News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

เนื้อหาจาก Page wattana.stock.page ... ได้ลองเข้าไปอ่านใน White Paper หรือพูดง่ายๆก็คล้ายๆ "หนังสือชี้ชวน" ในการทำ ICO สกุลเงินดิจิตอลของ JMART ก็เลยเอามาสรุปให้ฟังคร่าวๆละกัน

ชื่อเหรียญ JFIN :

จำนวนทั้งหมด 300 ล้านเหรียญ เป็นแบบ pre-mined คือไม่มีการขุดเหรียญ โดยเหรียญทั้งหมดถูกกำหนดจำนวนออกมาตั้งแต่แรกโดยผู้ออกเหรียญ

จำนวนการจัดสรร

30% หรือ 90 ล้านเหรียญ จะเก็บเอาไว้ในการทำ ICO ครั้งต่อไป หลังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆให้กับระบบของเหรียญ

13% หรือ 40 ล้านเหรียญ ขายให้กับทีมพัฒนา ที่ปรึกษาและ partner โดยเหรียญจำนวนนี้จะถูก lock ไม่ให้ซื้อขายจนถึง 1 ตุลาคม 2019

23% หรือ 70 ล้านเหรียญ ขายให้กับ JMART และบริษัทในเครือ โดย 20 ล้านเหรียญ ถูก lock ไว้ถึง 1 ตุลาคม 2018 และอีก 50 ล้านเหรียญถูก lock ไว้จนถึง 1 ตุลาคม 2019

100 ล้านเหรียญ คือจำนวนเหรียญที่นำมาทำ ICO รอบแรกให้แก่นักลงทุนที่สนใจ

ราคา ICO 0.20 USD หรือราว 6.60 บาท :

ใน white paper บอกว่าเหรียญดังกล่าวจะถูกบรรจุให้เข้าซื้อขายได้ในแพลตฟอร์มการซื้อขายของ TDAX และ bx.in.th  

จุดประสงค์ของการออกเหรียญ - เพื่อนำเงินมาใช้พัฒนาธุรกิจในเครือของ JMART ในด้านของการให้บริการสินเชื่อ ซึ่งเหรียญ JFIN นี้จะมีลักษณะเป็น utility token คือเหรียญที่นำมาใช้ประโยชน์เฉพาะด้าน และใช้กันในระบบของ JMART เท่านั้น

หลักการของการออกเหรียญ - เนื่องจากเห็นว่า ประชากรส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานจากสถาบันการเงินได้ ทำให้ต้องอาศัยการกู้เงินนอกระบบและมีดอกเบี้ยแพง ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นความเสี่ยงของทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ เพราะผู้กู้เองไม่ว่าจะมีประวัติทางการเงินการชำระเงินที่ดีเพียงใด ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง ในขณะที่ผู้ให้กู้เองก็มีความเสี่ยงในเรื่องของการเช็คประวัติของผู้กู้

JMART ได้มองเห็นโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ โดยพัฒนาระบบ micro finance โดยใช้พื้นฐานของ blockchain ซึ่งเป็น distributed ledger และมีการใช้พื้นฐาน smart contract ในการยืนยืนตัวตน

โดย JMART เชื่อว่า จากฐานข้อมูลลูกค้าของตน และระบบการบริหารหนี้สินของ JMT ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จะทำให้บริษัทมีข้อมูลของลูกค้าระดับล่างได้มากพอ และสามารถพัฒนาระบบ micro finance ขึ้นมาเพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น

ถ้าดูจากแผนการแล้ว นอกจากจะมีการพัฒนาระบบสินเชื่อด้วย blockchain แล้ว ยังจะเตรียมออก JFIN wallet ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินดิจิตอล เพื่อมาอำนวยความสะดวกและเป็นส่วนหนึ่งของระบบในการปล่อยสินเชื่อด้วย

JFIN token จะเอาไว้ใช้ทำอะไรในระบบนี้??

จากที่อ่านดูนั้น ยังมองไม่เห็นว่า JFIN token จะถูกนำมาใช้อย่างไรในระบบนี้ เนื่องจากในเบื้องต้น การปล่อยกู้จะเป็นในรูปแบบของเงินบาททั้งผู้ให้กู้และผู้กู้ การใช้ JFIN token เป็น bridge currency จึงแทบไม่ได้มีความจำเป็นในกรณีนี้เลย

แต่มีการตั้งกฏเกณฑ์ว่า ในการใช้งานระบบ blockchain นี้จะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียม  (ก็เหมือนกับค่าธรรมเนียมการกู้ยืมเงินนั้นล่ะ) ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้จะต้องจ่ายในรูปของ JFIN token เท่านั้น

แต่ผู้กู้และผู้ให้กู้ไม่ต้องกังวล เนื่องจากธุรกรรมของผู้ให้กู้และผู้กู้ทั้งหมดจะกระทำกันในรูปของเงินสกุลทั่วไป เช่นเงินบาท แต่ระบบจะทำการแปลงเงินบาทที่เป็นค่าธรรมเนียมนั้น ไปอยู่ในรูปของ JFIN token เองและจ่ายเงินกันในระบบ โดยค่า fee ที่จ่ายไปนั้น ก็จะกลับเข้าไปอยู่ในมือของผู้บริหารระบบ ซึ่งก็คือ JMART นั่นล่ะ

จากที่ผมเคยศึกษาใน XRP มา ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ของ XRP นั้น ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้บริการได้เพียงแต่ระบบ blockchain ของ Ripple เท่านั้นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เหรียญ XRP

แต่ถ้าหากใช้เหรียญ XRP ด้วยนั้น จะทำให้ธุรกรรมมีความเร็วมากขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ เป็นการจูงใจให้บริษัทที่ต้องการใช้บริการระบบของ Ripple หันมาใช้เหรียญ XRP ด้วย และมีการระบุชัดเจนว่า เหรียญ XRP ที่ถูกจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมนั้นจะหายออกจากระบบไปเลย ซึ่งจะทำให้จำนวนของ XRP ลดลงเรื่อยๆ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับจำนวนธุรกรรมการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นด้วยเหรียญ  XRP นี้

แต่สำหรับ JFIN token ไม่ได้มีการระบุเอาไว้ว่า เหรียญ JFIN ที่จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมจะถูกทำลาย  ซึ่งถ้าเหรียญเหล่านี้วนกลับไปสู่ผู้ให้บริการระบบแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป ?? จะถูกวนกลับออกมาขายใหม่ หรืออะไรยังไง??

ตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะถ้าเราต้องการประเมินเหรียญ เราก็ต้องรู้ด้วยว่า ในอนาคต supply ของเหรียญจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร

และจากที่อ่านมา ผมเองก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นที่ JMART จะต้องสร้างเหรียญ JFIN ออกมาใช้เลยด้วยซ้ำ เพราะคนที่ทำหน้าที่เป็น validator ให้กับ transaction ทั้งหมดก็คือ JMART เอง ไม่ได้มีการเปิดให้คอมจากภายนอกมาทำหน้าที่ในส่วนนี้ และไม่ได้มีระบบการให้รางวัลเช่นเดียวกับ bitcoin

การวิเคราะห์ ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือ

1. วิเคราะห์ตัวธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตจากการใช้ blockchain เข้ามาช่วย

อย่างที่เคยได้พูดไปแล้วว่า เทคโนโลยี blockchain เป็นอะไรที่มีประโยชน์มาก และสามารถนำมาใช้ได้ในหลากหลายธุรกิจ การใช้ blockchain เข้ามาช่วยของ JMART นั้นจะทำให้บริษัทสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและอัพเดทได้ในทันที สามารถพิจารณาคะแนนผู้กู้จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งการพิจารณาอนุมัติเงินกู้จะมีความรวดเร็ว และอาจจะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจากความรวดเร็วของระบบ blockchain ดังกล่าว

แต่ฐานข้อมูลที่จะมีการ update นั้นก็จะเป็นฐานข้อมูลภายในของ JMART เท่านั้น ถ้ามีฐานข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้นจากแหล่งข้อมูลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ใน ecosystem ของ blockchain ของ JFIN มันก็อาจจะยังล่าช้าอยู่เหมือนเดิม

แต่การนำเอาระบบนี้มาใช้ปล่อยเงินกู้ในจำนวนไม่มากเช่นหลักพันหรือหลักหมื่น JMART อาจมองว่า ฐานข้อมูลที่ตนมีก็น่าจะเพียงพอที่จะใช้ในการพิจารณาการปล่อยกู้แล้ว และก็ให้ระบบ blockchain มีการอัพเดทฐานข้อมูลตรงนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่า ข้อมูลที่อยู่บนฐานข้อมูลของ JMART นั้นหากมันอัพเดทมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นข้อมูลที่ "มีค่า" มากก็เป็นได้

นอกจากนั้น หากเราดูจากสิ่งที่ JMART ต้องการทำแล้ว เหมือนกับจะเป็นการให้บริการทางการเงินรายย่อยที่ครบวงจรมาก เพราะจะมีการออก JFIN Wallet (ซึ่งก็เหมือนกับ true wallet) นั่นล่ะ และบังคับให้คนที่ต้องการกู้เงินกับ JMART จะต้องลงแอพตัวนี้ เพราะเงินกู้จะจ่ายให้ผ่านวอลเลตและการชำระคืนเงินกู้ก็หักจากวอลเลตเช่นกัน

JMART ค่อนข้างมั่นใจว่า ระบบ blockchain จะทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีความรวดเร็วและเหมาะสมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่ที่ยังน่ากังวลคือ ระดับของ NPL จะเป็นอย่างไร เพราะระบบ blockchain แม้จะถูกนำมาใช้ แต่หากผู้กู้ไม่จ่าย ไม่มีเงินให้ตัด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทวงถามเหมือนปกติ ซึ่งแน่นอนว่า การปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น มีความเสี่ยงในเรื่อง NPL ที่สูง ระบบฐานข้อมูลของ JMART แม้จะอัพเดทข้อมูลด้วยระบบ blockchain ซึ่งรวดเร็ว ก็อาจลดความเสี่ยงในเรื่อง NPL ได้บ้างตรงที่ว่า ฐานข้อมูลนั้นมันค่อนข้างมีการอัพเดทตลอด ทำให้การพิจารณารอบคอบมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้การันตีว่า NPL จะไม่เกิด

นอกจากนั้นก็คือ การปล่อยกู้ของ JMART จะมีดอกเบี้ยที่ถูกกว่าการที่ลูกค้าจะไปกู้จากที่อื่นหรือไม่?? เพราะโดยทั่วไป ที่ดอกเบี้ยของสินเชื่อลักษณะนี้มันสูงก็เพราะความเสี่ยงที่มันสูง ก็ต้องเรียกดอกเบี้ยให้คุ้มกับความเสี่ยงที่ผู้กู้ต้องรับ

หาก JMART เคลมว่า การใช้ blockchain จะทำให้ต้นทุนถูกลง แล้วการกู้กับ JMART จะทำให้ผู้กู้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงกว่าการกู้ที่อื่นหรือไม่ ถ้าไม่ ทำไมจะต้องมากู้กับ JMART หรือเพียงเพราะความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว

แต่หาก JMART ต้องลดดอกเบี้ยให้ผู้กู้ ผลตอบแทนจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ลงมาทำธุรกิจนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากเรามองไปถึงอนาคต ก็คงต้องบอกว่า มันก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่กว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้เต็มรูปแบบที่กล่าวมาจริงๆนั้น คงต้องรออีกสักหนึ่งปี

2. วิเคราะห์ในเรื่องของ JFIN token

อย่างที่ผมได้บอกไปว่า ผมยังมองไม่เห็นความจำเป็นที่ JMART จะต้องทำเหรียญ JFIN token นี้ออกมาเลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ JMART จะทำนั้น คือการนำเอา blockchain เข้ามาใช้ประโยชน์ในธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเทคโนโลยี blockchain นั้นสามารถนำเอามาพัฒนาใช้ได้เลย โดย "ไม่จำเป็นต้องมีเหรียญสกุลเงินดิจิตอลแม้แต่น้อย"

การออก JFIN token มาและอ้างว่าเป็น utility token แต่พออ่านจาก white paper แล้ว ก็เห็นเอามาใช้ประโยชน์แค่ในแง่ของการจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งเอาจริงๆนะ ก็คิดค่า fee เป็นเงินบาทก็ได้ จะต้องยุ่งยากเปลี่ยนค่า fee ให้เป็น JFIN token เพื่ออะไร เพราะอย่างที่บอกไปว่า มันไม่มีการไหลเวียนของเหรียญนี้ในระบบการทำงานของระบบ blockchain แต่อย่างไร ความจำเป็นในการใช้เป็น bridge currency ก็ยังไม่มี

โอกาสเดียวที่มองว่ามีโอกาสที่เหรียญจะราคาขึ้นไปได้ก็คือ หากวันข้างหน้ามีธุรกรรมการปล่อยกู้ของ JMART เพิ่มมากขึ้น จำนวนเหรียญที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการจ่ายค่า fee ก็จะต้องสูงขึ้น การที่เหรียญราคาถูก ก็อาจจะต้องใช้เหรียญจำนวนมาก ซึ่ง supply ของเหรียญอาจไม่เพียงพอ

เหรียญ JFIN จึงจำเป็นที่ต้องมีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับค่า fee ที่จะเกิดในระบบ blockchain ของ JMART นั่นคงเป็นเหตุว่า ทำไมต้องมีการระบุว่า เหรียญ JFIN นี้จะเทรดกันด้วยทศนิยมที่สูงถึง 18 หลัก ก็เพราะค่า fee คิดเป็นเงินบาท แล้วมาแปลงเป็นเหรียญอีกต่อหนึ่ง

แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า เหรียญ JFIN นี้มันยังมองไม่เห็นเลยว่า มันเป็น utility token ตรงไหน มันเหมือนแค่ถูกตั้งขึ้นมาหลอกๆว่า เอาไว้จ่ายค่า fee ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จ่ายเป็นเงินบาทก็ได้

ดังนั้น ผมจึงขอแยกเรื่องการนำเอา blockchain เข้ามาใช้ในธุรกิจของ JMART เป็นเรื่องหนึ่ง และการออก ICO เหรียญเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องการใช้ blockchain ผมค่อนข้างจะ "อู้หูวววว" มาก เพราะเป็นบริษัทที่กล้าจะนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ให้เกิดประโยชน์

แต่ในเรื่องการออกเหรียญ ผมมาเพียงแค่ว่าเป็นเรื่องของการ "เกาะกระแส" ของสกุลเงินดิจิตอล ที่หลายตัวหลัง ico มีราคาสูงขึ้นจากราคาเริ่มต้นเป็นร้อยๆเท่าตัว

การออกเหรียญ จึงมองเป้าหมายเพียงแค่เรื่องการ "สร้างความมั่งคั่ง" ให้กับผู้ที่ได้รับการจัดสรรเหรียญเท่านั้น มากกว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงๆจังๆ

ที่สำคัญก็คือ มาตรฐานบัญชีของบ้านเรายังไม่ได้ครอบคลุมเรื่องการออกเหรียญดังกล่าว เงินที่ได้จากการออกเหรียญไปจะต้องลงเป็น "เงินสด" ในสินทรัพย์ แล้วเราจะลงบัญชีอะไรในฝั่งขวาของงบการเงินล่ะ ในเมื่อทาง JMART ก็บอกเองว่า เหรียญนี้ ไม่ได้ถูกนิยามเป็น "ทุน" หรือ "หนี้สิน"

การที่ไม่มีมาตรฐานบัญชีที่รับรองในจุดนี้ มีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่งบการเงินในอนาคตของกลุ่ม JMART สามารถที่จะลงบัญชีกับเหรียญนี้อย่างไรก็ได้ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง เพราะเมื่อยังไม่มีมาตรฐานบัญชีกำหนดออกมา ก็ไม่มีใครเอาผิดเรื่องการลงบัญชีได้

ใครสนใจข้อมูลเหรียญนี้ ไปอ่านเพิ่มเติมกันเอาเองใน white paper ที่หน้าเวบของบริษัทนะครับ และก็ลองดูรายชื่อของทีมพัฒนารวมถึงที่ปรึกษาทางด้านหลังด้วย เพราะท่านๆเหล่านั้นได้รับจัดสรรเหรียญกันทั้งนั้น

พออ่านชื่อแล้วก็จะพอเข้าใจว่า ทำไม JMART จึงสามารถผลักดัน ICO ของเหรียญนี้ออกมาได้โดยไม่จำเป็นต้องรอกฏเกณฑ์ใดๆของ กลต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ