News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัทPwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นซีอีโอโลกหรือ Global CEO Surveyครั้งที่ 21ของPwC ที่ใช้ในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum  (WEF)ณ กรุง ดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประจำปี 2561ที่ผ่านมา

โดยสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงจำนวนทั้งสิ้น1,239คนใน 85ประเทศว่า “ความเชื่อมั่นของซีอีโอโลกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้บริษัทในปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อน โดยพบว่า ผู้บริหารทั่วโลกถึง57%เชื่อว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกในอีก 12เดือนข้างหน้าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนเกือบเท่าตัวจากปี2560 ที่ 29%และยังเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี2555”
ด้าน นายบ็อบมอริตซ์ประธานบริษัทPwC โกลบอลกล่าวว่า“ความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยสัญญาณของความแข็งแกร่งจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายๆ ตัว นอกจากนี้ ภาวะตลาดหุ้นที่กลับมาคึกคักและการคาดการณ์จีดีพีในตลาดหลักๆ หลายแห่งของโลกที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจึงทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมซีอีโอทั่วโลกต่างพากันแสดงความมั่นใจมากต่อการเติบโตในปีนี้”

ทั้งนี้ จากมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกนี่เอง ทำให้42%ของผู้นำธุรกิจทั่วโลกยังแสดงความมั่นใจมากต่อการเติบโตของรายได้(Revenue growth) ของบริษัทในอีก 12 เดือนข้างหน้า ขยับจากปีก่อนที่ 38%

3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ซีอีโอแสดงความมั่นใจมากที่สุด:
สำหรับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ซีอีโอแสดงความมั่นใจมากที่สุดว่ารายได้ปีนี้จะเพิ่มขึ้น ได้แก่ เทคโนโลยี (48%)บริการทางธุรกิจ(46%)  และ เภสัชกรรมและชีววิทยาศาสตร์ (46%)

5อันดับตลาดที่น่าลงทุนทั่วโลก

ในส่วนของ5อันดับตลาดที่น่าลงทุนทั่วโลกในปีนี้นั้น พบว่า สหรัฐฯ (46%) ยังครองแชมป์ตลาดที่น่าลงทุนและมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของรายได้เป็นอันดับที่1ในสายตาของซีอีโอทั่วโลก ทิ้งห่างอันดับที่ 2 อย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน (33%) ตามด้วยอันดับที่ 3 เยอรมนี (20%)อันดับที่4อังกฤษ (15%) และอินเดีย(9%) ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่5ในปีนี้แทนที่ญี่ปุ่นในปีก่อน

“ถึงแม้ว่าความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในระดับสูง แต่ผู้บริหารยังคงแสวงหาตลาดที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน เพื่อรักษาอัตราการเติบโตในระยะสั้น ซึ่งการเข้าถึงผู้บริโภค ทักษะ แหล่งเงินทุน และ สภาพแวดล้อมของกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกิจจะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระยะสั้นได้”นาย บ็อบ กล่าว



3 ปัจจัยเสี่ยง....กระทบการเติบโตมากที่สุด
แม้ความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้น แต่ปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับผู้บริหารก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยครอบคลุมความเสี่ยงในวงกว้างทั้งทางด้านธุรกิจ สังคม และ เศรษฐกิจ โดยผลสำรวจพบว่า 3 อันดับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของรายได้และสร้างความกังวลให้แก่ซีอีโอโลกมากที่สุด ได้แก่

อันดับที่ 1 กฎระเบียบที่เข้มงวดมากเกินไป (42%)

อันดับที่ 2 การก่อการร้าย (41%)

อันดับที่ 3 ความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมือง และ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ (40%เท่ากัน)

โดยความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้ายนั้น ยังถือเป็นประเด็นที่ผู้นำธุรกิจทั่วโลกกังวลเป็นอย่างมากในปีนี้ โดยความกังวลขยับขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อน (20% ในปี 2560) และยังไต่ระดับจากอันดับที่12ในปีก่อนมาอยู่ที่อันดับ 2ในปีนี้


นอกจากนี้ อีก1 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่น่าสนใจคือ ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (31% ปีนี้ เทียบกับ 15% ปีที่แล้ว)

หลังจาก1ปีของความตกลงปารีส(Paris Agreement) ซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ได้มีการประชุมและลงนามร่วมกันกว่า190ประเทศและนำไปสู่การกระทำโดยสมัครใจในด้านต่างๆ ในการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลงทุนในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เหตุการณ์ทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงอีกทั้งการถอนตัวออกจากความตกปารีสของสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของภาคธุรกิจในการบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบข้อบังคับ และ การเพิ่มขีดความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ


“ระดับความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ ถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมืองและปัญหาทางสังคมในด้านต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้นมากกว่าพลวัตการเปลี่ยนแปลงของตลาดของผู้นำธุรกิจเองนี่สะท้อนให้เห็นชัดว่าความมั่นใจต่อการเติบโตของรายได้ในระยะกลางถึงระยาวจะถูกจำกัดด้วยอุปสรรคที่แม้กระทั่งโลกธุรกิจก็ไม่สามารถควบคุมหรือแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้”นายบ็อบกล่าว


เล็งเพิ่มการจ้างงาน-ห่วงแรงงานขาดความพร้อมด้านดิจิทัล
ทั้งนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้นำธุรกิจทั่วโลกกว่า 54% มีแผนจะเพิ่มการจ้างงานในปีนี้ สูงกว่าปีก่อนที่ 52% โดยมีผู้นำเพียงแค่ 18% เท่านั้นที่คาดว่าจะลดจำนวนพนักงานลง สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการจ้างพนักงานเพิ่มมากที่สุดคือ สุขภาพ(71%) เทคโนโลยี (70%)บริการทางธุรกิจ(67%)สื่อสาร (60%) และ โรงแรม (59%)


นอกจากนี้ เมื่อถามถึงทักษะด้านดิจิทัลพบว่า มากกว่า 1ใน4 หรือ28% ของซีอีโอทั่วโลก มีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความพร้อมของทักษะทางด้านดิจิทัลของแรงงานภายในประเทศที่พวกเขาดำเนินธุรกิจอยู่  โดยในบางประเทศอย่าง แอฟริกาใต้นั้นตัวเลขความกังวลในด้านนี้สูงถึง49%ตามหลังจีนที่51%และบราซิลที่59%
ทั้งนี้ การลงทุนในการพัฒนาสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีความทันสมัย รวมทั้งพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานและการเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการอื่นๆ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารดึงดูดและรักษาทาเลนต์ที่ต้องการได้



เมื่อพูดถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการจ้างงานและทักษะ ผลสำรวจพบว่าในขณะที่พนักงานมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงแนวโน้มของการทำงาน บรรดาผู้ซีอีโอกลับยอมรับว่าการฝึกฝนทักษะของพนักงานใหม่และการเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับการเข้ามาของระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมีผลกระทบต่องานในอนาคตกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของพวกเขาต้องจัดการโดย2ใน3 ของผู้นำธุรกิจเชื่อว่าพวกเขามีหน้าที่ที่ต้องฝึกฝนทักษะให้กับพนักงานที่อาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิศวกรรมและก่อสร้าง(73%)เทคโนโลยี(71%) และสื่อสาร(77%) โดย61%ของซีอีโอยังบอกด้วยว่า ได้พยายามสร้างความไว้วางใจกับพนักงานของตนผ่านการสร้างความโปร่งใสว่าระบบอัตโนมัติและเอไอจะเข้ามามีผลกระทบต่อพนักงานของพวกเขาอย่างไรบ้าง


“ระบบการศึกษาของเราจำเป็นจะต้องติดอาวุธทางปัญญาให้กับแรงงานด้วยทักษะที่ใช่ เพื่อให้พวกเขาสามารถประสบกับความสำเร็จ โดยภาครัฐภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจจำเป็นต้องทำงานเป็นพันธมิตรกันอย่างแท้จริงในการจับคู่ทาเลนต์ให้เหมาะสมกับโอกาสของงาน นั่นหมายรวมถึงการเป็นผู้บุกเบิกในการนำรูปแบบและวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในการเรียนการสอนให้กับนักเรียน และการพัฒนาทักษะพนักงานในสาขาที่จะมีความสำคัญต่อตลาดแรงงานที่ถูกขับเลื่อนด้วยเทคโนโลยีในอนาคตและยังหมายถึงการสนับสนุนและโน้มน้าวให้เกิดโอกาสในการฝึกฝนและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอเพราะในท้ายที่สุด การเรียนรู้และฝึกฝนเกี่ยวกับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ตนเกี่ยวข้องจะเป็นสิ่งจำเป็นที่อยู่คู่ไปกับการทำงานไปตลอดชีวิต”นายบ็อบกล่าว

ผลสำรวจของ PwC ยังระบุว่า การเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ยุคดิจิทัลและระบบอัตโนมัติจะส่งกระทบอย่างรวดเร็วและฉับพลันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อกลุ่มธุรกิจที่ให้บริการทางด้านการเงิน โดยเกือบ 1ใน 4 หรือ 24%ของผู้บริหารในกลุ่มธนาคาร ตลาดทุน และประกันภัยมีแผนที่จะลดจำนวนพนักงานลง ขณะที่อีก28%มองว่า งานในสายธนาคารและตลาดทุนมีทีท่าว่าจะสูญหายไปด้วย สืบเนื่องจากการเข้ามาของเทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ซีอีโอยังรับทราบถึงภาวะที่เรากำลังอาศัยอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยรอยร้าว(Fractured world)มากขึ้นโดยโลกกำลังถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วบนพื้นฐานที่ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตจะดำเนินไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมากซีอีโอมองว่า โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความเจริญที่ต้องอาศัยระบบเมตริกแบบใหม่และมีหลากหลายมิติมากขึ้นในการวัดการเจริญเติบโต

“ระดับความกังวลของซีอีโอที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภัยคุกคามทางสังคม ชี้ให้เห็นถึงการที่บริษัทต้องนำพาธุรกิจไปบนทิศทางที่ถูกต้องท่ามกลางความขัดแย้งบนโลกที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้น ซีอีโอทั่วทุกภูมิภาคและทุกประเทศที่เราพูดคุยด้วยตระหนักว่า การวัดความเจริญเติบโตและผลกำไรแบบเก่าเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะในบริบทของเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นเราคาดว่าจะเห็นการพัฒนาของการใช้ระบบการวัดความเจริญเติบโตขององค์กร ที่สามารถสะท้อนถึงตัวธุรกิจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมทั้งสื่อสารเป้าหมายขององค์กรได้ชัดเจนมากขึ้นในอนาคต”นาย บ็อบ กล่าว

การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็นเรื่องที่ธุรกิจยุคนี้ต้องไม่มองข้าม เพราะไม่เช่นนั้นจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่ง หรือผู้เล่นรายใหม่ ที่เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเร่งลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพมากกว่านอกจากนี้ เรามองว่า การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถด้านดิจิทัลและทักษะสะเต็มของพนักงาน จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยดึงศักยภาพแฝงของพนักงานออกมาช่วยพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้” นายศิระกล่าวทิ้งท้าย

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ