News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นไทยกลับมายืนลบ เปิดตลาดร่วงลงไปกว่า 20 จุด จากแรงขายนำในหุ้นบิ๊กแคป นักวิเคราะห์ระบุ สงครามการค้ายังไม่จบง่าย  ขณะที่หุ้นไทย PE ลดลงมาเหลือราว 15 เท่า แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้น Domestic Play มีอัพไซด์มากกว่า 15%

SET เปิดตลาดเช้าวันนี้ (20 มิ.ย.) ปรับลงไปทำโลว์ที่ 1,643.05  จุด ลดลง 21.21 จุด และล่าสุด 10.40 น. อยูที่  1,643.39  จุด ลดลง 20.87  จุด หรือ 1.25%

บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลต่อตลาดแรงๆ คือ ในปี 2013 ที่ทางประธานธนาคารกลางสหรัฐประกาศจะหยุดทำ QE และช่วงที่ทางรัฐบาลจีนลดค่าเงินหยวนในปี 2015 โดยในปี 2013 นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยออกไปประมาณเกือบ 2 แสนล้านบาท และดัชนี SET ลงจากจุดสูงสุดมาต่ำสุดช่วงเกิดเหตุการณ์หรือช่วงเดือนพ.ค. ถึง ส.ค. 2013 ที่ -22% 

ส่วนปี 2015 ดัชนี SET ลงจากเดือน ก.พ. ถึง ส.ค. ไปที่ -20% เทียบปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ความกังวลเรื่องการตั้งกำแพงภาษีระหว่างจีนกับสหรัฐ ดัชนีลงจากจุดสูงสุดในปลายเดือน ม.ค. ถึงปัจจุบันที่ประมาณ -11% 

ดังนั้นทิศทางดัชนี SET ในตอนนี้ยังคงต้องอิงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นโลกต่อไป จนกว่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องสหรัฐจะตั้งกำแพงภาษีกับจีนอีก 200 พันล้านดอลลาร์เมื่อไร ส่วนข่าวล่าสุด คือทาง EU ประกาศจะตั้งกำแพงภาษีโต้ตอบสหรัฐในวันศุกร์นี้ โดยมีมูลค่า 3.2 พันล้านดอลลาร์

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความกังวลต่อประเด็นสงครามการค้าเชื่อว่าจะยังไม่จบง่ายๆ และน่าจะขยายวงกว้างเป็น Domino Effect ออกไปเรื่อยๆ ตราบที่สหรัฐ และคู่ค้ายังคงขึ้นภาษีขยายวงเงินตอบโต้กันไปมา 

ขณะที่ประเด็นดอกเบี้ยขาขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค แต่ก็ยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าสงครามการค้า เนื่องจากหลายประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำ ต่างก็ปรับตัวด้วยการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ผลกระทบจึงไม่มากนัก
          
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเสี่ยง แต่ด้วยระดับ Valuation ตลาดหุ้นไทยที่ลดลงเหลือราว 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ไม่แพงมาก ทำให้มีความน่าสนใจในการทยอยลงทุน โดยลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น Global Play และมาเพิ่มในหุ้น Domestic Play โดยเป็นหุ้นที่ฝ่ายวิจัย ASPS แนะนำ ซื้อ มี upside มากกว่า 15% คือ 

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจาก โครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับ ขณะที่สัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย แนะนำ BBL(FV@B220), KBANK (FV@B227) และ TCAP (FV@B65)

รวมทั้งกลุ่มประกันฯ จากภาระสำรองเบี้ยฯ ที่ลดลง ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ดอกเบี้ยและเงินปันผล) ในพันธบัตร ตราสารหนี้และหน่วยลงทุนจะเพิ่มขึ้น แนะนำ BLA (FV@B40.60)
          
หุ้นที่มีเกราะป้องกันดอกเบี้ยขาขึ้น กล่าวคือ ภาระหนี้สินดอกเบี้ยที่มีกับสถาบันการเงินส่วนใหญ่เป็นอัตราคงที่ (Fixed Rate) รวมทั้งมี Gearing Ratio ต่ำ เช่น GFPT (FV@B14), SCC (FV@B60), SPALI (FV@B28.30), CPN (FV@B95), BEAUTY (FV@B21),  RATCH (FV@B61)
          
หุ้นที่มีสถานะเงินสด (Net Cash) หรือปลอดหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Debt Free) เช่น STEC (FV@B25), SYNTEC (FV@B6.6), PYLON (FV@B8.67), PLANB (FV@B7.30), BH (FV@B221), SVI(FV@B4.89), STANLY (FV@B299), IRC (FV@B25.2), TPIPP (FV@B7.5)

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ