News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

เปิดตลาดภาคเช้า (ศุกร์ 12 ม.ค.) EA ยังพุ่งแรงต่อเนื่อง วอลุ่มหนาแน่น
 
บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ให้ราคาพื้นฐานสูงถึง 110 บาท ใช้วิธีคำนวณมูลค่าพื้นฐานแบบ Sum-of-the-part หรือ ประเมินจากมูลค่าของบริษัทลูกที่ถือ นักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นหุ้นที่เหมาะกับการเข้าเก็บลงทุนระยะยาว

ธนชาตระบุว่ามูลค่าพื้นฐาน 110 บาท  แบ่งเป็น :

*มูลค่าจากโครงการไบโอดีเซล และโครงการพลังงานทดแทนทั้งแสงอาทิตย์และลม ที่จะเปิดขายเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 664 เมกะวัตต์ในปีนี้ จำนวน 22.50 บาท 

*มูลค่าจากโครงการกักเก็บพลังงาน (ES) จำนวน 25.50 บาท 

*มูลค่าจากการเป็นผู้ขายอุปกรณ์ ES พร้อมโครงการ จำนวนสูงถึง 59.30 บาท

โบรกเกอร์รายนี้ระบุแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจกักเก็บพลังงานในภูมิภาคจะสนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2563-64 เป็นต้นไป และต่อยอดไปยังธุรกิจ EV Charging Station ในอนาคต ขณะที่กระแสเงินสดจากธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม-ลม จะเติบโตแข็งแกร่ง

ค่ายธนชาตประเมินกำไรสุทธิของ EA จะเพิ่มขึ้น 3.2 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า และ 8.6 เท่าใน 10 ปีข้างหน้า เมื่อนับจากปี 2560 จากการนำแบตเตอรี่มาจำหน่ายในรูปแบบแพคเกจครบวงจรในตลาดอาเซียน และมีโอกาสเป็นผู้จำหน่ายแบตเตอรี่ให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เล่าว่าลักษณะหุ้น EA ถือเป็นหุ้นที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก เพราะในอดีตผู้บริหารเคยวางแผนว่าจะเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าทั้งรูปแบบโซลาร์ฟาร์ม และพลังงานลม ก็สามารถ COD ได้ตามเป้าหมายและรับรู้เป็นกำไรอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้หุ้นของ EA จึงซื้อขายกันบน P/E สูงมาก ตามความคาดหวังกำไรที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

พัฒนาการของ EA บริษัทมีกำลังการผลิตโซลาร์ฟาร์ม 278 MW มาจาก 4 โครงการในลพบุรี ,นครสวรรค์ ,ลำปาง ,พิษณุโลก ที่จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ไปแล้ว (COD) เมื่อปี 2013 และโครงการพลังงานลมหาดกังหัน ได้จ่ายไฟฟ้า COD ไปแล้วเมื่อไตรมาส3/60 และพลังงานลม โครงการหนุมาน กำลังผลิต 260 MW เตรียม COD ในช่วงไตรมาส3/61 ทำให้กำลังการผลิตที่ COD ในปี2018 จะเพิ่มขึ้นเป็น 664 MW จากสิ้นปีก่อน 404 MW

เมย์แบงก์ฯ ประมาณการกำไร EA ในปี 2018 ไว้ที่ 5,600 ล้านบาท รับรู้รายได้จากโครงการหนุมานเพียงครึ่งปีเท่านั้น ก่อนจะรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2019 คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,100 ล้านบาท ซึ่งนั้นจะได้ EPS GROWTH ในปีนี้เติบโต 22% และปี2019 เติบโต 44%

โดยการคำนวนมูลค่าพื้นฐานหุ้นนั้นทำได้หลายรูปแบบ โดยหากต้องการคิดแบบอนุรักษ์นิยม ก็จะนำกระแสเงินสดของโรงไฟฟ้าในมือทั้งหมดของ EA มาคำนวณหรือที่เรียกว่าแบบ DCF ซึ่งจะได้มูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ 24-28 บาท

แต่หากคิดโมเดลการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สร้างการเติบโตระยะยาว จะใช้รูปแบบวิเคราะห์ PEG เช่น EA มี EPS GROWTH ในปี2019 อยู่ที่ 44% ก็จะได้ PEG 44 เท่า นั้นหมายความว่าราคาพื้นฐานในปี 2019 จะอยู่ที่ 42 บาท แต่ไม่นับรวมกับโครงการในอนาคต เช่น โครงการแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจพลาสติกเทคโนโลยี การอัพเกรดไบโอดีเซลเป็นกรีนดีเซล นิคมอุตสาหกรรมที่เป็นแบบสมาร์ทซิตี้ ซึ่งหากโครงการเหล่านี้สามารถสร้างผลกำไรได้ตามความคาดหวัง นั้นก็แปลว่าราคาหุ้น EA ในปัจจุบันนี้กำลังเริ่มสะท้อนกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว

นักวิเคราะห์ ได้ตั้งข้อสังเกตุประเด็นความเสี่ยงในหุ้น EA คือ หากโครงการข้างต้นนี้ไม่สามารถเดินการได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากปี 2023 ทิศทางกำไรของ EA จะเปลี่ยนเป็นขาลงทันที เพราะ โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ของ EA ใช้ระบบแอดเดอร์ คือรัฐบาลสนับสนุน 6.50 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และมีราคาไฟฟ้าฐาน 3 บาท ซึ่งหากครบ 10 ปีในปี 2023 แปลว่า EA จะเหลือรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าในราคาฐานที่ 3 บาท/หน่วยเท่านั้น จากการประเมินกำลังผลิต 1 MW จะสร้างผลกำไรเฉลี่ย 8-9 ล้านบาท หากเงินสนับสนุนหายไปจะเหลือเพียง 3 ล้านบาทต่อ 1 MW เท่านั้น ซึ่งทีมผู้บริหาร EA จะต้องมีโปรเจ็กต์ข้างต้นที่สร้างกำไรต่อเนื่องก่อนปี 2023




คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ