News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ไป Update กลยุทธ์การลงทุนจากนักวิเคราะห์กองทุนรวมของ บล.ฟิลลิป ที่แนะนำว่า จะงหวะหนี้ น่าจะเป็นโอกาสของการ Re-balance พอร์ต เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงให้มากขึ้น

ผ่านพ้นไตรมาสแรก พร้อมกับวันพักผ่อนยาวๆ ของไทยไปแล้ว น่าจะเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่ผู้ลงทุน จะกลับไปดูพอร์ตการลงทุนของท่านว่า ผ่านไป 3 เดือนกว่าๆ แล้ว ผลงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่? หรือการที่สินทรัพย์เสี่ยงเกิดการปรับฐาน ทำให้สัดส่วนในสินทรัพย์กลุ่มนี้ ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ที่สูง ลดลงไปหรือไม่? 

วันนี้ เรามีคำแนะนำกลยุทธ์ในการ Re-balance พอร์ต จากนักวิเคราะห์กองทุนรวมมาฝากกัน

"สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล" นักวิเคราะห์กองทุนรวมจาก บล.ฟิลลิป บอกว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น เกิดการปรับฐานในแทบจะทุกภูมิภาค เนื่องจากถูกกดดันจากปัจจัยลบอย่างประการ โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้า ที่กดดันให้ตลาดหุ้นใหญ่ ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงแนะนำผู้ลงทุนว่า ให้กลับไปดู Portfolio ของตัวท่านเองว่า พอร์ตการลงทุนที่ได้วางไว้อย่างเหมาะสม ตามระดับความเสี่ยงที่ท่านรับได้แล้ว เป็นอย่างไร? โดยเฉพาะพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยง ว่าลดลงไปตามมูลค่าหุ้นที่ลดลงหรือไม่

หากลดลงแนะนำว่า น่าจะเป็นจังหวะของการ Re-balance พอร์ต ด้วยการเติมหรือเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงให้มากขึ้น เพราะหากดูบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในขณะนี้ ต้องยอมรับว่า สินทรัพย์เสี่ยง ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

เช่น หากท่านวางน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงไว้ที่ 70% แต่มูลค่าหุ้นลดลงตามภาวะตลาดในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้น้ำหนักในส่วนนี้ลดลงไป เช่นลดลงไปเหลือ 50% ก็เป็นจังหวะที่อาจจะใส่เงินเพิ่มเข้าไป เพื่อให้พอร์ตกลับมาอยู่ในระดับ 70% อีกครั้ง

กลยุทธ์คือ ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างกลุ่มกองทุนตราสาร หนี้ หรือเงินฝากออกมา อาจจะด้วยการขายทำกำไรหรือไถ่ถอน แล้วมาเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงแทน หรือหากมีเงินเย็น หรือเงินสดก้อนใหม่เข้ามา ก็แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักได้ทันที

ซึ่งกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงที่ "ฟิลลิป" แนะนำ ยังคงเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน อย่างเช่น กลุ่มกองทุนเอเชียแฟซิฟิก เพราะปัจจุบัน ระดับราคาค่อนข้างเหมาะสมกับพื้นฐาน ที่ยังเติบโตได้ดี ทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน

หรือหากจะโฟกัสเป็นรายประเทศ ก็แนะนำ "หุ้นจีน" ที่น่าลงทุนที่สุด เพราะปัจจุบัน ตลาดหุ้นจีนย่อตัวลงไปค่อนข้างแรง จากผลกระทบในประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ โดย YTD หุ้นจีนยังติดลบอยู่ประมาณ 4-5%

ดังนั้น ด้วยระดับราคาที่ไม่ได้แพงหากเที่ยบกับภูมิภาคอื่นๆ อีกทั้งพื้นฐานในประเทศ ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน จึงทำให้จีนดูน่าสนใจที่สุด ในแง่ของพื้นฐานในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนสำหรับหุ้นจีน แนะนำให้เลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม New China ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นกลุ่มหุ้นที่ค่อนข้างปลอดภัยและเสี่ยงน้อยกว่า หากประเด็นสงครามการค้าลุกลามปานปลายมากขึ้น

นักวิเคราะห์ค่ายนี้ ยังแนะนำกลยุทธ์สำหรับหุ้นไทยด้วยว่า ที่ระดับดัชนีต่ำกว่า 1,800 จุด ยังเป็นโอกาสที่ผู้ลงทุนจะทยอยสะสมและเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นไทยได้ แต่ว่าการหาจังหวะ ลงทุนในช่วงที่ราคาย่อตัวลงมาจะเป็นโอกาสของผู้ลงทุนมากกว่า

ส่วนผู้ลงทุนที่อยากจะเกาะเทรนด์ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น แนะนำว่า การลงทุนในกลุ่มกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเซกเตอร์พลังงาน น่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะกว่า แม้ YTD กลุ่มกองทุน Oil Fund ที่ลงทุนใน ETF ต่างประเทศ จะทำผลตอบแทนได้โดดเด่นในช่วงหนึ่งไตรมาสที่ผ่านมา แต่ต้องทำความเข้าใจว่า กองทุนเหล่านั้น ลงทุนใน ETF ที่อ้างอิงราคาซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า ซึ่งจะไม่สะท้อนราคาน้ำมันในปัจจุบันมากนัก

ส่วนใครที่ลงทุนในกลุ่มกองทุน Oil Fund ซึ่งลงทุนผ่าน ETF ในต่างประเทศอยู่แล้ว จังหวะนี้ ก็น่าจะเป็นจังหวะของการขายทำกำไรหรือลดน้ำหนักลงมากกว่า เพราะ Upside ของราคาน้ำมันหลังจากนี้ ไม่ได้สูงมากแล้ว

ทีมข่าว Business & Finance , Money Channel

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ