News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี, อาจารย์เกียรติคุณ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ผมต้องขอโทษด้วยที่ห่างหายไปจากการเขียนบทความมาระยะหนึ่งจากภารกิจอื่นที่รัดตัว แต่ตอนนี้คิดว่ามีเวลาที่จะเขียนบทความได้บ่อยขึ้น

ช่วงนี้สถานการณ์การเงินของโลกกำลังอยู่ในช่วงพลิกผันค่อนข้างมาก ดูได้จากดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ที่ร่วงลงจากระดับสูงสุดที่ 25,500 จุดในสัปดาห์ก่อนหน้า ลงมาถึงประมาณ 1,300 จุดหรือร้อยละ5.1และส่งผลสั่นสะเทือนไปยังตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย

หลายคนคงคิดว่าอาจจะถึงเวลาแล้วที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับฐานครั้งใหญ่หลังจากที่อยู่ในสภาวะกระทิงมาหลายปีมีเหตุผลหลายอย่าง ที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังวลเนื่องจากตลาดหุ้นของสหรัฐ (รวมถึงตลาดตราสารหนี้) และเกือบทุกประเทศทั่วโลกต่างก็มีระดับราคาเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มูลค่าเกินพื้นฐานมามากและนานหลายปี ซึ่งเป็นผลจากสภาพคล่องที่ท่วมระบบการเงินโลก จากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และการอัดฉีดสภาพคล่อง ที่เราเรียกกันว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ(Quantitative Easing: QE) ของธนาคารกลางใหญ่ๆของโลก ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed ) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)

สภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าวต่างก็ไหลไปยังตลาดการเงินต่างๆ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในตลาดหุ้นจนดัชนีหลักที่ใช้วัดราคาหุ้นว่าถูกหรือแพง ที่เรียกว่าค่า P/E (อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับกำไรต่อหุ้น, Price to Earnings Ratio) เพิ่มขึ้นมาก ค่า P/E โดยเฉลี่ยในตลาดหลักๆ เพิ่มจากระดับปกติที่ประมาณ 11-12 เท่าเป็น 18 เท่าในสหรัฐ1420เท่าในยุโรป และเกือบ  20เท่าสำหรับตลาดหุ้นไทย

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ของโลก โดยเฉพาะที่เป็นที่จับตามองคือ Fed จะส่งผลกระทบให้อัตราดอกเบี้ยทั่วไปเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องลดลง  ตามมาด้วยการลดลงของราคาหุ้น  ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในเฉพาะสหรัฐเท่านั้น แต่จะส่งผลแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ไปยังตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกซึ่ง

ที่ผ่านมาตลาดการเงินโลกต่างก็รับรู้แนวโน้มนี้ และมีการปรับตัวเป็นระยะ แต่เป็นการปรับไม่รุนแรง เพราะต่างก็คาดการณ์กันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า Fed จะปรับทิศทางนโยบายและขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Federal Funds Rate)

ทว่าถ้าเมื่อใดที่มีสัญญาณว่า Fed จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายในอัตราที่เร่งขึ้น  โดยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เร็วและบ่อยครั้งขึ้น มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จะส่งผลทำให้มีการเทขายหลักทรัพย์ซึ่งรวมถึงหุ้นสามัญและตราสารหนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนทางการเงินอย่างรุนแรง การลดลงของดัชนีดาวโจนส์อย่างมากในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนภาพความกังวลเรื่องนี้

การที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีขึ้น และอัตราการว่างงานอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 มาตั้งแต่ต้นปี 2560 ซึ่งเป็นระดับที่คาดว่าเป็นระดับที่ดุลยภาพถ้าอัตราการว่างงานต่ำกว่านี้ก็จะทำให้อัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นมากจนนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

รัฐบาลของประธานาธิบดี Trumpได้ใช้มาตรการลดภาษีรายได้ ซึ่งมีผลช่วยเพิ่มการใช้จ่ายภาคเอกชน และช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจทำให้อัตราการว่างงานลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา  


ทว่าการลดลงของอัตราการว่างงานกลับมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างและเงินเฟ้ออย่างจำกัดมาโดยตลอด ซึ่งในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะที่อัตราการว่างงานต่ำจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะอุปสงค์ที่มีต่อแรงงานเพิ่มขึ้นขณะที่อุปทานแรงงานมีจำกัด

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ นักลงทุนในสหรัฐและทั่วโลกจึงจับตาอัตราค่าจ้างของสหรัฐ (ซึ่งที่จริงก็คือผลตอบแทนของแรงงานโดยเฉลี่ยที่รวมค่าจ้างและผลประโยชน์อื่นๆ ของแรงงานที่นายจ้างจ่ายให้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยที่เรียกว่า Average Hourly Earning เพราะเป็นต้นทุนแรงงานที่นายจ้างต้องจ่าย) ว่าอัตราค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นตามทฤษฎีหรือไม่ ถ้าเพิ่มขึ้นก็หมายความว่าอัตราเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้นตาม และเพื่อป้องกันไม่ให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัว Fed จะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและลดสภาพคล่องในระบบลง


ความปั่นป่วนในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นก็มาจากเหตุผลดังกล่าว ที่จริงตลาดการเงินเริ่มมีความผันผวนตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์จากการที่อัตราค่าจ้างของสหรัฐสูงขึ้นค่อนข้างมากถึงร้อยละ 2.9 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ทำให้คาดการณ์กันว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากกว่าที่คาดไว้แต่เดิมและFed จะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและลดสภาพคล่องมากกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปแบบนี้ เพราะอัตราการเพิ่มของค่าจ้างมีความผันผวนมาก และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าแรงกดดันที่จะทำให้อัตราค่าจ้างของสหรัฐเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมีไม่มาก
นอกจากนี้การที่ราคาหลักทรัพย์ในสหรัฐลดลงมาก ไม่ได้มาจากแค่เรื่องอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้นแต่มาจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย

(ติดตามต่อตอนที่ 2)

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ