ปีที่เราจะโตก้าวกระโดด (Leverage) เป็นปีที่สร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อรองรับปีหน้า ซึ่ง “สปริงบอร์ด” อาจมาจากตลาด e-Commerce จีน”


ยกระดับจาก Asian Brand เป็น Global Brand ใน 3-5 ปี 

สำหรับเป้าหมายการทำงานใน 3-5 ปี พศินมองว่า อยากทำให้นารายากลายเป็นแบรนด์ระดับโลก (Global Brand) โดยนอกจากบุกตลาดโลกผ่านทาง e-Commerce อีกดัชนีวัดความสำเร็จ (KPI) ที่เขามองไว้คือ การมีร้านนารายาไปอยู่ในเมืองหลวงแห่งแฟชั่นของโลก อาทิ ลอนดอน มิลาน นิวยอร์ก เป็นต้น 


ขณะที่ KPI ในเชิงยอดขาย ผู้บริหารวัย 24 ปีมองว่า ทันทีที่การบุกตลาด e-Commerce ของจีนสำเร็จ เขาเชื่อว่า ณ วันนั้น ยอดขายจะเติบโตมากจนเขาเองก็นึกภาพไม่ออก ณ ตอนนี้ว่าจะมีมูลค่าขนาดไหน แล้วเมื่อไหร่ที่สามารถบุกเข้าตลาดอเมริกาและยุโรป ผ่านแพลตฟอร์มของ Amazon.com ได้แล้ว วันนั้นยอดขายคงจะโตกว่าวันนี้หลายเท่าตัว โดยยอดขายของนารายา ณ สิ้นปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 1,600-1,700 ล้านบาท


“ปัญหาที่จะตามมาคือ ปัญหาด้านประสิทธิภาพการผลิต เพราะของเรายังเป็นแฮนด์เมด (Handmade) ฉะนั้นก็ต้องวางแผนเรื่อง Supply Chain และ Logistic ให้ดีนี่จึงเป็นที่มาที่ผมเข้ามาดูเรื่องคลังสินค้าเป็น โปรเจกต์แรก”  


พร้อมกับความพยายามที่จะก้าวสู่การเป็น Global Brand พศินมองว่า อีกสิ่งที่เขาต้องการทำควบคู่ไปคือ การสร้างแบรนด์ (Brand Awareness) ให้เกิดขึ้นในตลาดเมืองไทย เพราะ 29 ปีที่ผ่านมา คนไทยยังเป็นลูกค้านารายาน้อยมาก และในจำนวนที่น้อยนี้ ก็ยังไม่เคยรับรู้ถึงความเป็นมาของแบรนด์อย่างแท้จริง  


“เราอยากให้คนไทยรู้จัก “นารายา” รู้ว่าเบื้องหลังของสินค้าเราที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง มีชาวบ้านที่อยู่ตามพื้นที่ห่างไกลทำงานให้เรากว่า 3,000 ครอบครัว เราอยากให้คนไทยมีความรู้สึกร่วมว่า นารายาเป็น Pride of Thailand”  


สำหรับแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ  พศินกล่าวว่า เนื่องจากอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างบริษัท การบริหารจำเป็นต้องมีความคล่องตัวสูงเพื่อตอบสนองตลาดให้เร็ว เขาจึงมองว่าคงยังไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ก็ทิ้งท้ายว่า “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในธุรกิจค้าปลีก”


จากคอลัมน์ BUSINESS SPOTLIGHT ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 185 ประจำเดือนกันยายน 2561

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ