News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผลิตยาดมตราโป๊ยเซียนออกวางจำหน่ายเมื่อปี 2532 ครั้นนายแพทย์วชิระ ลาภบุญทรัพย์ บุตรชายคนโตของตระกูล ‘ลาภบุญทรัพย์’ เจ้าของกิจการได้ละทิ้งอาชีพแพทย์และเข้ามาดูแลการบริหารธุรกิจในปี 2539 เขาพบว่าบริษัทฯ ขาดข้อมูลเกือบทุกอย่างที่จำเป็นในการบริหารงานทุกด้านหรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีข้อมูลใดๆ เขาจึงเริ่มเก็บข้อมูล เน้นความสำคัญกับการสร้างฐานข้อมูล ปรับปรุงกระบวนการผลิต สร้างโรงงานซื้อเครื่องจักรใหม่ เปลี่ยนกระบวนการและวิธีคิดของกลุ่มผู้บริหาร เอาชนะคู่แข่งทางธุรกิจในการต่อสู้ครั้งสำคัญ ผลักดันส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดยาดมหลอด ในช่วงเวลา 21 ปีที่เขาเข้ามาบริหาร สามารถสร้างยอดขายเติบโตเฉลี่ยในอัตรา 15-20% ทุกปี 
วิธีการทำงานของหมอวชิระ จะเน้นเรื่องการใช้ข้อมูลเป็นสำคัญ ดังนั้นคำถามแรกที่เขาถามในที่ประชุมผู้บริหารของบริษัทฯคือ ‘เรารู้อะไรจริงๆบ้าง’ ซึ่งวิธีการทำงานของเขาจะแตกต่างจากนักการตลาดที่มักจะเริ่มต้นด้วยการวางแผนทางการตลาด
ในวันแรกที่เขาเข้าไปทำงานนั้น บริษัทฯใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปตัวหนึ่ง โดยไม่ได้ใช้เต็มรูปแบบของโปรแกรม แต่ใช้งานเฉพาะบางฟังก์ชั่น คือการคีย์ข้อมูลการขาย การตัดสต็อกสินค้าบางตัวที่สามารถคีย์ได้ และใช้จัดการเรื่องใบสั่งของลูกค้าเท่านั้น โดยไม่มีข้อมูลอะไรอย่างอื่นเลย ขณะที่ในสายงานการผลิต ยังใช้วิธีเขียนลงกระดาษทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเบิกสต็อกสินค้าและการทำเอกสารวัตถุดิบต่างๆ
เขายังพบอีกว่าในการประชุมแต่ละครั้ง ผู้บริหารมีแต่ความเห็น ไม่มีตัวเลขข้อมูลที่ชัดเจน ตัวเลขสรุปยอดขายไม่สามารถดึงข้อมูลออกมาได้ในทันที ต้องรอเป็นวันจึงจะสามารถบอกได้ว่าตัวเลขยอดขายเป็นอย่างไร ส่วนข้อมูลของลูกค้าก็ไม่มีการทำรายละเอียดที่ชัดเจนพอ หรืออาจจะไม่สามารถทำได้เพราะโปรแกรมที่มีอยู่ไม่เอื้อให้ทำได้ 
นี่คือสถานการณ์ที่คุณหมอพบเมื่อเข้าไปเริ่มงานที่บริษัทฯ “เราไม่รู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของบริษัทฯ ว่าแบรนด์ที่วางขายอยู่เป็นอย่างไรบ้าง ฝ่ายขายให้ข้อมูลเพียงแค่ว่าแบรนด์ของบริษัทฯ ยังไม่แข็งแกร่งพอ  ดังนั้นจะเป็นคำถามคาใจผมอยู่ตลอดเวลาว่าตกลงฐานะของแบรนด์ ‘โป๊ยเซียน’ อยู่ตรงไหน ข้อมูลในส่วนงาน Back Office ก็ไม่มีให้ ขณะที่ข้อมูล Front Office คือสินค้าที่ออกไปวางขายนั้น มี Position ทางการตลาดอย่างไร ก็ไม่รู้เลย” 

ใช้เวลา 3 ปี ตระเวนเก็บและสร้างฐานข้อมูล
หมอวชิระเล่าว่า ในปี 2540 เขาเริ่มขับรถออกไปตามต่างจังหวัด ครั้งหนึ่งๆ นานราว 3-4 สัปดาห์ จอดแวะทุกตลาด พบลูกค้าที่เป็นร้านขายยาเป็นหมื่นๆ ร้านค้า 
“ผมใช้วิธีเป็น Mystery Customer เข้าไปในร้านค้าและขอซื้อยาดมหลอดหนึ่ง เพื่อที่จะดูว่าคนขายจะหยิบยาดมตัวใดให้ ซึ่งในปีแรกที่ทำแบบนี้ ผมกลับมาที่บริษัทฯ พร้อมยาดมกว่า 3,000 ตัวอย่าง”
เขาขับรถตระเวนอยู่อีก 3 ปีก็สามารถพัฒนาฐานข้อมูลที่เป็นร้านขายยาได้ทุกภาคทั่วประเทศ รวมทั้งในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เกิดปัญหาความไม่สงบใดๆ เขาได้พัฒนาฐานข้อมูลของลูกค้าที่ไปตระเวนเก็บข้อมูล แล้วนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลยอดขายที่มีอยู่ในโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปเดิมของบริษัท สร้างคีย์เวิร์ดเชื่อมโยง ทำให้นำมาใช้งานได้มากขึ้น 
ครั้นถึงปี 2543 เขาเริ่มศึกษา SQL Server 7.0 ของไมโครซอฟท์ เพื่อนำมาใช้แทน   Access 97 เพราะ SQL Server 7.0 สามารถรับมือกับข้อมูลในปริมาณมหาศาลได้ด้วย ฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Data Warehouse จึงทำให้ เขาสามารถสร้างตารางคล้าย Excel แต่สามารถหมุนดูได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะใช้พารามิเตอร์อะไรก็สามารถทำได้ จัด Grouping สินค้าได้ รู้ว่ากระจายอยู่ที่ใดบ้าง ทำให้สามารถติดตามหรือ Track ได้แบบทันเวลาหรือเป็นแบบ Real time 
เมื่อเขาปรับปรุงโปรแกรมและทำการเชื่อมโยงข้อมูลจนเรียบร้อย ถือว่ามีฐานข้อมูลสมบูรณ์แบบเอาไว้ใช้งาน และฐานข้อมูลนี้ต้องมีการเชื่อมโยงกันได้จากข้างหลังถึงข้างหน้า และมีลักษณะที่เรียกว่า Cube คือดูได้จากมุมมองทุกมุม 
“ข้อมูลที่ผมทำขึ้นมานั้นมีความยืดหยุ่นสูงมาก ดังนั้น ไม่ว่าจะตั้งโจทย์มาอย่างไรก็ตาม เราสามารถดัดแปลงค้นหาข้อมูล ให้ Match หรือ Synchronized เพื่อที่จะตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง รวมทั้งงานของ Back Office ที่เป็นการผลิต คือฐานข้อมูลนี้สามารถให้คำตอบได้ทุกอย่าง” หมอวชิระกล่าว
ทั้งนี้ ฐานข้อมูลที่สมบูรณ์แบบเสร็จเรียบร้อยในปี 2550 พร้อมกับที่ข้อมูลของฝ่ายบัญชีก็มีลักษณะที่สมบูรณ์ โดยมีข้อเด่นคือมีความเป็นเรียลไทม์ โดยเฉพาะในส่วนของงานขาย ซึ่งมีการ Update ข้อมูลทั่วประเทศในทุกครึ่งวัน และจะดูข้อมูลจากมุมใดก็ได้ ดูได้ถึงขนาดที่ว่าร้านค้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร้านค้าใด สั่งของจำนวนเท่าไรและสามารถดูประวัติย้อนกลับไปถึงปี 2000 ได้ตลอดเวลา คือสามารถดูได้ทั้งปริมาณการสั่งสินค้าหรือปีที่เริ่มเข้ามาสั่งซื้อสินค้าและปริมาณการซื้อ ต้องการดูใน level ใดหรือทำ Grouping อย่างไร ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น แต่ในส่วนงานผลิตยังไม่ได้ Real Time ทว่าดูได้ ณ สิ้นวัน หรือวันต่อวัน 
การพัฒนาฐานข้อมูลได้ถึงระดับนี้ คุณหมอเรียกว่าเป็น Nervous System ของทั้งองค์กร ทำให้ไม่จำเป็นต้องประชุมกันบ่อยๆ ฝ่ายผลิตสามารถเห็นฝ่ายขาย และมีประวัติการขายย้อนหลังรวมทั้งลักษณะหรือ Pattern การขายก็สามารถดูได้ด้วย
“การประชุมมีอยู่อย่างเดียวคือการประชุมที่ต้องการบอกว่าจะมีการแทรกแซงหรือ Intervene อะไรบางอย่างที่ฝ่ายการผลิตควรต้องรับรู้เพื่อที่จะเตรียมรับมือ ดังนั้น กล่าวได้ว่าฐานข้อมูลที่ผมสร้างขึ้นมาตรงนี้เป็นระบบประสาทขององค์กรเลยทีเดียว” คุณหมอบอก  


สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร เน้นประสิทธิภาพการผลิต
ในปี 2550 คุณหมอทราบว่ามีเทคโนโลยีการฉีดพลาสติกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เรียกว่า Hot-Runner เขาทำการศึกษาด้วยตัวเองพบว่าเทคโนโลยีใหม่นี้มีประสิทธิภาพมากกว่าแบบเดิมที่เรียกว่า Cold-Runner อย่างมาก เขาเริ่มทำโปรเจกต์ทดลอง ใช้งบลงทุนไปกว่า 40-50 ล้านบาท โดยพยายามหาเทคโนโลยีในประเทศไทยก่อน แต่พบว่าไม่สามารถใช้ได้ เพราะชิ้นส่วนของยาดมโป๊ยเซียนมีขนาดเล็ก และในทั่วโลกไม่มีผู้ผลิตรายใดที่มีความซับซ้อนของชิ้นส่วนเหมือนกับยาดมโป๊ยเซียน เพราะต้องมีชิ้นส่วนถึง 6 ชิ้นนำมาประกอบกัน และยังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำอีกด้วย ซึ่งต้องป้องกันการไหลย้อยออกมาจากหลอดยาดม  
ในที่สุด ปี 2553 เขาสั่งซื้อแม่พิมพ์หรือ Mould ตัวแรกจากต่างประเทศ เอามาใช้กับเครื่องจักรจากเยอรมนีที่มีอยู่แล้ว ทดลองจนเข้าที่แล้ว จึงสร้างตัวที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา และมีการสร้างโรงงานพลาสติกใหม่ติดกับโรงงานเดิมไปพร้อมกัน เพื่อทำการผลิตสินค้าที่เป็นเวชภัณฑ์ยา หรือ Medical Grade โรงงานใหม่เสร็จสมบูรณ์ในปี 2556
หลังจากโปรเจกต์ทดลองให้ผลเป็นที่พอใจ ในช่วงปี 2553-2555 เขาเริ่มทยอยสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Hot-Runner ทำให้ลดจำนวนเครื่องจักรลงจากเดิมที่มี 36 เครื่องใช้คนงาน 36 คน ทำงานกะเดียว ลดลงเหลือเครื่องจักรใหม่ 8 เครื่อง ใช้คนงานดูแล 10 คน ทำงานได้ถึง 2 กะหรือ 24 ชม.  เพิ่มผลผลิตได้อย่างมหาศาล เขาบอกว่าวันหนึ่งๆ ทำการผลิตหลอดยาดมเป็นล้านๆ ชิ้น ส่วนเครื่องจักรเก่าเขาจัดการขายออกหมด
“บริษัทที่ทำแม่พิมพ์นี้ให้เราเป็นผู้ผลิตแม่พิมพ์มือหนึ่งของโลก นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีการส่งมอบสินค้าล่าช้าถึง 2 เดือน เพราะแม่พิมพ์ที่เราสั่งนั้นทำยากมาก และแม่พิมพ์ตัวแรกที่เขาทำและจัดส่งมาให้เรา  ก็พาให้เขาขาดทุนอย่างหนักด้วย” คุณหมอ บอกว่า เฉพาะค่าแม่พิมพ์ 6 ชิ้น ไม่รวมค่าเครื่องจักร ก็มีราคาสูงถึง 150 ล้านบาทแล้ว หากคิดรวมการทำโปรเจกต์ทดลอง การสร้างโรงงานใหม่ และการซื้อแม่พิมพ์ 6 ชิ้นรวมเครื่องจักร 8 เครื่อง เบ็ดเสร็จคิดเป็นเม็ดเงินราว 300 ล้านบาท
“นี่เป็นการลงทุนที่สูงมาก ซึ่งผมต้องมั่นใจก่อนจึงจะยอมลงทุนมากขนาดนี้ นอกจากนี้ในโรงงานใหม่ ยังเป็นโรงงานแบบปิด ควบคุมสภาพแวดล้อมทุกอย่างโดยการติดเครื่องปรับอากาศทั้งหลัง” หมอวชิระกล่าว
เขาใช้เวลา 5 ปีในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานทั้งหมด ทั้งทำโปรเจกต์ทดลอง หาแม่พิมพ์และเครื่องจักรที่ดี ที่สุด สร้างโรงงานใหม่ และฝึกอบรมบุคลากร
ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการนำหุ่นยนต์มาช่วยพนักงาน และพัฒนาสู่การเป็น Fully Automatic Warehouse ต่อไป


ระดมพลังโต้กลับ ‘คู่แข่งธุรกิจ’
ประมาณปี 2552 บริษัทคู่แข่งซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ายาดมรายใหญ่เริ่มพุ่งเป้าโจมตีสินค้ายาดมโป๊ยเซียน ซึ่งในเวลานั้นคนในวงการรับรู้แล้วว่ายาดมโป๊ยเซียนครองตลาดอันดับ 1 ในตลาดยาดมในเมืองไทย บริษัทคู่แข่งวางตลาดสินค้ายาดมตัวใหม่ มีการใช้ดาราในการโฆษณา และทำสินค้าออกมาในแนวไลฟ์สไตล์ 
หมอวชิระมองว่า การทำโปรดักส์ยาดมให้ออกมาในแนวสินค้าไลฟ์สไตล์ ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะเขามองสินค้ายาดมเป็น ‘ยา’ จำพวกหนึ่ง ไม่ใช่สินค้าแนวไลฟ์สไตล์ ซึ่งโปรดักส์ยาจะมีจุดแข็งอย่างหนึ่งคือเมื่อลูกค้าใช้แล้วได้ผลดี เขาจะไม่เปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่น ขณะที่สินค้าไลฟ์สไตล์ เมื่อหมดเทรนด์ ก็ตกไป 
ในช่วงปี 2553 ข้อมูลจากร้านสะดวกซื้อจำนวน 3,000 กว่าแห่งแสดงให้เห็นว่ายาดมโป๊ยเซียนมียอดขายต่ำกว่า 50% ในร้าน ซึ่งนี่คือปีแรกที่คุณหมอเริ่มทราบว่ามีเหตุการณ์ที่ผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในการจัดจำหน่ายยาดมโป๊ยเซียน เขาระดมทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทฯ เพื่อมาสู้กับคู่แข่ง โดยเริ่มจากถามตัวเองว่า ‘เรารู้อะไรจริงๆ บ้าง’ เขาลงมือเก็บข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง ต้องรู้ว่าคู่แข่งมีพนักงานกี่คน แต่ละคนทำหน้าที่อะไรบ้าง และพวกเขามีจุดเด่นอะไรอย่างไร 
“ผมเก็บข้อมูลแบบ Indirect Question คือคุยกับคนที่เคยรู้จักคนเหล่านี้ รวมทั้งจากการที่เซลส์ของเราได้เจอหรือพูดคุยกับคู่แข่ง เหล่านี้ และเริ่มทำฐานข้อมูลในลักษณะ Psychological Profile” จากนั้นเขานำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และดูว่าจะสามารถเข้าใจความคิดของคนเหล่านี้ได้อย่างไร จะสามารถส่งข้อมูล Asymmetrical ให้พวกเขาได้อย่างไร 
ในการต่อสู้กับบริษัทคู่แข่ง คุณหมอใช้การทำ ‘สงครามข่าวสาร’ ตอบโต้ทุกอย่าง ใช้ข้อความที่คู่แข่งโฟสต์หรือสิ่งที่คู่แข่งพิมพ์ออกมาเป็นอาวุธในการสู้กับพวกเขา ปัจจัยที่ทำให้โป๊ยเซียนชิงส่วนแบ่งการตลาดในร้านสะดวกซื้อกลับคืนมาได้ นอกจากใช้กลยุทธ์ด้านสงครามข่าวสารแล้ว คุณหมอส่งแนวรุกคือให้เซลส์เข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อบ่อยมากขึ้น และเขากล่าวติดตลกเล็กน้อยว่าปัจจัยที่ทำให้ชนะคู่แข่งได้เพราะการวิเคราะห์บุคลิกภาพของคู่แข่ง และปรับแผนกลยุทธ์ให้เข้ากับบุคลิกภาพของคู่แข่งจนสามารถเอาชนะได้ หลังจากที่คุณหมอใช้เวลาต่อสู้กับคู่แข่งนาน 3-4 ปี ก็สามารถทำยอดขายกลับมาที่ระดับ 80-90% ได้


บทสรุป ‘การแสวงหาข้อมูล ไม่มีที่สิ้นสุด’
คุณหมอกล่าวสรุปว่าคีย์สำคัญในการทำงานของเขามาจากคำถามเดียวที่ว่า “เรารู้อะไรจริงๆ บ้าง” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางทั้งหมดที่กินเวลา 21-22 ปี ในการปรับ-รื้อ-สร้าง กระบวนการผลิต การตลาด การแข่งขันในรูปแบบใหม่ ด้วยการสร้างฐานข้อมูลที่แข็งแรง สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาบอกด้วยว่าการก้าวเข้ามามาปรับ-รื้อ-สร้าง สิ่งต่างๆ ในบริษัทฯก็เพื่อที่จะเสริมความแข็งแรงมั่นคงให้กับบริษัทฯมากยิ่งขึ้นไปอีก พัฒนาผลิตภัณฑ์ของ บริษัทฯ ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ 
หมอวชิระเชื่อว่าความสำคัญลำดับแรกในการทำธุรกิจของเขาคือสินค้าต้องดีมีคุณภาพ ส่วนความมีชื่อเสียง ความนิยมในแบรนด์จะตามมา เขาบอกว่า “สินค้าใดก็ตามที่ติดแบรนด์โป๊ยเซียน เราต้องมั่นใจ 100% ว่ามีคุณภาพดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพิมเสน หรือยาดม คุณภาพของโปรดักส์จะเป็นตัวที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้ตลอดกาล ถ้าใครเผลอไม่สนใจคุณภาพของสินค้า แบรนด์นั้นจะพังทันที ไม่ว่าจะทุ่มเทเงินทองมากมายเพียงใดเพื่อสร้างแบรนด์ แต่หากคุณภาพไม่ดี แบรนด์นั้นก็จบ โดยเฉพาะเรื่องยา”
คุณหมอไม่ได้ใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆ เพื่อบอกกล่าวเรื่องการปรับปรุงด้านการผลิตเพื่อทำให้โปรดักส์มีคุณภาพสูง เพราะเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องป่าวประกาศสร้างภาพ เพราะสินค้าของบริษัทฯคือยา ผู้ใช้ยาต้องการผลสัมฤทธิ์ของการใช้ยา ดังนั้นประเด็นของการรับรู้ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อผู้ใช้ยานั้นได้ผลสัมฤทธิ์ของยาตามสรรพคุณที่ประกาศไว้ เช่น ยาลดไข้ หากใช้แล้วไข้ไม่ลด โฆษณาอย่างไรก็ไม่ได้ผล ถือว่าการโฆษณาไม่มีความสำคัญเลย 
“ความสำคัญของแบรนด์ในเรื่องยาอยู่ที่หน้าที่การใช้งานหรือ Function ซึ่งระดับของคุณภาพในเรื่องน้ำยาที่บริษัทฯ นำมาใช้ ถือว่าราคาแพงมาก ต้นทุนของเราอยู่ที่น้ำยา ถือว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก วัตถุดิบเมนทอลซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่เข้ามาในโรงงานแต่ละล็อตยังมีคุณภาพไม่เท่ากัน ดังนั้นนอกจากการตรวจสอบคุณภาพตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องมีเจ้าหน้าที่พิสูจน์ดม จนให้แน่ใจว่านำไปใช้ผลิตได้” หมอวชิระพูดถึงแง่มุมการทำงานบางอย่างที่สะท้อนเรื่องความใส่ใจในคุณภาพสินค้า
เขาให้ความสำคัญกับเรื่องวัตถุดิบที่นำมาผลิตยา และวัตถุดิบที่นำมาผลิต  Packaging เป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก การเก็บวัตถุดิบ ขั้นตอนกระบวนการผลิตต่างๆ เรื่องเหล่านี้ก็คือแบรนดิ้งในสายตาของเขา การโฆษณาผลิตภัณฑ์จะสะท้อน Function โดยเฉพาะคำพูดติดปากว่า ‘ใช้ดมใช้ทาในหลอดเดียวกัน’ มีการโฆษณาด้วย Billboard ขนาดใหญ่ หรือบางครั้งโฆษณาหุ้มตึกทั้งหลังเป็นรูปยาดม ที่ตึกย่านสาทรก็มี
ปัจจัยความสำเร็จของหมอวชิระอีกข้อหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องการสร้างฐานข้อมูลคือทีมงาน เขาได้ผู้บริหารฝีมือดี 2 คนเข้ามาเป็นทีมงานช่วยกันบริหารธุรกิจและผลักดันแผนงานต่างๆ ได้แก่ คุณอุดมวรรณ พิศาลมงคล ดูแลงานด้านบัญชีและได้รับการโปรโมตเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ดูแลงานบริหารทั้งหมด รวมทั้งการเงินและการตลาด และคุณวีระพล ดำคร้าม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (COO) ดูแลงานด้านการผลิตทั้งหมด 
การปรับ-รื้อ-สร้างของหมอวชิระ ได้ทำเรื่อยๆ มา ถือเป็นความสำเร็จที่สะสมมาต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดขายของบริษัทฯ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปี โดยยอดขายโตในระดับเลขสองหลักมาตลอด “อัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยปีละ 15-20% ตลอด มีบางปีเติบโตก้าวกระโดด 30%”
ในช่วงหลังยาดมโป๊ยเซียนมียอดขายเพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้ายี่ปั๊วนำส่งออกไปขายในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ไม่ได้ส่งออกจาก บริษัทฯ เอง และอีกส่วนมาจากนักท่องเที่ยวคนจีนที่เข้ามาในไทยและซื้อกลับไป โดยตลาดต่างประเทศที่นิยมใช้ยาดมโป๊ยเซียนคือในเอเชียและแอฟริกา โดยเฉพาะตลาดประเทศกานา และตลาดแอฟริกาก็มีคนจีนเข้าไปทำมาหากินเยอะมากด้วย
เมื่อถามถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวกว่า 21 ปีนั้น หมอวชิระบอกว่า “มนุษย์ก็คือมนุษย์ คนเรามีลักษณะชอบสรุปอะไรง่ายๆ ตลอดเวลา หรือ Jump to Conclusion นี่คือคีย์หลักที่ผมได้รับ เหมือนกับที่ Daniel Kahneman นักจิตวิทยารางวัลโนเบลกล่าวไว้ในหนังสือของเขาเรื่อง Thinking Fast and Slow ว่า มนุษย์เรามักชอบสรุปเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่าตัวเองรู้เรื่องดีแล้ว ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย และสิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุดคือนึกว่าตัวเองรู้ดีแล้ว ซึ่งข้อความนี้ก็ล้อไปกับสิ่งที่ผมพูดตั้งแต่เริ่มต้นคือเรารู้อะไรจริงๆ กันบ้าง กว่าจะรู้อะไรจริงๆ นั้นยากมาก และอีกข้อคือข้อมูลที่ทำให้เรารู้อะไรจริงๆ นั้นมักจะมีอยู่ แต่คนเราไม่พยายามที่จะไปเสาะหาข้อมูลนั้น”

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ