News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐเป็นขาขึ้นยาวนานถึง 9 ปีนับตั้งแต่ปี 2009 ดัชนี S&P500 ให้ ผลตอบแทนเมื่อรวมกับเงินปันผล 368%  ในช่วงระยะเวลา 9 ปี สะท้อนถึงความมั่งคั่งของชาวสหรัฐที่ส่วนใหญ่มีการลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยเงินลงทุนในตลาดหุ้น 1 ล้านบาทใน 9 ปีที่แล้ว ตอนนี้งอกเงยเป็น 3.68 ล้านบาท แล้วทำไมตลาดหุ้นสหรัฐถึงเป็นขาขึ้นได้ยาวนาน ด้วยเหตุผลหลักคือ สภาพคล่องที่ล้นระบบหลังจากที่ธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลกประกาศใช้มาตรการ QE ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำยาวนาน ปรากฏการณ์ Trump Rally ที่มีการคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตดีขึ้น จากการ ใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลดภาษีและการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐาน

แต่ก็เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่าภาวะขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะจบลงในปีนี้ก็เป็น ไปได้ แถมเริ่มต้นวันแรกของไตรมาส 2 ตลาดหุ้นสหรัฐก็ออกอาการไม่ดี ดัชนี S&P500 ปรับลดลง 2.2% ข้อมูลจาก Bloomberg ได้ทำสถิติการปรับขึ้นลงของดัชนี S&P500 ในวันแรกของไตรมาส 2 พบว่าเป็นการปรับลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1929 ซึ่งหลังจากนั้น สหรัฐเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ตรงนี้ยังไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะต้องประสบปัญหาวิกฤตแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นข้อสังเกตเท่านั้น


อดีตบอกอนาคตได้
ถ้าดูจากข้อมูลในอดีตของตลาดหุ้นสหรัฐย้อนหลังไปถึงปี 1920 จนถึงปัจจุบัน ที่มีทั้งช่วงที่เป็นภาวะตลาดกระทิง (Bull market) และภาวะตลาดหมี (Bear market) ประเด็นที่ชัดเจนอย่างหนึ่งตลาดหุ้นที่เป็นตลาดกระทิงยาวนานกว่าตลาดหมี ตรงนี้รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย 
ตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตลาดกระทิงโดยเฉลี่ยยาวนานราว 9 ปี ส่วนภาวะตลาดหมีมี ระยะเวลาสั้นเฉลี่ยเพียง 1.4 ปี ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจลงทุนและมีโอกาสทำกำไรได้ เพียงแต่ในช่วงขาลงอาจจะขาดทุนมากกว่าการลงทุนในทองคำเนื่องจากหุ้นมีความผันผวนมากกว่าทองคำ ถ้าเราเชื่อว่าอดีตบอกอนาคตได้ นั่นหมายถึงภาวะตลาดกระทิงของตลาดหุ้นสหรัฐคงใกล้จะจบลงแล้วเพราะตลาดหุ้นสหรัฐเป็นขาขึ้นยาวนาน 9 ปีแล้ว


สงครามการค้าอาจทำให้ตลาดหุ้นจบขาขึ้น
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้นำทั้ง 2 ประเทศ แต่ก็ทำให้นักลงทุนกังวลและวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นที่คาดว่าและเศรษฐกิจโลก ทำให้ตลาดหุ้นปรับลงแรงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่ในช่วงต้นปียังมีความหวังว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเติบโตแข็งแกร่งมากขึ้น และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นกันทั่วหน้าต่อเนื่องจากปีที่แล้ว
เมื่อย้อนกลับไปดูสงครามการค้าในอดีต เมื่อกลางปี 1930 สหรัฐได้ออกกฎหมาย ด้านการค้า Smoot-Hawley Tariff Act ถือเป็นกฎหมายที่มีการกีดกันการค้าในระดับที่สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของสหรัฐในรอบ 100 ปี สหรัฐมีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าในสินค้านำเข้ากว่า 2 หมื่นรายการ จากอัตราเฉลี่ย 40.1% ในปี 1929 เป็นอัตราเฉลี่ย 59.1% ในปี 1932 เพื่อปกป้องเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ 
แรกเริ่มทีเดียวเป็นการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ทำให้แคนาดาและประเทศต่างๆ ในยุโรปออกมาตอบโต้ทางการค้าด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเช่นกัน ถึงแม้การทำสงครามการค้าสหรัฐดูเหมือนเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ในช่วงแรก การผลิตภาคอุตสาหกรรม การจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในที่สุดสงครามการค้าในครั้งนี้นำมาสู่ Great depression ในปี 1933 ชาวสหรัฐราว 1 ใน 4 ต้องตกงาน ค่าจ้างแรงงานลดลง 60% และการค้าโลกลดลงอย่างหนัก 66% ในช่วงปี 1929-1934 
บทเรียนจากสงครามการค้าในอดีตสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะในการ ทำสงคราม แต่กลับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม 
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ถ้าสหรัฐเลือกที่จะต้องการทำสงครามการค้าจริง จีนอาจเลือกตอบโต้ทำสงครามกับสหรัฐ ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่จีนได้ประกาศออกมาในช่วงต้นเดือนเมษายน อีกทางหนึ่งจีนอาจใช้วิธีลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจีนเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ของสหรัฐมีการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐราว 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอาจขายพันธบัตรที่ถืออยู่หรืออาจเลือกไม่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ออกมาขายรอบใหม่ 
ดังนั้นความเคลื่อนไหวใดๆ ของจีนในการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อตลาดการเงินสหรัฐ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันบัตรรัฐบาลปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเมินได้ว่าถ้าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเกิดขึ้นจริงจะไม่ได้ส่งผลบวกต่อประเทศไหนเลย แต่อาจจะส่งผลกระทบทางลบต่อสหรัฐด้วยซ้ำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และลามมากระทบ ต่อเศรษฐกิจโลกให้ถดถอย ตลาดหุ้นมีการทรุดลงอย่างหนัก
สิ่งที่อยากเตือนนักลงทุนหุ้นในปีนี้คือต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เพราะอาจจะไม่สามารถทำกำไรได้ง่ายเหมือนปีที่ผ่านมา และโดยส่วนใหญ่จะมองว่าตลาดหุ้นไทยก็อาจจะอยู่ในช่วงปลายขาขึ้นแล้วเช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐ แถมในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีการเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อาจจะได้รับอานิสงส์ทางลบด้วย 
หุ้นในกลุ่มที่น่าลงทุนในช่วงปลายขาขึ้นจะเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive stock ได้แก่ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำอาจใช้เป็นการกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตการลงทุนได้ ราคาทองคำ Spot ที่ยืนเหนือ 1,300 ดอลลาร์ได้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันสะท้อนได้ว่า ยังมีความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทำให้นักลงทุนบางส่วนยังถือครองทองคำไว้

เขียนโดย : ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา (บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด) / siriluck@hshfutures.com
จากคอลัมน์ GOLD ANALYSIS ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 181 ประจำเดือนพฤษภาคม 2561

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ