News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ร้านค้ามักมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มา กระตุ้นยอดขายเสมอ โดยโปรโมชั่นที่ได้รับความนิยมมากคือการผ่อนชำระดอกเบี้ยต่ำหรือผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% ซึ่งทางร้านค้าจะเป็นพันธมิตรร่วมกับธนาคารหรือศูนย์บัตรเครดิตต่างๆ จนในระยะหลังนี้บางธนาคารก็เริ่มทำโปรโมชั่นเองเพื่อกระตุ้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตร โดยมีการกำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อใบเสร็จจำนวนหนึ่ง และทางผู้ใช้บัตรสามารถโทรมาสั่งให้เปลี่ยนเป็นการผ่อนชำระได้

• วงเงินในบัตรเครดิต จะถูกกันไว้ เท่ากับยอดซื้อเต็มจำนวน ไม่ใช่วงเงินผ่อนรายเดือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ เช่น ถ้ามีวงเงินบัตรเครดิต 80,000 บาท แต่ผ่อนยอด 60,000 บาท 0% เป็นเวลา 6 เดือน คือผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ยอดวงเงินสินเชื่อในบัตรจะถูกกันไว้ 60,000 ไม่ใช่ 10,000 บาทและ เหลือวงเงินใช้ได้อีกแค่ 20,000 บาท
• การผ่อนชำระ 0% จะให้ประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าที่ชำระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลา หรือที่เราเรียกว่าลูกค้าประเภท Transactor ซึ่งจะได้เครดิต หรือ วงเงินใช้ปลอดดอกเบี้ยจริงๆ
• สำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายหรือที่เรียกว่า Revolver นั้น ทางศูนย์บัตรเครดิตจะแยกวงเงินผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์ออก จากวงเงินผ่อนปกติซึ่งมีดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ปัจจุบันอยู่ที่ 18%) ปกติทางศูนย์บัตรเครดิตจะคำนวณยอดชำระ ขั้นต่ำ 10% จากยอดผ่อนปกติไว้ และนำมารวมกับยอดผ่อน 0% เพื่อเป็นยอดชำระในเดือนนั้นๆ
• กรณีชำระเงินล่าช้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมักมีการตัดเงินที่ชำระโดยเริ่มที่ ยอดผ่อน 0% ก่อนแล้วจึง นำยอดชำระที่เหลือไปจ่ายยอดผ่อนที่มีอัตราดอกเบี้ยปกติ โดยมีลำดับการหักเงินคือ ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้น ทำให้เงินต้น (ที่คิดดอกเบี้ยสูง และอยู่ลำดับสุดท้ายจะลดช้าลง) และหากชำระล่าช้ามากๆ เช่นเกินหนึ่งถึงสองเดือน จะทำให้เราถูกยกเลิกสิทธิผ่อน 0% ไป ต้องเสีย ดอกเบี้ยตามปกติซึ่งสูงถึง 18% ต่อปี

1. แบ่งเบาการจ่ายเงินในช่วงต้น โดยเลื่อนการชำระไปในอนาคต และสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปฝากหรือลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้
2. สามารถซื้อของจำเป็นที่มีราคาสูงได้ โดยไม่กระทบกระแสเงินสดในระยะสั้น
3. ได้คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต และสิทธิประโยชน์ส่วนลดหรือเงินคืนที่ กรณีซื้อและจ่ายเงินเต็มจำนวนไม่ได้รับ

1. ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น อย่าใช้ข้ออ้างของการสามารถผ่อน 0% หรือข้ออ้างอื่นๆ เช่น สินค้าลดราคา หรือการนำมาลดหย่อนภาษี หรือที่เรียกว่าช้อปช่วยชาติ มาใช้ในการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นจริงๆ พึงระลึกไว้เสมอว่า หากนำมาลดหย่อน 15,000 บาท แต่เรามีฐานภาษีอยู่ที่ 20% เท่ากับสินค้าลดลง 20% (ได้จากภาษีที่ขอคืน) แต่หากเราไม่ซื้อก็จะประหยัดได้ 100%
2. อาจเกิดการใช้จ่ายเกินตัวโดยไม่จำเป็น เพราะรู้สึกว่าจ่ายน้อย แต่ลืมไปว่า การกู้เงินคือการนำเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ในขณะที่การออมเงิน คือ การนำเงินปัจจุบันไปใช้ในอนาคต และในอนาคตเราอาจมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ แต่วงเงินไม่พอ เพราะถูกกันวงเงินไว้เพื่อการผ่อนแล้ว
3. ผู้ใช้บัตรเครดิตต้องมีวินัยในการชำระหนี้บัตร ในหลายครั้งการติดหนี้บัตรเครดิตอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถปลดหนี้ได้ มักเริ่มต้นที่ การผ่อน 0% เพราะพอผ่อนใกล้หมด ก็มักติดใจและจะก่อหนี้ใหม่ไปเรื่อยๆ จนลามมาผ่อนแบบปกติที่ดอกเบี้ยสูง และในที่สุดก็ตกหล่ม หนี้บัตรเครดิต ที่ปลดหนี้ได้ลำบาก เพราะยอดใหม่ที่รูดต้องเสียดอกเบี้ย 18% ต่อปีนับแต่วันที่ใช้จ่ายเลย

เขียนโดย : ดุษณี เกลียวปฏินนท์ CFP®
จากคอลัมน์ Financial Freedom - DEBT ของนิตยสาร Money&Wealth ฉบับที่ 177 เดือนมกราคม 2561

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ