News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ดร.ธาริษา วัฒนเกศ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มุมมองและข้อคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เน้นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงการกระจายความเจริญไปในที่ต่างๆ ลดความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ของประชากร สร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน


บริบทของเศรษฐกิจในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์ในปี 2560 เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงหนึ่งปี ซึ่งมีความยากลำบากอย่างมาก แม้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฝ่ายแพ้สงคราม แต่ก็มีส่วนที่ต้องชดใช้บางด้าน เช่น การส่งข้าวให้อังกฤษ และ ตอนนั้นประชากรส่วนใหญ่ 60 - 70% ในเวลานั้น อยู่ในภาคเกษตร มีรายได้จากภาคเกษตรประมาณ 40% ดังนั้นช่วง 10 ปีแรกของการ ขึ้นครองราชย์คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มี ความแข็งแรง 
การที่รายได้ประชากรต่อหัวมีการเติบโตขึ้น โดยในปี 2508 มีรายได้ประชากรต่อหัว ที่ 2,500 บาทจากก่อนหน้านั้นที่อยู่ในระดับ  2,000 บาท สะท้อนให้เห็นว่ามีการวางรากฐาน ในการพัฒนาประเทศดีพอสมควร โดยเริ่มจากการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นใน การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น มีการวางแผนเรื่อง การชลประทาน การสร้างถนน หลายอย่าง เป็นตัวสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจเดินหน้า ต่อไปได้
เมื่อดูเรื่องการส่งออกในเวลานั้น มีขนาด 20% ของ GDP และมีการขยายตัวขึ้นมาเรื่อยๆ  ทำให้เศรษฐกิจมีโอกาสดีต่อเนื่อง
นอกจากมีการพัฒนาเศรษฐกิจจากภายในแล้ว สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปก็อำนวย ตอนนั้นยังมีการค้าขายที่ไทยทำได้ดี พอสมควร ในระหว่างทางมีวิกฤติอยู่บ้าง  แต่ว่าโดยรวมแล้วไทยได้ประโยชน์จาก เศรษฐกิจโลกพอสมควร โดยเฉพาะในปี 1985  ที่ประเทศญี่ปุ่นถูกบังคับให้ลงนามในสัญญาพลาซ่าแอคคอร์ด และมีผลกระทบทำให้ไทยได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากการที่ญี่ปุ่นย้ายฐานมาผลิตในไทย
กล่าวโดยสรุปคือปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศสนับสนุนให้ไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีพอสมควร หากดู ในช่วง 30 ปืตั้งแต่ช่วง 1960 ถึงช่วงก่อน วิกฤติต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 7.5% ต่อปี ซึ่งถือว่าเติบโตค่อนข้างสูง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ยาวพอสมควร

ภาพใหญ่เศรษฐกิจโต ภาพเล็กคนยังยากจน
มองในแง่นี้ถือว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งที่น่าพอใจ การที่เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้ประชากรที่อยู่ในข่ายความยากจนก็ลดจำนวนลง รายได้ประชากรต่อหัว ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5,900 เหรียญสหรัฐ ต่อปีแล้ว หากดูตัวเลขพวกนี้ ก็ทำให้เห็นว่า ไทยเดินหน้ามาถูกทางในการพัฒนา เศรษฐกิจ 
แต่เมื่อมาดูตัวเลขเฉลี่ย บางทีอาจจะให้ภาพที่ไม่สะท้อนระดับจุลภาคเท่าไร เพราะแต่ละภาคมีส่วนต่างของรายได้ค่อนข้างมาก ความแตกต่างของความเป็นอยู่ของประชาชนมีค่อนข้างสูงมาก ประชาชนที่อยู่ในภาคเกษตรเทียบกับภาคอุตสาหกรรมและภาคอื่นๆ ก็มีความแตกต่างกันมาก 
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความห่วงใยประชาชนที่อยู่ในภาคที่ยากจน ที่ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาเศรษฐกิจได้ไม่มาก เท่ากับที่ตัวเลขเฉลี่ยได้แสดง ท่านได้เสด็จ พระราชดำเนินไปดูความเป็นอยู่ของประชาชนตามเขตธุรกันดารเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบางทีตัวเลขเฉลี่ยอาจทำให้เห็นว่าประเทศไปได้ดี แต่ว่าระดับจุลภาค ปัญหาถูกซ่อนอยู่ 

สรุปว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจหากดูในแง่การเจริญเติบโตถือว่าใช้ได้ แต่หากดูในแง่การกระจายความเจริญไปในที่ต่างๆ อันนี้เราสอบตก และอีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องความยั่งยืน เราก็สอบตกหลายครั้ง คือมีวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้ง บางครั้งก็มาจากข้างนอก รวมทั้งที่เกิดจากข้างในประเทศเองก็มี

อย่างครั้งที่เกิดวิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970 เงินเฟ้อขึ้นไป 24% อันนี้เป็นเรื่องที่ส่วนหนึ่งเราอาจจะทำอะไรได้ไม่มากเท่าไร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเป็นประเทศเปิด เป็นประเทศขนาดเล็ก การรับผลกระทบจาก ข้างนอกเมื่อเกิดวิกฤติต่างๆ นั้น เราจะได้รับ ผลกระทบค่อนข้างเยอะ แต่เราสามารถที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเราเอง เพื่อที่จะได้รับ ผลกระทบไม่มาก ซึ่งจะทำให้เราสามารถ ที่จะรับผลกระทบได้บ้าง แต่ฟื้นตัวได้เร็ว  อันนี้เป็นโจทย์เกี่ยวกับความยั่งยืน กรณีที่เป็น ผลกระทบจากข้างนอก 
ส่วนปัญหาความไม่ยั่งยืนที่เกิดจาก ข้างในของเราเองก็มี วิกฤติสถาบันการเงินก็เกิดขึ้นหลายครั้ง วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดก็คือวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ดังนั้นยังมีจุดที่เราต้องให้ความสนใจคือเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในเรื่องของการที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้การส่งผลของการพัฒนา มีความทั่วถึงมากกว่าที่เป็นอยู่

ทั้งหมดนี้ หากนำมาโยงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ก็มีความชัดเจนว่าเรายังขาดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระองค์ท่านพูดถึงเรื่องเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียงว่าต้อง ตั้งอยู่บนเงื่อนไขของความรอบคอบ รอบรู้ มีสติปัญญา มีการสร้างภูมิคุ้มกัน ตัวเราเอง และสามารถที่จะเดินหน้าได้ด้วยความเพียรซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ

สรุปว่าที่ผ่านมาเรายังขาดความรู้เท่าทันในสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา และการรู้เท่าทันเพื่อที่จะป้องกันตัวเองจากการเกิดวิกฤติหรือว่าเกิดประเด็นที่ทำให้เศรษฐกิจของเราขาดความมั่นคง น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในการที่จะเดินหน้าต่อไป

การเดินหน้าด้วยความเพียรเป็นสิ่งที่ สำคัญ และเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านพูดถึงในเรื่อง ของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร คือการมีความประมาณตน ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป เดินทางสายกลางอย่างที่เราทราบกันดีอยู่ มีการสร้างกลไกที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราพูดกันเยอะ แต่จริงๆ ยังมีประเด็นเรื่องเงื่อนไขที่พระองค์ท่านพูดถึง คือเงื่อนไขบนคุณธรรมและความมีสติ ถามว่าทำไมเรื่องเหล่านี้ มีความสำคัญแต่เรามองข้ามไป
คือการที่เราจะเดินทางสายกลาง จริงแล้ว  อาจต้องใช้ความขยันมากกว่ากรณีที่เราจะไปกับกระแส ยกตัวอย่าง การทำเกษตร ทฤษฎีใหม่ด้วยแนวคิดการพึ่งพาตัวเอง  การจัดระบบภายในที่เป็นการส่งเสริมซึ่งกัน และกัน สามารถที่จะลดการพึ่งพาจากภาย นอกได้ ซึ่งเกษตรกรต้องทำงานที่เหนื่อย กว่าปกติ จากสมัยก่อนที่เคยปลูกข้ามตาม ฤดูกาล มีการใช้ปุ๋ยเคมี ปลูกข้าวแล้วรอให้งอกงาม แต่ว่าแนวคิดของเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ไม่ใช่เป็นแบบนั้น ต้องมีการแบ่งพื้นที่ตามสิ่งที่ตัวเองจะบริโภคและจะขายได้ และพยายามลดการพึ่งพาภายนอก ดังนั้นต้อง ทำปุ๋ยขึ้นมาเองจากสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว ยาฆ่าเคมี ก็ต้องไม่ซื้อสำเร็จรูป ให้ทำเองจากวัสดุที่มีในที่ดินของเกษตรกร แม้ต้นทุนต่ำมาก เป็นการเอาของทิ้งแล้วมาใช้ประโยชน์ แต่ว่าเหนื่อยมาก ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวแทบจะตลอดเวลา เวลาที่ปลูกอะไร ก็ต้องคิดถึงขั้นตอน ต่อไปตลอดเวลา จะเอาเศษที่เหลือไปทำอะไร ต่อไปอย่างไร และเนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ต้องมีการเรียนรู้ จากชุมชนอื่นหรือคนที่มี ประสบการณ์ ดังนั้นมองในแง่นี้ แค่ทฤษฎี การเกษตรสมัยใหม่อย่างเดียว ก็มองเห็นความ แตกต่างมาก เกษตรกรต้องเหนื่อยมากขึ้น ในเรื่องความเพียรที่ต้องใส่เข้าไป ในเรื่องความจำเป็นที่ต้องหาความรู้ เพื่อที่จะทำให้การดำเนินชีวิตในแนวเศรษฐกิจพอเพียง เกิดขึ้นได้จริงๆ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในมุมนี้ได้รับ ความสนใจน้อยไปหน่อย ส่วนใหญ่เน้นเรื่อง ความพอเพียงในด้านบริโภคคือไม่ไปเป็นหนี้ เกินตัว ใช้จ่ายเท่าที่ตัวเองสามารถทำได้ จริงๆ ตรงนั้นเป็นแค่ประเด็นเดียว แต่ว่า เงื่อนไขที่รองรับความสำเร็จของเศรษฐกิจ พอเพียงยังมีอีกเยอะที่จะต้องทำ

เดินหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยความยั่งยืน
ถามว่าต่อไปในอนาคต เราควรเดิน อย่างไร การให้ความสำคัญเกี่ยวกับความ ยั่งยืน นับวันมีแต่มากขึ้นเรื่อยๆ ความยั่งยืน ส่วนใหญ่ก็คิดเรื่องความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ แต่จริงแล้วมันพันกันไปหมด ความยั่งยืนของเศรษฐกิจ ของชุมชน ของสิ่งแวดล้อม มันเชื่อมโยงกันหมด หากเราไม่ได้คิดถึงความยั่งยืนเหล่านี้ให้พอ ถึงจุดหนึ่งก็จะไปไม่ได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่คิดถึงเรื่องการเติบโต คิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยไม่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ในที่สุดก็จะสะดุด ไปไม่รอด
ช่วง 5 - 6 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจ อัตราการ เติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงเหลือ 5 - 6%  จากเดิมที่เคยโตเฉลี่ย 7.5% และทุกวันนี้เหลือ น้อยกว่านี้ด้วยซ้ำไป ซึ่งทุกวันนี้พูดกันเรื่อง  New Normal เศรษฐกิจจะเติบโตไปไม่ได้มาก กว่านี้ Potential output คงจะลดลงจากเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วนี่เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าการที่เราละเลยในการให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนคือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การที่มีความไม่เสถียร มีการเติบโตขึ้นๆ ลงๆ เป็นเรื่องที่ไม่ดี
การที่เราไม่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน นอกจาก ทำให้เกิดปัญหาความผันผวนทางเศรษฐกิจ ยังเกิดผลข้างเคียงอีกข้อคือ มีโอกาสที่  Potential output จะต่ำลงมาดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ดังนั้น การทำนโยบายจากนี้ไปต้องเพิ่มความระมัดระวัง มาตรการหรือนโยบายที่จะขยายการเจริญเติบโตต้องทำควบคู่ไปกับการระมัดระวังเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้เกิดการผันผวน ไม่ให้เกิดวิกฤติ และเป็นการป้องกันไม่ให้โอกาสที่ Potential output ของประเทศจะตกต่ำต่อเนื่องไปอีก ดังที่เห็นมาในอดีต
การทำนโยบายต่อจากนี้ไปต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ผลพวงของการพัฒนากระจายไปได้อย่างทั่วถึง จริงๆ เรื่องความไม่เท่าเทียมกันไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยที่เดียว ในทั่วโลกหลังเกิดวิกฤติปี 2008  ก็มีปัญหานี้ในหลายประเทศ มีช่องว่าง ความไม่เท่าเทียมมากขึ้น ดังนั้นผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบายจึงต้องให้ความสนใจใน เรื่องนี้ ทุกคนควรต้องมีบทบาทของตัวเอง
ในแง่ของธนาคารกลาง การทำนโยบายต้องระมัดระวังถึงผลข้างเคียงที่กล่าวมา  การทำนโยบายการเงินต้องมองด้วยสายตาที่ ยาวขึ้น ไม่ใช่เอามาบริหารจัดการเพื่อกระตุ้น ดีมานด์ ต้องระมัดระวังเรื่องผลข้างเคียง ระยะยาวที่จะเกิดขึ้นดังที่กล่าวมา

ที่มา: ภาพโดย นายทินภัทร ภัทรเกียรติทวี โพควา โปรดักชั่น (https://goo.gl/5KyIkQ)

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ