News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

การทะยานตัวของดัชนีตลาด หลักทรัพย์ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล  (All Time High) ได้ภายในเดือนแรกของปี ทั้งที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติยังไม่ไหลเข้ามามากอย่างที่วาดหวังกันไว้ ทำให้การค้นหาหุ้นที่สามารถ ซื้อและถือได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของภาวะตลาดรายวัน ตามหุ้นรายกลุ่ม หรือหุ้นมูลค่าตลาดสูงรายตัว กลายเป็นประเด็นที่ นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจกันมาก ซึ่งเมื่อสอบถามนักกลยุทธ์ 3 ค่ายแถวหน้า ประกอบด้วย เมย์แบงก์ กิมเอ็ง, เคทีบี และหยวนต้า ก็ได้รับคำตอบว่า ให้แบ่งเงินลงทุนในหุ้น 2 ลักษณะ คือ หุ้นปันผลเด่น (Dividend Stock) และหุ้นเติบโตดี (High Growth) ที่ราคายังไม่สูง

“ถึงแม้ตลาดหุ้นจะเดินหน้าทำ All Time High ได้แล้ว แต่ด้วยตัวแปรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์ shutdown ในสหรัฐฯ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือการแข็งค่า ของเงินบาท ประกอบกับ upside ของราคา หุ้นหลักๆ เหลือน้อย จึงทำให้นักลงทุนเริ่มขายหุ้นทำกำไร ส่งผลให้ตลาดแกว่งตัวรายวัน ตามเม็ดเงินหมุนเวียนในลักษณะสลับกลุ่มเล่น หรือเวียนกลุ่มเล่น ดังนั้น  การเลือกหุ้นลงทุนคงต้องเน้นหุ้นที่มีความปลอดภัย หรือมีปัจจัยสนับสนุนเป็นรายตัวแทน” มงคล พ่วงเภตรา นักกลยุทธ์ของเคทีบี ให้เหตุผล
“ในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยทะยานตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลถึงการ ปรับฐาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับฐานรอบสั้น  หรือรอบใหญ่ ตามมา ดังนั้น การกระจาย พอร์ตลงทุนหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูง  จะช่วยลดแรงเสียดทานดังกล่าวได้ดีกว่าหุ้น  high beta หรือหุ้น high growth ที่ซื้อขายด้วย P/E ที่สูง ขณะเดียวกัน ควรแบ่งเงินลงทุนในหุ้นเติบโตดี ที่ราคายังไม่สูงเทียบกับกลุ่ม หรือภาพรวมตลาด ซึ่งหุ้นที่เข้าเกณฑ์นี้มักจะเป็นหุ้นขนาดกลางและเล็ก เพราะ valuation ยังไม่แพงเกินไป” มยุรี โชวิกรานต์ นักกลยุทธ์จากหยวนต้า ชี้ประเด็น
“เพราะหุ้นหลายตัวมี valuation ไม่ได้ถูก มากนัก ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนจำเป็นต้องเน้น หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งเรื่องแนวโน้ม ผลประกอบการที่คาดจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และการมี story ที่ดี ช่วยขับเคลื่อน ให้ราคาหุ้นปรับขึ้นต่อ และหากหุ้นตัวนั้นมีอัตราเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ จะทำให้ downsize ของราคาหุ้นถูกจำกัดตามมา” สุกิจ  อุดมศิริกุล นักกลยุทธ์ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง  พูดเสริม


หุ้นปันผลเด่น AIT DRT TISCO TMT
เมื่อคัดเลือกหุ้นปันผลเด่น โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยการันตี ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในระดับที่แข็งแกร่ง ค่ายหยวนต้าเลือกหุ้น 2 ตัว คือ TISCO กับ AIT
“TISCO เป็นหุ้นธนาคารที่มีความโดดเด่น เรื่องเงินปันผลมากที่สุด โดยกำหนดจ่ายปันผลปีละครั้ง เฉลี่ย 4% ต่อปี อีกทั้งมี ศักยภาพในการทำกำไรปีนี้ขยายตัวจาก ปีก่อน 15% ตามการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อ  สินเชื่อทะเบียนรถ สินเชื่อรายย่อย หนุนด้วย รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารกับ การจัดการกองทุน ตลอดจนการรับรู้รายได้ ดอกเบี้ยเต็มปีจากการบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อ มาจากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ขณะเดียวกัน  ยังได้ประโยชน์จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น  ช่วยลด credit cost ลงมา และตอกย้ำอัตราเงินปันผลระดับ 4 - 5% ที่จะจ่ายในปีหน้า อีกครั้ง” มยุรี อธิบาย
นักกลยุทธ์สาวเท่ห์รายนี้ พูดถึง AIT ว่า  เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลเฉลี่ย 7% ต่อปี ปีละ 2 ครั้ง  โดยมักจ่ายครึ่งปีหลังสูงกว่าครึ่งปีแรก อีกทั้ง ยังมีศักยภาพการทำกำไรปีนี้โดดเด่น จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรับเหมาวางระบบ ICT หนุนให้ backlog น่าจะเร่งตัวขึ้นจากที่มีในมือ  3.9 พันล้านบาท ดีที่สุดในรอบ 4 ปี ช่วยผลักดัน ให้กำไรปกติเติบโต 16% จากปีก่อน ขณะที่ ธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนงานวางระบบทะเบียนราษฎร์ในกัมพูชา หรือโครงการ วางระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสงในเมียนมา รวมถึงโครงการ data center ที่ร่วมลงทุนกับ WHA และ ILINK ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน ซึ่งหากมีจะช่วยเพิ่ม upside ให้ราคาหุ้นตามมา
ด้านมงคล นักกลยุทธ์ค่ายเคทีบี ชี้เป้า ที่หุ้น TMT เพียงตัวเดียว ด้วยเหตุผลว่า เป็นหุ้นปันผลสูงเฉลี่ยระดับ 6 - 7% ต่อปี ซึ่งยังคง มีศักยภาพในการจ่ายปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะขยายตัว จากปีก่อน 10% ทั้งจากทิศทางราคาเหล็กซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาในตลาดโลก และความต้องการใช้เหล็กในประเทศที่เร่งตัวขึ้นตามแผนลงทุนภาครัฐช่วยให้ยอดขายเหล็กขยายตัวควบคู่กันไป
ส่วนเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชอบหุ้น TMT เหมือนกัน แต่เพิ่ม DRT อีกตัว เพราะมีจุดเด่น ตรงนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราสูงกว่า 75% ของกำไรอย่างสม่ำเสมอ
“DRT ถือเป็นหุ้นปันผลเด่น เพราะมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีสัดส่วนหนี้ต่อทุน ต่ำเพียง 0.30 เท่า เฉพาะงวดครึ่งหลังปีก่อน  คาดว่าจะจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 16 สตางค์  ซึ่งหากคิดรวมทั้งปี เงินปันผลจะสูงถึง 34 สตางค์  คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.8% ส่วนปีนี้ คาดกำไรจะเติบโตได้ราว 5% จากแรงหนุนของกลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรด และโครงการที่เติบโตดี ส่วนตลาดส่งออกและลูกค้าเอเย่นต์คาดจะมีการฟื้นตัว ขณะเดียวกัน ยังมี upside  จากการขายที่ดินเปล่าที่บ่อวิน จ.ชลบุรี อีกราว  262-335 ล้านบาท ทำให้สามารถคาดหวังเงินปันผลปีนี้ได้ในอัตรา 6.2% ไม่รวม capital gain จากราคาเหมาะสมที่ 6.50 บาท” สุกิจ ย้ำประเด็น


LH LPN RICHY หุ้นเติบโตดี และ valuation ไม่แพง
สำหรับหุ้นเติบโตดี ที่ valuation ยังไม่แพงจนเกินไป ค่ายเคทีบี แนะหุ้น 2 ชุด คือ หุ้นที่ล้อไปกับเศรษฐกิจ และการลงทุนภายในประเทศ กับหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว
“หุ้นที่ล้อไปกับเศรษฐกิจ และการลงทุนภายในประเทศที่โดดเด่น จะมี 2 ตัว คือ BBL และ STEC ที่ชอบ BBL ก็เพราะเป็นผู้นำสินเชื่อ รายใหญ่ ซึ่งจะได้รับผลดีโดยตรงจากการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การส่งออก และการเร่งลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับแนวโน้ม  NPL เริ่มมีการปรับตัวลดลง คิดเป็นราคาเหมาะสม 222 บาท ส่วน STEC มีความน่าสนใจ 2 ประเด็น คือ การได้ผลบวกจากโครงการภาครัฐที่เริ่มมีการเร่งรัดมากขึ้น ทั้งโครงการที่ตกค้างจากปีก่อน และโครงการ EEC โดยคาดว่าจะเห็นกำไรปกติปีนี้เติบโต 50% จากปีก่อน เป็น 1,545 ล้านบาท จากการ รับรู้รายได้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู อีกประเด็น เป็นกำไรพิเศษจากเงิน ลงทุนหุ้น GULF จำนวน 40 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 900 ล้านบาท เมื่ออิงราคาตลาดที่ 69 บาท ส่งผลให้ประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ที่ 35.50 บาท” มงคล ชูประเด็น
นักกลยุทธ์มาดนิ่งรายนี้ ตบท้ายด้วยหุ้น ที่มีปัจจัยเฉพาะตัว อย่าง PTT ว่า ได้ประโยชน์ จากการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบ และ แนวโน้มการเติบโตของกำไรในบริษัทลูกที่ โดดเด่น ทั้ง PTTEP PTTGC IRPC และ GPSC  ผลักดันกำไรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการนำบริษัทลูก  PTTOR ซึ่งทำธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและก๊าซเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่ม upside ให้ราคาหุ้นในอนาคต
ส่วน DELTA เป็นหุ้นที่เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว เพราะผลประกอบการเติบโตอย่างมั่นคง ขณะที่มีกระแสเงินสดในมือสูง ทำให้มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ในอัตรา 3 - 4% ต่อปี  อีกทั้งมีปัจจัยหนุนในระยะยาวจากการพัฒนาสินค้าที่ตอบรับการเข้ามาของ Internet of Things ได้ค่อนข้างดี โดยมีราคาเหมาะสมปีนี้ ที่ 85.17 บาท
“เราเชื่อว่า RICHY จะโชว์กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปีก่อน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส ก่อนเดินหน้าเติบโตก้าวกระโดดในปีนี้ จากโครงการ Richpark @ Triple station ที่มี backlog รอโอนช่วงกลางปีกว่า 2,100 ล้านบาท หนุนด้วยโครงการเดิม ไม่ว่าจะเป็น Richpark @ chaopraya หรือ The Rich @ sathorn ขณะที่แนวโน้มระยะยาวยังมีทิศทางสดใส จากแผนโอนคอนโดมิเนียมที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น จึงแนะนำซื้อ โดยเมื่อใช้ P/E 9 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มที่อยู่อาศัย และนับรวมผลกระทบจากการแปลงสภาพ RICHY-W1 แล้ว จะคำนวณราคาเหมาะสมได้ที่ 2.50 บาท” มงคล ทิ้งท้าย


สำหรับค่ายหยวนต้าเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่เป็นไปอย่างแข็งแกร่ง แต่ราคาซื้อขายที่ P/E ปีนี้ต่ำระดับ 10-11 เท่า  ประกอบไปด้วย LPN TCMC และ TPIPP
มยุรี กล่าวถึงหุ้น LPN ว่า การที่ผลประกอบการผ่านพ้นจุดต่ำสุดได้แล้ว ดูได้จากผลดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วโชว์กำไรดีที่สุดในรอบปี ทำให้คาดว่าจะเห็นผลดำเนินงานปีนี้กลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ด้วยอัตราขยายตัวแบบก้าว กระโดดถึง 48% เทียบกับกลุ่มที่ขยายตัวราว  13% ซึ่งเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์การทำตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งในแง่ของรูปแบบห้อง  รูปแบบโครงการ การเลือกทำเล หนุนด้วย  backlog ที่มีสูงถึง 7 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน  การที่ราคาหุ้น laggard กลุ่มค่อนข้างมาก โดยซื้อขายที่ P/E เพียง 9-10 เท่า ทำให้การลงทุนสามารถคาดหวังทั้ง upside จากราคาเหมาะสมที่ 16 บาท และผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดครึ่งหลังปีก่อน ในอัตรา 4% จึงมีความคุ้มค่า
เช่นเดียวกับ TPIPP ที่ผลดำเนินงานช่วง 3 ไตรมาสข้างหน้า (เริ่มตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีก่อน ไปจนถึงไตรมาส 2 ปีนี้) มีแนวโน้ม พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขานรับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในสองโครงการที่เหลือ คือ  โรงไฟฟ้าขยะ TG6 กำลังการผลิต 90 MW และ  TG8 กำลังการผลิต 150 MW ซึ่งจะเริ่มรับรู้ รายได้ในไตรมาสแรก ก่อนจะรับรู้รายได้ เต็มที่ในไตรมาส 2 ช่วยผลักดันให้กำไรสุทธิทั้งปีเติบโตก้าวกระโดดจากปีก่อน 108% ยิ่งราคาหุ้นราคาค่อนข้าง laggard กลุ่มโรงไฟฟ้า  โดยซื้อขายที่ P/E ต่ำเพียง 10 เท่า จึงคาดหวัง  upside จากราคาเหมาะสมที่ 9.50 บาท บวกด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย อีก 4.8% ต่อปี นอกจากนี้ การที่บริษัทมีกระแสเงินสดในมือสูงถึง 5 พันล้านบาท ทำให้ เชื่อว่าบริษัทจะรักษาจุดเด่นของการจ่ายเงิน ปันผลสูงระดับ 4-5% ได้ต่อเนื่อง และไม่ต้อง กังวลกับภาระทางการเงินที่จะเกิดจากการเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ในอนาคต อีกด้วย
“TCMC ถือเป็นหุ้น top pick ในกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กของเรา เพราะกำไรปีนี้มีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดด จากความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นหลัง ซื้อกิจการ CCB โดยจะเริ่มรวมงบการเงินตั้งแต่ ไตรมาสสุดท้ายปีก่อน หนุนให้กำไรจากการดำเนินงานสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การลงทุนเครื่องจักร high speed ใหม่ จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตพรม พรมรถยนต์ และพรมประเภท ใหม่ๆ ที่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน เช่น พรมอัด  พรมทอจักร สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่ง ราคาหุ้นถูกกดดันจากการเพิ่มทุนในปีที่ ผ่านมา ทำให้ราคาปรับตัวลงมาซื้อขายที่ P/E  ค่อนข้างต่ำ ราว 9 เท่า จึงมี upside จากราคา เหมาะสมที่ 5.90 บาท สูงกว่า 30%” นักกลยุทธ์ สาวจากหยวนต้า ปิดท้าย


ขณะที่ค่ายเมย์แบงก์ กิมเอ็ง เทใจให้ LH PTTGC และ SF เพิ่มเติมจาก TISCO ที่ชอบเหมือนค่ายหยวนต้า โดยประเด็นลงทุน SF อยู่ที่ราคาหุ้นถูกที่สุดเมื่อเทียบกับหุ้นศูนย์การค้าด้วยกัน อย่าง CPN หรือ PLAT ทั้งที่กำไรปีนี้มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งจากโครงการเดิมที่มี 22 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ให้เช่ากว่า 4 แสนตารางเมตร หนุนด้วย 2 โครงการใหม่ คือโครงการนางลิ้นจี่ และโครงการเมกาบางนา เฟส 2 ที่เพิ่งเปิดดำเนินการในไตรมาสสุดท้ายปีก่อน คิดเป็นพื้นที่รวม 17,000 ตารางเมตร ยิ่งโครงการเมกาบางนา เฟส 2 เตรียมเปิดเป็น outdoor entertainment ช่วงกลางปี ก่อนสร้างอาคารใหม่เป็น edutainment zone ในปีหน้า ทำให้การเติบโตของกำไรน่าจะมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนในระยะยาว ยังมีโครงการ mixed use ที่ทองหล่อ 4 โครงการเมกาซิตี้ และโครงการ เมการังสิต ช่วยขับเคลื่อนกำไรเพิ่มเติม
“เราชอบ LH ตรงเป็นหุ้นที่สามารถขยายการเติบโตของธุรกิจหลักคือ ที่อยู่อาศัย ได้ดีต่อเนื่อง โดยคาดว่ากลยุทธ์ในปีนี้จะยังหนุนการเติบโตได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเช่า เป็นการเพิ่ม asset value อีกทั้งเป็นเครื่องมือทางการเงินในกลุ่ม REIT ได้ด้วย นอกจากนี้ LH ยังเป็นหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ไม่น้อยกว่า 6% ต่อปี จึงแนะนำซื้อ ด้วยราคาเหมาะสม 12.40 บาท” สุกิจ สรุปประเด็น
นักกลยุทธ์มาดสุขุมรายนี้ ยังให้เหตุผล ที่เลือก PTTGC ด้วยว่า ธุรกิจได้ประโยชน์ จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน หนุนโดยธุรกิจโอเลฟินส์ ที่ได้ margin เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในทุกธุรกิจ  ซึ่งเมื่อปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปีก่อนและปีนี้ขึ้น 4-6% เป็น 53 และ 55 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ รวมถึงปรับสมมติฐานการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์จาก 95% เป็น 100% ทำให้ต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นตามไป ส่งผลให้ราคาเหมาะสมถูกปรับขึ้นเป็น 105 บาท ในที่สุด


ไม่ว่าแนวคิดเลือกหุ้นจะเป็นอย่างไร หรือ หุ้นทางเลือกจะมีอะไรบ้าง แต่การที่เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังไม่ไหลเข้า อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กลยุทธ์การลงทุน แบบระมัดระวัง ด้วยการขายทำกำไรหุ้นที่ราคาใกล้เคียง หรือสูงกว่ามูลค่าเหมาะสม แล้วหันไป ถือเงินสด (อย่างน้อยในสัดส่วน 30%) เพื่อหาจังหวะซื้อหุ้นปัจจัยพื้นฐานเด่น และมี story หนุน  เมื่อราคาอ่อนตัว หรือพักเงินในหุ้นปันผลเด่น แทน จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ตลงทุนได้  เพราะเมื่อใช้ผลศึกษาของอุปนายกสมาคม นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย ภรณี ทองเย็น จะพบ ว่า การซื้อหุ้นปันผลก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD หนึ่งเดือน แล้วขายในวันขึ้นเครื่องหมาย XD อาจคาดหวังผลตอบแทนได้ถึง 6% ไม่ลอง ก็ไม่รู้นะครับ

จากคอลัมน์ TALK ABOUT STOCK ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 178 เดือนกุมภาพันธ์ 2561

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ