News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

มาดูกลยุทธ์การลงทุนในเดือนตุลาคม จากคำแนะนำของนักวิเคราะห์กองทุนรวมของ บล.ฟิลลิป เพื่อเป็นข้อมูล การปรับพอร์ตโฟลิโอ

เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง "หุ้น" ยังคงสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาถึงตอนนี้ หลายตลาดได้ปรับตัวบวกทำ New High กับแทบทุกตลาด รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

แต่ที่โดดเด่นในแง่ของผลตอบแทน คงหนี้ไม่พ้นตลาดหุ้นจีน สะท้อนจากผลตอบแทนกองทุนรวมต่างประเทศที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน สามารถทำผลตอบแทนได้สูงสุดจากทุกสินทรัพย์

โดยล่าสุด ณ วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา จากการเปิดเผยของ "มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่า "กองทุนเปิดแอสเซทพลัสไชน่า" สามารถสร้างผลตอบแทน YTD  ได้แล้วถึง51.49%

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจมีคำถามว่า ภาพของสินทรัพย์เสี่ยงที่ทำ New High หลายตลาด พอร์ตการลงทุนที่จัดวางไว้อยู่ก่อนแล้ว จะบริหารจัดการต่ออย่างไรดี? วันนี้ มีกลยุทธ์การลงทุนประจำเดือนตุลาคม จากคำแนะนำของนักวิเคราะห์กองทุนรวมของ บล.ฟิลลิป มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

เริ่มด้วยมุมมองด้านพื้นฐาน ซึ่งนักวิเคราะห์ฯ ของ "ฟิลลิป" มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ค่อยๆ ฟื้นตัวทั่วโลก โดยเฉพาะตัวเลขเศรษบกิจสหรัฐที่ออกมาสดใส ทำให้โอกาสในการขยับดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคมนี้ เป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะในขณะนี้ เศรษฐกิจไทยเองก็อยู่ในช่วงของการฟื้นตัว บวกกับกระแสเงินลงทุนต่างชาติ ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังคาดหมายด้วยว่าในช่วงไตรมาสสุดท้าย จะมีแรงซื้อจากกองทุน LTF และ RMF เข้ามาปิด downside ของตลาดหุ้นไทยด้วย

ในแง่ของ "Valuation" นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นโดยรวม มีราคาค่อนข้างแพง โดยเฉพาะตลาดประเทศพัฒนาแล้วอย่างในตลาดสหรัฐ ที่มีระดับราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความคาดหวังทางด้านการปฏิรูปภาษีของ "ทรัมป์" ซึ่งในในขณะนี้ ราคาหุ้นสหรัฐ สูงเกินกว่าระดับที่ลงทุนได้แล้ว

แต่ในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะหุ้นไทยและหุ้นจีนที่มีการฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่ง "ฟิลลิป" มองว่าถึงแม้มูลค่าจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่หากมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว จึงทำให้ทั้ง 2 ตลาดนี้ ยังน่าสนใจลงทุน

จากการวิเคราะห์ทั้งทางด้านพื้นฐาน และมูลค่า นักวิเคราะห์ของ "ฟิลลิป" จึงมีคำแนะนำ สำหรับจัดวางพอร์ตโฟลิโอ ไว้ดังนี้

พอร์ตความเสี่ยงต่ำ : ยังคงแนะนำคงสัดส่วนในกองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ 80% กองทุนหุ้นไทย 10% และกองทุน REITs ในไทยและสิงคโปร์ 10% ซึ่งพอร์ตลงทุนนี้ คาดหวังผลตอบแทนได้ประมาณ 4% ต่อปี

พอร์ตความเสี่ยงปานกลาง : แนะนำคงสัดส่วนในกองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ 45% กองทุนหุ้นไทย 35% กองทุน REITs ในไทยและสิงคโปร์ 10% กองทุนหุ้นต่างประเทศ 5% และกองทุนทองคำ 5% โดยที่พอร์ตลงทุนนี้ คาดหวังผลตอบแทนได้ประมาณ 6% ต่อปี

พอร์ตความเสี่ยงสูง : ยังคงแนะนำให้คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยที่ 35% เพราะยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีจากทิศทางหุ้นไทยที่ยังเป็นขาขึ้น และ downside ที่ค่อนข้างจำกัด ส่วนที่เหลือ แนะนำคงสัดส่วนในหุ้นจีนที่ 10% หุ้นและตราสารหนี้ต่างประเทศ 15% ตราสารหนี้ในประเทศ 14% กองทุน REITs ในไทยและสิงคโปร์ 5% และทองคำอีก 10% เพราะยังได้ประโยชน์จากการป้องกันความเสี่ยงขาลงในระยะสั้นที่ดี

ซึ่งพอร์ตความเสี่ยงสูงที่ “ฟิลลิป” แนะนำ สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับ 8% ต่อปี และแนะนำให้ลงทุนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ