News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

โดย บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ,อาจารย์เกียรติคุณ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ส่วนหนึ่งจากเนื้อหา ตอนที่ 1  ... "สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐ" ตอนที่1

ความปั่นป่วนในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นก็มาจากเหตุผลดังกล่าว ที่จริงตลาดการเงินเริ่มมีความผันผวนตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์จากการที่อัตราค่าจ้างของสหรัฐสูงขึ้นค่อนข้างมากถึงร้อยละ 2.9 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ทำให้คาดการณ์กันว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากกว่าที่คาดไว้แต่เดิมและFed จะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและลดสภาพคล่องมากกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปแบบนี้ เพราะอัตราการเพิ่มของค่าจ้างมีความผันผวนมาก และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าแรงกดดันที่จะทำให้อัตราค่าจ้างของสหรัฐเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมีไม่มาก
นอกจากนี้การที่ราคาหลักทรัพย์ในสหรัฐลดลงมาก ไม่ได้มาจากแค่เรื่องอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้นแต่มาจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย

.

.

ตอนที่ 2
ในความเห็นของผมการที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงหรือ Average Hourly Earning ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ในเดือนมกราคมที่ผ่านมายังไม่ใช่ตัวชี้วัดถึงต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น และจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากการใช้อัตราค่าจ้างอย่างเดียวไม่สามารถบอกถึงต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นได้

เพราะต้นทุนแรงงาน นอกจากจะขึ้นอยู่กับอัตราค่าจ้างแล้วยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่าอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นแต่ถ้าประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนค่าจ้างของธุรกิจก็เพิ่มขึ้นน้อยในบางกรณีก็อาจจะลดลง

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนแรงงานหรือ Unit Labor Cost ก็คือส่วนต่างระหว่างอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของประสิทธิภาพการผลิตของสหรัฐจะออกมาเป็นรายไตรมาส จึงต้องรอถึงเดือนเมษายนนี้ถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร?


อย่างไรก็ตามข้อมูล Unit Labor Cost ในอดีต สามารถบ่งบอกถึงผลของการเพิ่มขึ้นของUnit Labor Cost ที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง ในช่วงปี 2556

อัตราการเพิ่มของ Unit Labor Cost อยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3/2556ที่สูงถึงร้อยละ 5.6 แต่ในช่วงเวลานั้นอัตราเงินเฟ้อก็ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และต่ำกว่าร้อยละ 2 ที่ Fed ตั้งเป้าไว้ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.9ในเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะยาว นอกจากว่าอัตราค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นในอัตรานี้หรือสูงกว่าเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน

จากข้อมูลในอดีตพบว่า อัตราค่าจ้างมีความผันผวนสูงข้อมูลเดือนเดียวยังไม่สามารถบอกถึงทิศทางของอัตราค่าจ้างได้ นั่นก็คือในเดือนต่อมาอัตราค่าจ้างอาจจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงมากก็ได้ เช่น ในเดือนกรกฎาคม 2560 Average Hourly Earning เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 แต่ในเดือนต่อมาก็ลดลงเหลือร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ค่อยสูงนัก

นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขึ้นและลงได้ในเดือนต่อไป ดังนั้นการใช้ข้อมูลเดือนเดียวจึงมีความไม่แน่นอนสูง ที่สำคัญก็คือ ข้อมูลตลาดแรงงานส่วนใหญ่ชี้ว่ายังไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์แรงงานที่จะทำให้อัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว



การเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้างล่าสุด ส่งสัญญาณ 2 เรื่อง คือ

1) ความแตกต่างของการเพิ่มของอัตราค่าจ้างของผู้บริหาร (หรือ Supervisors) กับของพนักงานทั่วไป

 2) จำนวนชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ที่ลดลง

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาค่าจ้างของแรงงานระดับบริหารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 แต่แรงงานทั่วไปที่มีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 80 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.4 แสดงว่าอุปสงค์ที่มีต่อแรงงานทั่วไปที่เป็นแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่สูงมาก

นอกจากนี้จำนวนชั่วโมงทำงานโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์หรือ Average Work Week Hour ก็ลดลงจาก 34.5 ชั่วโมงในเดือนก่อนเหลือ 34.3 ชั่วโมงซึ่งเป็นระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาแม้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่ชั่วโมงการทำงานลดลง ส่งผลให้รายได้แรงงานต่อสัปดาห์ลดลงจากร้อยละ2.9ของเดือนก่อนเหลือร้อยละ 2.6 และเป็นการลดลง 2 เดือนติดต่อกัน
ดังนั้น โดยภาพรวมยังไม่มีแรงกดดันที่จะทำให้ค่าจ้างและต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นจนมีผลต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

ความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอาจจะทำให้ผู้ลงทุนวิตกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของ Fed จะทำให้ดัชนีลดลงลงอย่างมากในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจจะเป็นความกังวลที่มากเกินไปเพราะการปรับตัวลดลงของดัชนีมาจากปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย




จากการรวบรวมข้อมูลของ The Wall Street Journal พบว่าในช่าง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สัดส่วนการลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่มีสัดส่วนสูงขึ้น และกองทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ส่วนใหญ่จะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ก่อนกองทุนอื่นและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้นเมื่อมีปัจจัยที่กระตุ้นการซื้อหรือขายหลักทรัพย์จะทำให้พฤติกรรมการซื้อหรือขายของกองทุนต่างๆ เป็นเหมือนกัน คือ เมื่อซื้อก็ซื้อพร้อมกัน และเวลาขายก็เทขายพร้อมๆกัน ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ผันผวนมากกว่าปกติ

นอกจากนี้ กองทุนส่วนใหญ่ มีการตั้งคำสั่งซื้อขายแบบอัตโนมัติที่กำหนดคำสั่งซื้อขายเมื่อราคาสูงหรือต่ำกว่าที่ตั้งไว้ ที่เรียกกันว่า Algorithmic Trading เมื่อราคาต่ำลงมากก็จะมีคำสั่งเทขายออกมาทำให้ตลาดปั่นป่วนมากขึ้น สำหรับนักลงทุนอื่น ที่ไม่ใช่กองทุนจากการที่ตลาดอยู่ในขาขึ้นมาหลายปีทำให้ผู้ลงทุนไม่ประกันความเสี่ยง เมื่อราคาหลักทรัพย์ลดลงทำให้เกิดการแตกตื่นเทขายออกมาก

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น การ Force Sell การมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทำให้การลดลง และผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีมากกว่าที่ควรจะเป็นและไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้างเพียงอย่างเดียว

ที่ผมเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผมมีความเห็นว่าแม้ว่าราคาหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยจะสูงกว่าพื้นฐานไปค่อนข้างมาก แต่ !!! ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยคอขาดบาดตายที่จะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งลงเหมือนช่วงวิกฤติ Sub-Prime และคิดว่าดัชนีตลาดหุ้นยังสามารถปรับเพิ่มได้อีกในระยะสั้นเพราะยังมีสภาพคล่องในระบบการเงินทั่วโลกจำนวนมาก

ดังนั้น ถ้ามีปัจจัยบวก เช่น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐที่แสดงถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง ตลาดหุ้นก็จะปรับตัวดีขึ้นต่อ  ในทำนองตรงกันข้าม ถ้าข้อมูลใหม่ชี้ว่าอัตราค่าจ้างและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง ก็จะทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงมากเหมือนในสัปดาห์ที่ผ่านมา


ดังนั้นข้อมูลใหม่ๆ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่จะบอกถึงทิศทางอัตราเงินเฟ้อนโยบายการเงินของสหรัฐ และดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกในอนาคต ....อย่างไรก็ตามในระยะยาวแล้วเมื่อสภาพคล่องลดลงและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ยุโรปและเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้น ราคาหลักทรัพย์ต่างๆที่สูงกว่าพื้นฐานอย่างมากทั่วโลกจะทยอยปรับตัวลดลง และค่าP/Eในตลาดหุ้นจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ