News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

สังคมไทย...สู่สังคมผู้สูงอายุ

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว คาดว่าในปี 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged Society)เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด” (Super-Aged Society หรือ Hyper-Aged Society) เมื่อประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย



ถ้าเทียบระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา จะเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากที่สุดร้อยละ 24 สำหรับประเทศในแถบเอเชีย เช่น ประเทศสิงคโปร์มีสัดส่วนของผู้สูงอายุใกล้เคียงกับประเทศไทย ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุดและในกลุ่มอาเซียน จะเห็นว่า สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม มีอัตราการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

คาดว่าในปี พ.ศ. 2562 จะเป็นครั้งแรกที่จำนวนประชากรเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีจะมีสัดส่วนน้อยกว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุ เป็นผลมาจากอัตราการเกิดมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น การคาดหวังแหล่งรายได้จากบุตรที่จะมาดูแลพ่อแม่ในวัยชราลดลง เนื่องจากขาดแคลนแรงงานคนในวัยทำงานจึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างประชากรของไทย ในปีนี้ภาครัฐเริ่มใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้คนมีบุตรเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีแรงงานที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะยาว และเตรียมรับมือกับการก้าวเข้าสู่สังคม

ผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น สิ่งที่ผู้สูงอายุในประเทศไทยควรต้องคำนึงถึงคือการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอีก 20-30 ปีหลังจากเกษียณแล้ว ....

แหล่งรายได้สำหรับการใช้จ่ายหลังเกษียณ และหลักประกันด้านสุขภาพต่างๆ มีเพียงพอหรือยังมาทำความรู้จักกับแหล่งรายได้ผู้สูงอายุจากระบบการออมเพื่อเกษียณของภาครัฐและเอกชน

กองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ ครอบคลุมลูกจ้างในภาคเอกชนจำนวน 14 ล้านคน โดยกำหนดเงินบำนาญไว้ว่า สมาชิกหรือผู้ประกันตนที่อายุครบ 55 ปีขึ้นไป เกษียณจากการทำงาน และสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 180 เดือน มีสิทธิรับ “บำนาญ” เท่ากับร้อยละ 20 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (คำนวณจากรายได้ขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน) หากสมทบเกินกว่า 15 ปี ทุกๆ ปีที่สมทบเพิ่ม จะได้รับบำนาญส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ส่วนที่สมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน แต่ไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับ “บำเหน็จ” เป็นเงินก้อนเท่ากับเงินสมทบของตนเองและนายจ้างที่สะสมไว้ก่อนเกษียณ บวกผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุน


Photo: Sanook

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เป็นระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ที่กำหนดให้ลูกจ้างข้าราชการจ่ายเงินสะสม และรัฐบาลในฐานะนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราเดียวกันคือ ร้อยละ 3 ต่อเดือน ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. เมื่อออกจากงานหรือเกษียณจะได้รับเงิน 2 ก้อน คือ เงินบำนาญจากระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรมบัญชีกลาง และเงินในส่วน กบข. ที่มาจากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุน ระบบ กบข. จึงเป็นระบบบำเหน็จบำนาญแบบ Hybrid ที่ข้าราชการผู้เกษียณอายุจะได้รับเงินจากระบบบำเหน็จบำนาญที่แน่นอนจากรัฐบาล และได้รับเงินก้อนจาก กบข. ที่ได้ออมร่วมกันระหว่างข้าราชการและรัฐบาล เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการมีความมั่นคงด้านรายได้มากขึ้น



กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จัดตั้งขึ้นโดยภาคเอกชนเพื่อเป็นสวัสดิการของพนักงาน
เป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจ เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินออมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ออกจากงาน ทุพพลภาพ หรือเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิต ปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครอบคลุมสมาชิกที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างในภาคเอกชนจำนวนกว่า 3.3 ล้านคน



กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
เป็นระบบการออมแบบสมัครใจและสามารถเลือกออมเป็นรายเดือนหรือรายงวดได้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันยามชราภาพในรูปแบบบำนาญ สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่นอกระบบ ซึ่งผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และไม่เป็นสมาชิกของกองทุนเพื่อการชราภาพใดๆ ที่มีการสมทบเงินจากรัฐหรือนายจ้าง


Photo: www.checkraka.com

ประเทศไทยกำลังจะมีการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นการออมสำหรับแรงงานในระบบให้มีรายได้หลังเกษียณเพียงพอ ปัจจุบันมีแรงงานในระบบกว่า 37 ล้านคน และเกือบ 20 ล้านคน ที่ยังไม่มีระบบประกันรายได้เพื่อการยังชีพในวัยชรา สำหรับการจ่ายเงินเข้ากองทุนนั้น  ในระยะเริ่มต้นจะกำหนดให้สมาชิกต้องส่งเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราเดียวกันคือ ร้อยละ 3 ของค่าจ้าง และทยอยปรับเพิ่มอัตราเงินสะสมและเงินสมทบเป็นร้อยละ 5 (ในปีที่ 4-6) ร้อยละ 7 (ในปีที่ 7-9) และร้อยละ 10 (ตั้งแต่ปีที่ 10 เป็นต้นไป) คาดว่าพนักงานบริษัทเอกชนจะมีเงินได้หลังเกษียณประมาณ 50% ของเงินเดือนก่อนเกษียณ กำหนดเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท การจ่ายเงินจากกองทุนจะมีทั้งแบบรับเป็นเงินก้อนและทยอยรับในรูปเงินบำนาญ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่งคงทางการเงินให้กับผู้สูงอายุไทย

นิยามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1 : ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมด
ระดับที่ 2 : สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด
ระดับที่ 3 : สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด (Super-Aged Society หรือ Hyper-Aged Society) คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปี ขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

FINANCIAL FREEDOM // RETIREMENT
ชัยสิทธิ์ นพรุจชโนดม CFP®

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ