News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ชาย มโนภาส เจ้าของฉายา “คนขายของ” เป็นเซียนหุ้นสาย Value Invstor (VI) อีกคนหนึ่งที่มองหุ้นคือการลงทุนในธุรกิจ และเชื่อว่าหลักการลงทุนไม่ว่าจะผ่านไป กี่ยุคกี่สมัยก็ยังเหมือนเดิมหมด มีเพียงสภาพแวดล้อมของการลงทุนเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมากไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินฝาก หรือแม้กระทั่งผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรเมื่อเทียบกับในอดีต
“สภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนไป ตอนนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 2.55% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยก็ยังต่ำกว่า 2% จะเห็นว่าดอกเบี้ยต่ำมาก ดอกเบี้ยเคยขึ้นไปสูงมากเมื่อปี 1982 แต่ปัจจุบันถ้าลองย้อนไปดูกราฟดอกเบี้ยของไทยหลังจากปี 1982 ตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมาดอกเบี้ยเป็นขาลงมาตลอดอย่างต่อเนื่อง” ชาย กล่าว


อย่างไรก็ตาม การที่ภาวะตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปีสามารถทะยานขึ้นมาเหนือ 1,800 จุด และตลาดหุ้นทั่วโลกหลายประเทศกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นนั้นเพราะตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังขึ้น โดยเฉพาะคนที่เคยลงทุนในพันธบัตรระยะยาวก็เริ่มชะลอการลงทุน แม้โกลบอลบอนด์มาร์เก็ตจะมีขนาดใหญ่กว่าตลาดทุนถึงเท่าตัวก็ตาม
“ในโลกนี้มีสินทรัพย์หลักๆ อยู่แค่ 2 ประเภทที่มี Passive Income ก็คือมี ดอกผล ถ้าเป็นตราสารหนี้เขาเรียกว่าดอกเบี้ย แต่ถ้าเป็นหุ้น เขาเรียกว่าเงินปันผล ในโลกนี้จึงมีแค่ 2 อย่างคือบอนด์กับหุ้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ไปบอนด์ตอนนี้ก็มาหุ้นนั่นเอง แล้วถ้าเงินเฟ้อกลับมาดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น คนถือบอนด์ดอกเบี้ยต่ำๆ ขาดทุนมหาศาล อย่างมากเขาก็ถือจนครบอายุ แต่โอกาสขาดทุนจะเยอะเพราะบอนด์ผลตอบแทนมันคงที่” เขา กล่าว
ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาขึ้นเมื่อไร หุ้นจะ Perform ได้ดีกว่าบอนด์ ซึ่งหุ้นคือธุรกิจแต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะดี ธุรกิจที่สามารถปรับราคาขายตามเงินเฟ้อได้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจประเภทเก็บค่าเช่า หนำซ้ำยังมีรายได้ก็เพิ่ม และหากมีการควบคุมต้นทุนให้ดีๆกำไรก็เพิ่ม ปันผลก็เพิ่มตามด้วยเพราะฉะนั้นในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาขึ้นเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา หุ้นบางตัวจึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนและปลอดภัยกว่าพันธบัตร
ชายแนะนำว่า “การปรับพอร์ตลงทุนในหุ้นยุคใหม่ช่วงนี้ ควรเลือกหุ้นที่สามารถปรับราคาได้ตามเงินเฟ้อ และไม่ควรลงทุนหุ้นที่มีหนี้สินมากเพราะถ้าดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นบริษัทนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น เว้นแต่บริษัทจะสามารถออกหุ้นกู้ เครดิตเรตติงดีๆ สามารถฟิกซ์ดอกเบี้ยได้ แต่ก็ต้องแยกแยะด้วยว่าหนี้สินของ บจ.นั้นๆ สามารถบริหารจัดการได้หรือไม่ด้วย ขณะเดียวกันถ้าเลือกหุ้นที่มีความสามารถในการแข่งขันมากๆ ก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ว่าทิศทางดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง เนื่องจากบริษัทนั้นจะได้เปรียบคู่แข่งเสมอ และจะพยายามหาทางทำกำไรให้เพิ่มขึ้นได้ทุกปี”
อย่างไรก็ตาม ชายมองว่า กลยุทธ์ในการลงทุนของแต่ละบุคคลควรจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและภาระในชีวิตของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นคนโสด คนที่มีครอบครัว หรือแม้กระทั่งคนในวัยเกษียณที่ไม่ควรลงทุนในหุ้นที่เสี่ยงจนเกินไป แต่ถ้าถามว่าสไตล์การลงทุนของชายเป็นแบบไหนนั้น เขาบอกว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการลงทุน โดยยังมองหุ้นเป็นธุรกิจ และเลือกธุรกิจที่คิดว่ามีอนาคตในภายภาคหน้าเพื่อที่จะลงทุน ตลอดจนเป็นเหตุเป็นผลสามารถอธิบายได้
“ถ้าซื้อหุ้นตัวหนึ่งพี/อี 10 เท่า หรือแปลเป็นภาษาชาวบ้าน 10 ปีคืนทุน ถ้าซื้อหุ้นตัวนี้ 10 ปีคืนทุนต้องถามก่อนลงทุนว่าบริษัทนี้จะอยู่ถึง 10 ปีหรือไม่ ให้มองแบบธุรกิจเลยไม่ต้องมองแบบนักซื้อขายหุ้น แต่ถ้าผ่านไปปีที่ 5 แล้วเราไม่แน่ใจ ต่อให้มีพี/อี 10 เท่าก็ไม่ควรจะซื้อ หรือบางคนบอกว่าหุ้นต่ำบุ๊กมันถูกมาก ตอนนี้ซื้อขาดทุนไม่เป็นไร ซื้อต่ำบุ๊กถูกกว่าเจ้าของอีก ขาดทุนไป 3 ปีจาก P/BV Ratio ที่ 0.8 เท่า กลายเป็น 3.3 เท่าเพราะขาดทุน พอถึงจุดจุดหนึ่งจะแพงเอง เพราะฉะนั้นต้องศึกษาเข้าใจตัวธุรกิจ, เจ้าของกิจการมีความซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์หรือไม่ อุตสาหกรรมเป็นอย่างไรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือไม่ อำนาจธุรกิจของบริษัท รวมไปถึงแผนธุรกิจของบริษัทว่าทำได้ตามที่วางแผนไว้หรือไม่ และจะต้องดูงบการเงินแต่ละไตรมาสด้วย” ชาย กล่าว
ดังนั้น การเล่นหุ้นต้องเข้าใจปัจจัยพื้นฐานในข้างต้นเพราะเราไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ และไม่ใช่ว่าจะอยู่รอดทุกบริษัท ซึ่งเวลาเราไปซื้อหุ้น คือซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ และเวลาซื้อธุรกิจก็ต้องรู้ด้วยว่าธุรกิจมันเป็นอย่างไรจะคืนทุนเร็ว หรือคืนทุนช้า สินทรัพย์ที่เขาใช้ประกอบกิจการมีมูลค่าเพิ่มหรือลดลงเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในบางบริษัทซื้อที่ดินสร้างตึกเมื่อ 20 ปีที่แล้วเขาบุ๊กในบัญชีเป็นราคาทุน มาถึงทุกวันนี้ก็เพิ่มขึ้นมโหฬารแล้ว บางทีเห็นแต่ตัวเลขอย่างเดียว นักลงทุนต้องลงลึกเข้าไปในรายละเอียดด้วย ไม่ใช่ดูจากข่าวที่ส่งเข้ามาทางไลน์ ทาง SMS เพียงหนึ่งหรือสองบรรทัด แล้วก็เข้าไปลงทุน
“ถ้าเราสั่งสมความรู้เรื่องการลงทุนไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวขายหมูเพราะเราขายตัวนี้ถึงไม่ใช่ราคาสูงสุดเราก็มีโอกาสลงทุนเสมอ หุ้นในเมืองไทยมีประมาณ 700 บริษัท และยังลงทุนในต่างประเทศทั่วโลกได้อีก 2 หมื่นกว่าบริษัท ขณะที่หุ้นของสหรัฐฯ มีประมาณ 6 พันกว่าบริษัทได้  ถ้าท่านมีความรู้พอมีความรู้ถึงไม่ต้องห่วง เดี๋ยวนี้ไปลงทุนต่างประเทศได้หมดแล้ว นักลงทุนต้องศึกษาความรู้ด้านการลงทุนไว้ให้มาก ความรู้เป็นตัวที่ทำให้รอดพ้นจากความเสี่ยง อะไรที่ไม่รู้ไม่มีความเข้าใจสิ่งนั้นๆ ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว โอกาสจะเสียเงิน มีเยอะ ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจจะดีที่สุด” ชาย กล่าวทิ้งท้าย

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ