News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

แรงซื้อทยอยเข้ามาทั้งวัน (พฤหัสฯ 14 ก.ย.) หนุน SET index ปิดบวกไปกว่า 16 จุด (+0.98%) ปิดที่ระดับ 1,659 จุด วอลุ่มเหยียบ 7 หมื่นล้านบาท นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ทั้ง PTT, KBANK, BEM, SCB และ SCC เป็นต้น ในช่วงหลังปิดตลาดก็ได้เห็นเงินต่างชาติกวาดซื้อสุทธิไปกว่า 3 พันล้านบาท และสถาบันมียอดซื้อสุทธิอีกกว่าพันล้าน 
 
ดัชนีตลาดที่ดีดตัวขึ้นมา ในอีกด้านได้เปิดความเสี่ยงในช่วงระยะสั้น ให้น่าจับตาแรงขายทำกำไรในหุ้นที่เริ่มแพง แม้จะยังมีการสลับมาซื้อเก็งกำไรในหุ้นที่ราคายังขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม หรือตลาดโดยรวม 
 
จากการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์สำหรับหุ้นรายตัวและกลุ่มที่มีโอกาสเผชิญแรงขายช่วงสั้น เริ่มด้วยในลิสท์ของ บล.เอเซีย พลัส ที่เล็งหุ้นที่คาดว่าจะมีแรงขายทำกำไรในหุ้นที่ราคาเกิน Fair Value ได้แก่   AMATA, DTAC, BH, TOP และ  RS ขณะกลุ่มที่มีอัพไซด์จำกัด เช่น SIRI และ AOT  
 

นักวิเคราะห์ยังระบุถึงหุ้นโรงกลั่นที่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา เพราะค่าการกลั่นที่ปรับตัวขึ้นเร็วเกินไป  โดยในข้อมูลระบุว่า ค่าการกลั่นสิงคโปร์เริ่มปรับตัวลดลงรุนแรง หลังจากขยับขึ้นมาสูงผิดปกติในรอบกว่า 21 เดือน อันเป็นผลจากพายุ Harvey ที่พัดเข้ารัฐเท็กซัสในสหรัฐฯ เมื่อปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้โรงกลั่นหลายแห่งไม่สามารถดำเนินการได้ แต่เมื่อพายุผ่านไปบรรดาโรงกลั่นต่างๆ ก็ได้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง และเร่งกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ซัพพลายน้ำมันสำเร็จรูปออกมามากขึ้น  
 
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นย่อมส่งผลให้ต้นทุนการกลั่นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นผลให้ค่าการกลั่นเริ่มปรับตัวลงตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. ที่ผ่านมา และคาดว่าน่าจะกลับลงสู่ระดับปกติที่บริเวณ  5-7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  
 
ทางเอเซียพลัสจึงมองปัจจัยนี้เป็นเซนติเมนต์เชิงลบต่อหุ้นโรงกลั่น ที่ราคาหุ้นขยับขึ้นไปสูงในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งได้แก่ : 
*TOP (สัดส่วนโรงกลั่น 65% ปิโตรเคมี 25%)  
*BCP (สัดส่วนโรงกลั่น 80% โรงไฟฟ้า 20%)  
*และ ESSO (สัดส่วนโรงกลั่น 65% ปิโตรเคมี 35%)
 
นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ "ขาย" หรือ Switch ออกไปก่อน  
 
ส่วนหุ้น PTTGC (สัดส่วนกำลังการผลิตปิโตรเคมี 75% โรงกลั่น 25%) และ IRPC (สัดส่วนกำลังการผลิตปิโตรเคมี 70% โรงกลั่น 30%) แม้จะมีสัดส่วนโรงกลั่นที่ไม่สูงมาก แต่ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น หากราคาปรับลดลงมาก็ถือเป็นการเปิดอัพไซด์ให้เข้าไปสะสมใหม่ได้ ส่วน IVL เป็นหุ้นปิโตรเคมี 100% จึงไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว 
 
ส่วนโบรกเกอร์อีกค่ายคือ บล.ทรีนีตี้ นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. หุ้นกลุ่มโรงกลั่น ได้ปรับตัวขึ้นมาแรงแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่พอสมควร เพราะมองว่าราคาดังกล่าวได้ตอบรับประเด็นค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น และประเด็น Stock gain ในไตรมาส 3/2560 มาระดับหนึ่งแล้ว ขณะยังประเมินว่าค่าการกลั่นมีโอกาสย่อตัวลงในช่วงถัดไปหากพายุเฮอร์ริเคนที่สหรัฐฯ สงบลง  
 
ล่าสุดค่าการกลั่น Singapore GRM ที่ระดับ 3.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 9 เหรียญฯต่อบาร์เรล จึงมองว่าเป็นเซนติเมนต์เชิงลบต่อกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น  อันประกอบด้วย BCP, ESSO, IRPC, SPRC และ TOP 
 
อย่างไรก็ดี หากราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับฐานลงแรงในช่วงถัดไป  ทางทรีนีตี้มองว่านักลงทุนระยะยาวสามารถเข้าไปลงทุนได้ เนื่องจาก Valuation ของกลุ่มยังคงถูกกว่าตลาดโดยเปรียบเทียบ  นักวิเคราะห์มองว่าหากต้องเลือกลงทุน ได้มอง 2 บริษัทที่มี Valuation น่าสนใจที่สุด ได้แก่ ESSO และ SPRC เช่นเดิม 
 
********************************
ทีม Business&Finance, Money Channel

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ