News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

การปรับฐานของตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน จากระดับ 1,800 จุด ลงมาบริเวณ 1,720 จุด ก่อนกระเตื้องขึ้นมา ยืนเหนือ 1,750 จุด เมื่อมีแรงซื้อกระจายตัวเข้ามาในหุ้นบลูชิป  กลุ่มธนาคาร พลังงานและปิโตรเคมี เพื่อเก็งกำไรผลดำเนินงาน ไตรมาสแรก กระนั้น ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายสำนัก ได้ออกโรง เตือนนักลงทุนว่า หุ้นไทยไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 น่าจะแกว่ง ในลักษณะ Sideway ต่ออีกสักระยะ โดยการปรับตัวขึ้นหรือลงของดัชนีน่าจะแปรผันตามการเปลี่ยนกลุ่มหุ้นลงทุน (Sector Rotation) ของกองทุน ในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์เป็นหลัก เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนโดยรวม ยังมีความไม่ชัดเจนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศรุมเร้า โดยปัจจัยต่างประเทศ มีแรงกดดันจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน กับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ยังต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป



ปัจจัยต่างประเทศ สงครามการค้า และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังมีภาคต่อ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ นักกลยุทธ์ยอดฝีมือจากบัวหลวง และวิวัฒน์ เตชะพูนผล นักกลยุทธ์รุ่นใหญ่ค่ายทิสโก้ ชี้ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ว่า ถึงแม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายแสดงท่าทีเปิดการเจรจาการค้าต่อกัน แต่ตลาดยังคงมีความกังวลอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร และจบสวยอย่างที่ตลาดมองไว้หรือไม่ ยิ่งท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีความเอาแน่ เอานอนไม่ได้ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ อาจ ขยายวงไปยังประเทศมหาอำนาจรายอื่นได้อีก จึงทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ เร็วกว่าคาด เนื่องจากการจัดเก็บภาษีจะมีผลให้ราคา สินค้าสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อตามมา
ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดในตะวัน ออกกลางยังไม่น่าไว้วางใจ หากมีพัฒนาการในทางลบ ซึ่งอาจกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนได้อีกระลอก

ปัจจัยในประเทศ การเลือกตั้งไม่ชัดเจน กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่โต
ส่วนปัจจัยในประเทศ มีแรงกดดันจากประเด็นการเลือกตั้ง และการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นรอบใหม่ หลังจากแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาสแรกไม่เติบโตอย่างที่คาด
ซึ่งประเด็นการเมือง การที่ Roadmap  การเลือกตั้งที่เคยคาดหมายกันว่าจะเกิดในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า มีความเป็นไปได้สูงว่า จะเลื่อนออกไปเป็นช่วงครึ่งหลังปีหน้าแทน เพราะต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากมีร่าง พ.ร.ป.อย่างน้อยฉบับใดฉบับหนึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะทำให้การเลือกตั้งมีความล่าช้าแน่นอน
อย่างไรก็ดี ผลจากการ “เลื่อน” เลือกตั้ง ก็ยังดีกว่า “ล้ม” เลือกตั้ง เพราะหากร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ ถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายไปแล้วมาถูกร้องทีหลังว่าขัดรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ซึ่งคาดว่า  ศาลรัฐธรรมนูญจะหาทางออกที่สมเหตุ สมผล ด้วยการชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ต้องแก้ไขอย่างชัดเจน ทำให้ไม่จำเป็นต้องยกร่าง พ.ร.ป.ขึ้นมานับหนึ่งกันใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในลักษณะ Sideway ต่อไป และคงไม่อาจคาดหวังเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อีกสักระยะ จนกว่าจะมีความชัดเจนในประเด็น Roadmap การเลือกตั้ง
สำหรับแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาสแรก ที่เข้ามามีน้ำหนักต่อความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัวมากขึ้น ในไตรมาส 2 นี้ ถึงแม้ภาพรวมกำไรปีนี้และปีหน้าของตลาดโดยรวม (Bloomberg Consensus) จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากจากช่วงต้นปี โดยประมาณการกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ยังคงอยู่ที่ประมาณ 110 บาท ในปีนี้ และ 121 บาท ในปีหน้า แต่เริ่มมีสัญญาณการปรับลดประมาณการกำไรลงมาในหุ้นหลายกลุ่ม อย่างหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) ที่ถูกกดดันจากราคาเนื้อสัตว์ในประเทศตกต่ำ สวนทางต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น หรือกลุ่มสื่อสาร (ICT) ยังถูกปรับประมาณ การรายได้ลงมา ทั้งภาคธุรกิจมือถือที่รายได้ จากการขายมือถือลดลง และภาคธุรกิจวางระบบ ซึ่งมีแรงกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวลง
ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) มีแรงกดดันจากสงครามฟรีค่าธรรมเนียมเข้ามากระทบรายได้ เพิ่มเติมจากการตั้งสำรองฯ ตามมาตรฐานบัญชี IFRS9 และกระบวนการ Digital Transformation ที่ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มปิโตรเคมี (ENERGY & PETROCHEM)  แม้กำไรโดยรวมจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามาก ตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่หากเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน กำไรรวมกลับลดลง เนื่องจากฐานกำไรที่สูงมาก ผลจากการมีรายการพิเศษจำนวนมาก ทั้งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและการประกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน
และเนื่องจากกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคาร กับกลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมี (มีสัดส่วนราว 55-60% ของกำไรรวมของตลาด) คาดว่า จะไม่เติบโต จึงประเมินได้ว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมในไตรมาสแรก จะไม่เติบโตด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า จะเห็นการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นรอบใหม่ หลังจากการประกาศผลดำเนินงานไตรมาสแรกเสร็จสิ้น และมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ๆ จากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเพิ่มเติม


ทิสโก้แนะลงทุนระยะสั้น เน้นหุ้นมีประเด็นรายตัวหากลงทุนยาว ควรเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และรับเหมาก่อสร้าง
ความเสี่ยงทั้งจากสถานการณ์ในและต่างประเทศข้างต้น ทำให้การลงทุนไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่งผลให้การลงทุนอาจต้องเน้นเก็งกำไรระยะสั้น (trading) แบบจำกัดวงเงิน ซึ่งนักกลยุทธ์มือเก๋าค่ายทิสโก้ แนะให้เลือกหุ้นที่คาดว่าผลดำเนินงานไตรมาสแรกจะออกมาดี และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะหนุน
ซึ่งในประเด็นหุ้นที่คาดว่าผลดำเนินงานไตรมาสแรกจะออกมาดี ค่ายทิสโก้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ผลดำเนินงานโดดเด่น ไม่ว่าจะเทียบปีต่อปี (YoY) หรือไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) ได้แก่ AEONTS, AOT, BDMS, BEM, BH, CK, ERW, LH, MONO, MTLS, PLANB, SEAFCO และ TVO ส่วนอีกกลุ่ม จะตีกรอบแค่หุ้นที่คาดว่าผลดำเนินงานไตรมาสแรกจะออกมาดี เทียบปีต่อปี (YoY) เท่านั้น ประกอบไปด้วย AP, BEAUTY, COM7, HMPRO, JWD, PTTGC, RS, SF และ WHA
สำหรับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะหนุน จะมีทั้งหุ้นที่มีปัจจัยขับเคลื่อนระยะสั้น อย่างหุ้น กลุ่มเดินเรือ ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือ มีแนวโน้มปรับขึ้น อย่าง PSL กับ TTA หรือหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้ม ราคาน้ำมันทรงตัวถึงขยับขึ้นจากระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการที่อิหร่านอาจถูกมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ ในกลางเดือนพฤษภาคม เข้ามาหนุน นำโดย PTT และ PTTEP รวมไปถึงหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัล ซึ่งจะได้ ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ  เช่น RS กับ MONO กับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อาทิ BLAND ที่กำลังอยู่ในระหว่างการซื้อหุ้นคืน และเตรียมประกาศผลดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมกับประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี
อย่างไรก็ตาม หากมองการลงทุนระยะยาว ค่ายทิสโก้จะให้น้ำหนักหุ้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้ประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง และการเร่งดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นหลัก โดยเลือก CK, STEC กับ SEAFCO เป็น Top Pick ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง พร้อมกับเลือก AMATA, ROJNA กับ WHA เป็น  Top Pick ของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ค่ายทิสโก้ ยังแนะให้แบ่งเงินบางส่วนลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน (Power Utilities) ซึ่งราคาปรับฐานลงค่อนข้าง มาก สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน ทั้งความสามารถทำกำไร และระดับราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น จนทำให้ราคาหุ้นมีความเสี่ยงขาลง (Downsize) จำกัด โดยเฉพาะหุ้น BGRIM, GULF ซึ่งมีโครงการที่ได้ PPA แล้วจำนวนมาก และมีสัดส่วนของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศน้อย ทำให้ได้รับผล กระทบจากแผนปฏิรูปด้านพลังงานจำกัด รวมถึงหุ้น EA, GPSC ที่มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ระบบเก็บกักพลังงาน (ESS) และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)



บัวหลวงเทใจหุ้นมีประเด็นบวกเฉพาะตัว กับหุ้นที่เกาะกระแส Big Data
ส่วนค่ายบัวหลวง เลือกหุ้นเป็นรายตัว เน้นไปที่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กับกลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) ที่ถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวดีตามลำดับ โดยคัดหุ้น PTTGC เป็นตัวแทนกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะ spread ราคาผลิตภัณฑ์ทุกประเภทมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปีก่อน ตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น สวนทางต้นทุนการผลิตที่ได้รับผลกระทบน้อย จากการใช้ก๊าซฯ ซึ่งราคาผันผวนน้อยเป็นวัตถุดิบเกือบ 90% อีกทั้งความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยังเติบโตได้ดี รองลงมาเป็น IVL ที่ได้ประโยชน์จากการเก็บเกี่ยวดอกผลที่เกิดจากการซิ้อกิจการในช่วงก่อนหน้านี้ ผลักดันให้ยอดขายเติบโตสูง อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการได้ลดภาษีธุรกิจในสหรัฐฯ รวมถึงการขึ้นภาษีเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดอเมริกาเหนือ อีกทั้ง spread ราคาผลิตภัณฑ์ PET อาจมีแนวโน้ม ดีขึ้นกว่าที่คาด
ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว มีหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความสดใสของภาคการท่องเที่ยว หลายตัว โดยหุ้นในกลุ่มโรงแรม วิกิจ ยอดฝีมือ ของบัวหลวง เลือก CENTEL เป็น Top Pick เพราะเชื่อว่า การขยายกิจการในช่วงก่อนหน้านี้ จะเริ่มให้ผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ หนุนให้แนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตโดดเด่น ส่วนหุ้นกลุ่มค้าปลีก เขาเลือก CPN เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตทำ All Time High แล้ว การเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในไตรมาส 2 นี้ หลังการปรับโฉมใหม่แล้วเสร็จ อีกทั้งการเปิดศูนย์การค้าใหม่ 3 แห่ง ช่วงปลายปีก่อน จะช่วยให้กำไรกลับมาเติบโตแข็งแกร่ง
เช่นเดียวกับ ASAP ผู้ให้บริการรถเช่า ที่ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว หนุนให้มีการใช้บริการรถเช่าระยะสั้นเพิ่มขึ้นเกินคาด เมื่อบริษัทมีการร่วมเป็นพันธมิตรกับ Online booking agent ยักษ์ใหญ่ต่างประเทศหลายราย หนุนให้รายได้จากพอร์ตรถเช่าเติบโต สูงขึ้น ขณะเดียวกัน การเปิด ASAP Auto Park  ในไตรมาส 3 นี้ ยังจะส่งผลดีต่อการขายรถเช่าหมดสัญญาให้มี margin ดีขึ้นเป็นเท่าตัว เทียบกับการขายผ่านลานประมูล หรือเต็นท์รถ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้
เขายังชอบ SIMAT เพราะกำไรมีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว จากการซื้อ กิจการฮินซิชิ ซิลค์สกรีน พริ้นท์ติ้ง ซึ่งทำธุรกิจแผงวงจรสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ในสัดส่วน 70% ทำให้สามารถคิดรวมกำไรเข้ามาในงบการเงินได้ทันที โดยผลกำไรที่เกิดขึ้นจะ มีมากกว่า Dilution ที่เกิดจากการเพิ่มทุน  เพราะฮินชิซิเป็นกิจการที่มีกำไรอยู่แล้ว โดยมียอดขายเฉลี่ยปีละประมาณ 300 ล้านบาท
สำหรับหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นหุ้นความหวังของนักลงทุนหลายราย ค่ายบัวหลวงให้ความสนใจไม่มาก โดยให้เหตุผลว่าราคาหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีการปรับขึ้นตอบรับข่าวไปมากพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่เห็นความสำเร็จจากการเร่งตัวของยอดขายที่ดินแต่อย่างใด แต่หากจะลงทุนระยะยาว WHA น่าสนใจที่สุด เพราะพอร์ตรายได้มีการกระจายตัวในหลายธุรกิจ ทั้งคลังสินค้า โลจิสติกส์ และการให้บริการด้านสาธารณูปโภค ช่วยหนุนรายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม
ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน การที่ แนวนโยบายภาครัฐมีความไม่แน่นอน ทำให้ หุ้นที่น่าสนใจถูกจำกัดเพียง GULF และ EGCO ซึ่งมีโครงการที่ได้ PPA แล้วจำนวนมาก และมีสัดส่วนของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศน้อย ทำให้ได้รับผลกระทบจากแผนปฏิรูปด้านพลังงานจำกัด 
เขาปิดท้ายด้วยหุ้นที่เกาะกระแส Big Data ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตส่วนตัว การทำงาน หรือการเป็นช่องทางหารายได้ รวมถึงการบริหารเงินออม ว่า เป็นหุ้นที่ควรมีติดพอร์ต แบ่งเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Softwear  Tech เช่น NETBAY HUMAN COMAN กับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาของเทคโนโลยี ได้แก่ COM7, SYNEX และ UTP ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้กล่องเพื่อส่งสินค้าที่ซื้อขายทางออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง


ลดเสี่ยงหุ้นผันผวน แบ่งเงินลงหุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ สองนักกลยุทธ์จากบัวหลวง และ ทิสโก้ได้ทิ้งท้ายทางเลือกการลงทุนที่ปลอดภัย ยามตลาดหุ้นผันผวนไว้ด้วยว่า ให้จัดสรรเงินบางส่วนลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อรับเงิน ปันผลอย่างสม่ำเสมอ ในอัตราปีละ 6% อีกทั้ง ยังอาจคาดหวัง Capital Gain ได้อีกด้วย เพราะหลายกองทุนมีราคาหน่วยลงทุนไม่สูงกว่า NAV มากนัก ซึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ มี AIMRIT, B-WORK, BTSGIF, DIF, QHPF หรือ POPF เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกในการลงทุนหุ้น Laggrd ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง Valuation ของกลุ่มต่ำเพียง 9.2 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ระดับ 10.3 เท่า ขณะที่แนวโน้ม กำไรจะเริ่มกลับมาคึกคักในไตรมาส 2 ก่อนเร่งตัวทำระดับสูงสุดของปีในไตรมาสสุดท้าย อีกทั้งยังจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 4% เพิ่มแรงจูงใจด้วย โดยตัวเลือกที่น่าสนใจ จะมี AP, QH, และ ORI
ได้ไอเดียเลือกลงทุนหุ้นรับตลาดหุ้นไทยขาดเสน่ห์กันไปแล้ว อย่าลืมทำการบ้านประกอบการตัดสินใจกันด้วย ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมเตรียมเงินก้อนใหญ่รองรับการฟื้นตัวของหุ้นไทยในไตรมาสสุดท้ายไว้ด้วย เพราะถึงวันนี้ ตลาดยังคงมีความเชื่อมั่นว่า หุ้นไทยน่าจะกลับมาสดใสได้อีกครั้ง

จากคอลัมน์ TALK ABOUT STOCK ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 181 เดือนพฤษภาคม 2561

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ