News Update

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นที่อึดอัด และผันผวนรายวัน ตามแรงเก็งกำไรหุ้นรายกลุ่ม รายตัว ทำให้ดัชนี ตลาดหุ้นแกว่ง Sideway อย่างต่อเนื่อง มา 3-4 เดือน แม้แต่นักลงทุนที่เชี่ยวชาญ ปัจจัยเทคนิค เพื่อหาจุดซื้อหรือจุดขายเป็น ยังสับสนกับตลาด เพราะตาม หลักการแล้ว เมื่อดัชนีตลาดหุ้นไต่ระดับขึ้นไปทดสอบ 1,600 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา ได้แล้ว 3 ครั้ง หุ้นควรปรับขึ้นต่อ แต่ในทาง ปฏิบัติ กลับเห็นหุ้นปรับฐาน และย่ำฐาน พร้อมกับสร้างคำถามตามมาว่า หุ้นไทย ครึ่งปีหลังยังจะมีความหวังบ้างหรือไม่ แล้วควรจับจังหวะลงทุนอย่างไรดี

เพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว ทางกองบรรณาธิการ M&W จึงถือโอกาสที่ก้าวสู่ ปีที่ 13 ของสถานีโทรทัศน์ Money Channel เชิญนักกลยุทธ์รุ่นใหญ่ 3 ค่าย คือ คุณวรุตม์  ศิวะศริยานนท์ หรือ “พี่วรุตม์” กรรมการ ผู้จัดการ บล.เอเชีย เวลท์ (AWS) กับคุณวิวัฒน์ เตชะพูนผล หรือ “พี่วัฒน์” รองกรรมการ ผู้จัดการ บล.ทิสโก้ และคุณมงคล พ่วงเภตรา หรือ “อู๊ด” จาก บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนทรรศนะกับนักกลยุทธ์ รุ่นใหม่ ประกิต สิริวัฒนเกตุ หรือ “ปิง” ของ บล.กสิกรไทย รวมถึงเปิดแนวคิดของนักลงทุน รายใหญ่ที่ได้รับสมญานามว่าป็น “เซียน” 2 ราย คือ วัชระ แก้วสว่าง หรือ “เสี่ยป๋อง” เซียนเทคนิค และ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “เซียนหุ้นคุณค่า (VI) ต้นแบบเมืองไทย 

ฟันธง หุ้นครึ่งปีหลังสดใสขึ้น แต่ต้องรอไตรมาส 4
บทสรุปที่ได้ ก็คือ นักกลยุทธ์รุ่นใหญ่จาก 3 ค่าย คือ เอเชีย เวลท์ เคทีบี และทิสโก้มองตรงกันว่า หุ้นไทยครึ่งปีหลังน่าจะสดใสกว่าครึ่งปีแรก ด้วยเหตุผลสามประการ
ประการแรก เศรษฐกิจโลกอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นอย่างชัดเจน สังเกตได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ Final Manufacturing PMI ในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน บ่งชี้ให้เห็นว่า มีการซื้อวัตถุดิบและสินค้าทุนเพื่อผลิตสินค้ารองรับคำสั่งซื้อที่มีล่วงหน้า และทำให้ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในอนาคต ขณะเดียวกัน ดัชนีตลาดหุ้นเหล่านี้ไต่ระดับเรื่อยๆ กระทั่งทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) ให้เห็นตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ประการที่สอง เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรก เพราะแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากล่าช้ามาตลอดครึ่งปีแรก ขณะเดียวกัน มีการปรับรูปแบบการลงทุนโครงการภาครัฐ จากที่ลงทุนเองทั้งหมดเป็นให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน น่าจะกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากขึ้น หลังจากมีสัญญาณการนำเข้าเครื่องจักรใหม่เพิ่มให้เห็นแล้ว ยิ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวครึ่งปีแรกเติบโตดี ทำให้มั่นใจได้ว่า บรรยากาศการค้าขายน่าจะคึกคักขึ้น 
นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีการออกไป Roadshow แผนจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อดึงเงินลงทุนจาก ต่างชาติในระยะยาว ซึ่งหากแนวนโยบายมีความชัดเจน โดยเฉพาะการให้แรงจูงใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะทำให้สามารถคาดหวังเม็ดเงินลงทุนโดยตรงใหม่ๆ ได้ในระยะยาวเห็นผลตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากแนวนโยบายอันนี้มีความคล้ายคลึงกับแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษ 2520-2530 
ประการที่สาม ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การเลือกตั้งในยุโรป หรือความกังวลต่อแนวนโยบายเศรษฐกิจของผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ เริ่มคลายตัว ทำให้บรรยากาศการลงทุนครึ่งปีหลังมีแรงกดดันลดลง ยิ่งหุ้นไทยครึ่งปีแรกให้ผลตอบแทนเพียง 2% ต่ำสุดในภูมิภาค ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นน้อยมาก ทำให้แรงขายอย่างมีนัยยะต่อตลาดไม่น่าเกิดขึ้น และมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นทันทีที่มีเม็ดเงินใหม่ๆ ไหล เข้ามา จากการเป็นตลาดหุ้นที่ Laggard ตลาดหุ้นอื่นๆ 

นักกลยุทธ์รุ่นใหญ่เหล่านี้ ทิ้งท้ายด้วยว่า หากมีเม็ดเงินใหม่ๆ ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จะเห็นดัชนีไต่ระดับไปถึง 1,650 จุด แต่กว่าจะเห็นผลคงต้องรอไตรมาสสุดท้าย เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า จะเห็นตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานในไตรมาส 3 

ทำใจ ไตรมาส 3 หุ้นปรับฐาน แต่เชื่อดัชนีไม่หลุด 1,550 จุด เลวร้ายสุด 1,530 จุด
พี่วัฒน์ ของทิสโก้ เปิดประเด็นว่า แรงกดดันที่ทำให้หุ้นทั่วโลกปรับฐาน เกิดจากการเริ่มต้นดูดซับสภาพคล่องทางการเงินที่เกิดจากมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (Quantitative Easing หรือ QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในวันที่ 20 กันยายน ทำให้มีการปรับพอร์ตการลงทุนหุ้น ล่วงหน้า 2 เดือน ยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐ ดีดตัวขึ้นต่อเนื่อง 10 เดือนติด โดยดัชนี S&P500 ทำสถิติสูงสุดตั้งแต่เกิดวิกฤตดอทคอม มาซื้อขายที่ Forward P/E 18 เท่า โดยไม่ลงเกินกว่า 5% เทียบเฉลี่ยย้อนหลัง 4 ปี ที่จะมีการปรับฐานทุก 6 เดือน ประกอบกับมีสัญญาณ Negative Divergence กับ Citi Economic Surprise Index ซึ่งปกติจะเคลื่อนไหวในทิศทาง เดียวกัน ทำให้อาจเกิด Bull Trap ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเห็นหุ้นสหรัฐ ปรับฐาน 5% มีผลให้ดัชนี Dow Jones ลง 1,000 จุด


และไม่ใช่แค่หุ้นสหรัฐ เท่านั้นที่แพง หุ้นเอเชีย STOXX600 ยังซื้อขายที่ Forward P/E  สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ยกเว้นตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพียงตลาดเดียว ทำให้น่าจะเห็นหุ้นทั่วโลก ปรับฐานรอบใหญ่ครั้งหนึ่ง แต่หุ้นไทยไม่น่า ได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะเป็นตลาดที่ Laggard ตลาดหุ้นอื่นๆ จึงมี Downsize จำกัด



“ทางดอยซ์แบงก์และทิสโก้ คาดว่า การประชุม FED วันที่ 20 กันยายนนี้ หาก FED ไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นต่ออีก 25 Basis points เป็น 1.25-1.50% ก็จะประกาศ ลดงบดุลลงจากปัจจุบันที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลไตรมาส 4 ทันที ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่อง Risk Off Mode ต้องปรับพอร์ตล่วงหน้า ส่งผลให้หุ้นทั่วโลกลง 1-2 เดือน แต่เชื่อว่าหุ้นไทยจะลงน้อย ไม่หลุด 1,550 จุด เพราะนักลงทุนต่างชาติไม่มีหุ้น ในพอร์ตจึงไม่มีจะขาย อย่างไรก็ดี ต้องระวังแรงขายจากกองทุนในประเทศกดให้ดัชนี ต่ำกว่า 1,550 จุด แต่ก็ไม่น่าจะหลุดแนวรับที่ 1,530 จุด” พี่วัฒน์ ฟันธง 

ด้านหนุ่มอู๊ด ตัวแทนจากเคทีบี เสริมเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 บริษัท จดทะเบียนไทยมีแนวโน้มไม่สดใส โดยระบุ การที่ไตรมาส 2 มีวันหยุดยาวหลายช่วง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นปัจจัยกดดันให้กำไรของภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว นอกจากนั้น กำไรพิเศษที่เกิดในไตรมาสแรกราว 2 หมื่นล้านบาท ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่สำคัญ ราคาน้ำมันและโภคภัณฑ์ต่างก็ปรับลดลงจากไตรมาสแรก ฉุดให้หุ้นกลุ่มพลังงานมี  Stock Loss ขณะที่หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ฐานกำไรจะลดลงตาม Spread ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัวลง แม้แต่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ก็ได้รับผล กระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ในหลายบริษัท  กดดันให้ต้องกันสำรองเพิ่มขึ้น
และเนื่องจากหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และปิโตรเคมี เป็น 3 กลุ่มที่มีกำไรไตรมาสแรกโดดเด่นที่สุด โดยทำกำไรรวมกัน 1.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 57% ของกำไรทั้งหมด 2.8 แสนล้านบาท จึงทำให้มั่นใจได้ว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 จะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก 


อย่างไรก็ดี การที่บริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาสแรกโชว์กำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ยังมั่นใจได้ว่า แนวโน้มผลประกอบการปีนี้จะยังเติบโตได้ ในอัตราเลขตัวเดียว จึงทำให้สบายใจได้ว่า ตลาดมีความเสี่ยงขาลง (Downsize) จำกัด โดยกรณีปกติ ดัชนีน่าจะยืนประคองตัวได้เหนือ 1,550 จุด ส่วนกรณีเลวร้ายสุด ดัชนีจะไม่ต่ำกว่า 1,516 จุด 
“เพราะปีนี้เป็นปีแรกที่จะมีการถอดถอนเงินจากมาตรการ QE ทำให้เม็ดเงินที่จะดูดกลับไม่น่ามาก ยิ่งดอกเบี้ยโลกยืนประคองตัวระดับต่ำ ทำให้หุ้นยังเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจมากที่สุด โอกาสเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้นจึงมีมากกว่าขาย จริงอยู่ที่กำไรตลาดปีนี้ไม่ดี โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ 8% ก่อนเพิ่มเป็น 11% ในปีหน้า แต่การที่หุ้นไทยวันนี้ซื้อขายที่ Forward P/E 15 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดอื่น ทำให้ผมยังเชื่อว่าจะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้น เพราะมีความเสี่ยงไม่มากแล้ว แนวรับบริเวณ 1,550 จุด น่าจะเป็นจุดที่รับอยู่ แต่หากมีข่าวร้ายใหม่ๆ เข้ามากระทบอาจเห็นดัชนีอ่อนตัวได้อีก แต่จะไม่ต่ำกว่า 1,516 จุด” มงคล อธิบาย
ส่วนตัวแปรที่จะทำให้เริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้น จะมี 2 ปัจจัย คือ ปฏิกิริยาของนักลงทุนที่มีต่อท่าทีของ FED และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 บริษัทจดทะเบียนไทย โดยมีความเป็นไปได้ด้วยว่า เงินที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยบางส่วนจะเป็นเงินที่โยกออกมาจากตลาดตราสารหนี้


สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 พี่วรุตม์ รุ่นใหญ่จากค่ายเออีซี บอกว่า ไม่ห่วงหุ้นใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ โดยกลุ่มธนาคารมีปัจจัยหนุนจากแผนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชนช่วยกระตุ้น ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีปัจจัยใหม่เรื่องยอด Presales ที่ดีขึ้นในไตรมาส 2 และการถูกปฏิเสธสินเชื่อที่ลดลง ตลอดจนการเปลี่ยนทำเลในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมจากแนวรถไฟฟ้า มาเป็นทำเล New CBD ใหม่ บนถนนพระราม 4 หรือถนนพระราม 9 ช่วยคลายความวิตกกังวลเรื่องปัญหาล้นตลาด (Oversupply) ได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้ การที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ซื้อขายที่ P/E ค่อนข้างต่ำ แต่สามารถคาดหวังเงินปันผลในระดับ 5-6% จึงน่าสนใจเช่นกัน 
ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสาร มีปัจจัยหนุนเรื่องการ เติบโตของกำไรที่ยั่งยืน และการจ่ายปันผลที่จูงใจ เมื่อเทียบกับระดับราคาที่สมเหตุสมผล

อย่าประมาทหุ้นไทยอาจ sideway ยาว หากเศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้นช้า
อย่างไรก็ตาม นักกลยุทธ์หนุ่มจาก บล.กสิกรไทย กลับมองต่างมุมจากรุ่นใหญ่ โดยคาดหมายว่า ตลาดจะยังคง Sideway ต่อไป หลังจากมีการปรับฐานในไตรมาส 3 เพราะเขาเชื่อว่า หุ้นไทยยังขาดปัจจัยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ทำให้ดัชนีสิ้นปีไม่น่ายืนได้เหนือ 1,600 จุด ถึงแม้จะมีเม็ดเงินใหม่จากกองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไหล เข้ามาซื้อหุ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี
“ผมยังกังวลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพราะยังไม่มั่นใจว่า แนวนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจของภาครัฐจะล่าช้าเหมือนใน ครึ่งปีแรกหรือไม่ ขณะที่การส่งออกอาจทำ ได้ไม่ดีนัก เพราะฐานครึ่งปีหลังปีก่อนสูง ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายตัว ปรับฐานลงมา ค่าเงินบาทก็แข็ง ทำให้มีคำถามว่า รายได้ภาคเกษตรจะเติบโตได้ดีเพียงไร ส่วนภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นตัวเลขการว่างงานปรากฏจากที่ไม่มีเลย สะท้อนให้ เห็นว่า ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไม่สามารถ ใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่ แล้วจะคาดหวังการเติบโตของการลงทุนภาคเอกชน และการอุปโภคบริโภคได้แค่ไหน เมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีคำถาม ผมจึงมองดัชนี สิ้นปีต่ำกว่าคนอื่น แค่ 1,570 จุด” ปิง ให้เหตุผล 
เขายังบอกอีกว่า ตลาดหุ้นครึ่งปีหลัง อาจแกว่งตัวเหมือนในไตรมาส 2 เพราะไม่มีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้า ถึงแม้จะเห็นนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้สูงเฉียด 1.4 แสนล้านบาท แต่เงินลงทุนส่วนใหญ่ กลับพุ่งไปที่ตราสารหนี้ระยะยาวมากกว่า 1 ปี สูงถึง 8.8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 60% ของเงินทั้งหมด ส่วนเงินลงทุน ในตลาดหุ้น เมื่อตัดรายการที่เป็น Big Lot รายการสำคัญๆ ออก จะพบว่า นักลงทุน ต่างชาติไม่ได้ซื้อสุทธิ แต่กลับขายสุทธิ 1.3 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่า นักลงทุน ต่างชาติมองหุ้นไทยไม่น่าสนใจ 
ส่วนนักลงทุนในประเทศเอง ก็ไม่สนใจหุ้นที่ P/E แพงๆ แล้ว สังเกตได้จากเมื่อมี แรงซื้อหนุนราคาหุ้นขึ้นไประดับหนึ่ง มักเจอแรงเทขายออกมาเสมอ ตลาดจึงแกว่งในลักษณะ Sideway อย่างต่อเนื่อง เวลาขึ้นก็ไปได้ไม่ไกล เวลาลงก็จะไม่มาก 
แนวคิดแบบอนุรักษนิยม (Conservative) ของนักกลยุทธ์หนุ่มจากกสิกรไทย ได้รับกระแสตอบรับจากเซียนเทคนิคอย่าง “เสี่ยป๋อง” วัชระ แก้วสว่าง และกูรูหุ้นคุณค่า (VI) เมืองไทย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เช่นกัน
“หุ้นไทยวันนี้ อยู่ในระดับเดียวกับเมื่อ 4 ปีก่อน แต่การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าภูมิภาค ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่สนใจ นักลงทุนจึงหันมาเก็งกำไรหุ้นขนาดกลาง และเล็กแทน เมื่อมีแรงซื้อดันราคาขึ้นมา ซื้อขายที่ P/E สูงเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น ถึงจุดๆ หนึ่งจะเจอแรงขายกระจายตัวออกมา ตลาดจึงแกว่งในลักษณะ Sideway เป็นส่วนใหญ่ การเลือกหุ้นลงทุนต้องเน้นที่ราคาถูกจริง” กูรู VI รุ่นใหญ่ ขานรับ
“ในความรู้สึกส่วนตัว โอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทะลุ 1,600 จุด เป็นไปได้ยาก หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้า หุ้นกลุ่มนำตลาด ทั้งพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ยังถูกกดดัน ทำให้ตลาดขาดเม็ดเงินใหม่ นักลงทุนขาดความมั่นใจ และหันไปลงทุนหุ้นเป็นรายตัว ส่งผลให้ตลาดแกว่งในลักษณะ Sideway ตามการเก็งกำไรระยะสั้นเป็นหลัก สังเกตได้จากทุกครั้งที่หุ้นขึ้น จะเจอแรงขายทำกำไรตามมาในเวลาอันรวดเร็ว บางครั้งผมเองยังไม่เข้าใจตลาดเลย เพราะสัญญาณทางเทคนิคยังดี แต่กลับเจอแรงขายกดดันราคา หรือหุ้นบางตัวมีข่าวร้ายเข้ามากระทบ แต่ราคาหุ้นตัวอื่นในธุรกิจเดียวกันกลับปรับฐานตามไปด้วย เพราะฉะนั้น ผมยังมองว่าการลงทุนครึ่งปีหลัง ยังต้องระมัดระวังต่อไป” เสี่ยป๋อง เปิดใจ 

พอร์ตหุ้นครึ่งปีหลัง เน้น 3 ป. หุ้นปลอดภัย หุ้นปันผลและหุ้นมีประเด็นรายตัว
สำหรับแนวทางจัดพอร์ตลงทุนครึ่งปีหลัง 4 นักกลยุทธ์มีแนวคิดคล้ายกันว่า เน้นลงทุนแนวปลอดภัยเป็นหลัก โดยเน้นสะสมหุ้นที่ราคาสมเหตุสมผล และมีปัจจัยสนับสนุน ลดการลงทุนหุ้นราคาแพง P/E สูง หรือหุ้นที่เติบโตไม่ยั่งยืนออกไปก่อน
“เพราะผมมองตลาดยังมีความเสี่ยงสูง การจัดพอร์ตจึงเน้นปลอดภัย ผมจึงชอบหุ้นที่มี Low P/E แต่ Earning Strong และมี Hi-dividend ประกอบไปด้วย KKP LH และ PSH เพราะหุ้นเหล่านี้ให้ปันผลระดับ 6-8% และราคาไม่แพง โดยซื้อขายที่ P/E ประมาณ 10 เท่า” หนุ่มปิง เปิดประเด็น
“เพราะตลาดมี Upside ไม่มาก เรามองเป้าที่ 1,663 จุด การลงทุนหุ้นใหญ่ที่เกาะดัชนีตลาดไม่น่าจะให้ผลตอบแทนมาก จึงควรจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่างหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 40% กับหุ้นมีปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่ หุ้นที่ราคาลงมาก หรือหุ้นที่มี Growth สูง ในสัดส่วน 30% และถือเงินสด 30% เพื่อรอจังหวะลงทุน เน้นเล่นรอบเป็นหลัก และถือข้ามปีสำหรับหุ้นขนาดใหญ่บางตัว” มงคล ชี้ประเด็น
ซึ่งเมื่อให้เลือกหุ้นใหญ่ เขาชี้เป้าไปที่หุ้น BBL PTTGC กับ GPSC ส่วนหุ้นที่มีปัจัย เฉพาะตัว จะมี CK PSH และ WICE
เขาลงรายละเอียดหุ้นเป็นรายตัวด้วยว่า การเลือกหุ้น BBL มีสาเหตุจากเป็นหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับฐานลูกค้าสินเชื่อเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จึงมีความเสี่ยงเรื่องหนี้จำกัด คาดกำไรปีนี้ขยายตัวจากปีก่อน 9.6% เป็น 3.48 หมื่นล้านบาท ส่วนหุ้น PTTGC ได้ ประโยชน์จาก Spread ปิโตรเคมียังมีแนวโน้ม ขาขึ้น แม้จะมีผลขาดทุนจากธุรกิจโรงกลั่นกดดันกำไรไตรมาส 2 อยู่บ้าง แต่คาดว่า กำไร ไตรมาส 2 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี สำหรับ GPSC เป็นโรงไฟฟ้าที่ยังใช้กำลังการผลิตได้ ไม่เต็มที่ ต้องรอผลจากการพัฒนา 5 โครงการ ภายใน 4 ปีนี้ เพื่อยกฐานกำไรขึ้นจาก 2.7 พันล้านบาท เป็น 4.4 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 18% จึงถือเป็นหุ้นปลอดภัย เช่นเดียวกับ PSH ที่การลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ 6% และยังมีโอกาสลุ้น Capital Gain จากราคาหุ้นในอนาคต หากเศรษฐกิจ ครึ่งปีหลังฟื้นตัว อีกทั้งแผนรุกตลาด Premium ประสบความสำเร็จ เพราะคาดว่ากำไรไตรมาสแรกจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ขณะที่ CK กับ WICE มีเหตุผลคล้ายกัน คือ ราคาหุ้นยังมี  Upside สูง เมื่อเทียบกับพื้นฐานกำไร 
“เพราะเรามองเป้าครึ่งปีหลังที่ 1,650 จุด การเล่นรอบน่าจะเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่มีประโยชน์มากสุด โดยขายทำกำไรเมื่อดัชนีทะยานแตะแนวต้านที่ 1,600 จุด หรือก่อนประชุม FED ช่วงต้นเดือนกันยายน หรือต้นเดือนธันวาคม และถือลงทุนยาวหากดัชนีทะลุ 1,600 จุด ส่วนหุ้นที่ควรมีในพอร์ตลงทุน ให้เลือกหุ้นที่ Outperform ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก รับเหมาก่อสร้าง สื่อสาร และโรงแรม อาทิ TPIPP EA BCPG BPP CK UNIQ DTAC INTUCH CENTEL ERW MINT” มือเก๋าจากทิสโก้ สรุปประเด็น 
เขาทิ้งท้ายด้วยหุ้นรายตัวอย่าง JWD และ ROJNA ด้วยว่า น่าจะมีติดพอร์ตเพราะ JWD น่าจะเห็นการเติบโตของกำไรในครึ่งปีหลังสูง จากการฟื้นตัวของรายได้ใน 3 ธุรกิจหลัก คือการบริการรับฝากและบริหารสินค้าทั่วไป (General Warehouse) การบริการรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) และคลังสินค้าห้องเย็น (Cold Chain) ขณะที่ รายได้จากการบริการรับฝากและบริหารรถยนต์ (Automotive) ยังดีต่อเนื่อง และมี รายได้จากการลงทุนในภูมิภาคอินโดจีนหนุนเพิ่ม นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเห็นกำไรเติบโตก้าวกระโดดจากการซื้อกิจการ และหาพันธมิตรขยายขอบเขตการทำธุรกิจในอนาคต
ขณะที่ ROJNA มีจุดเด่นเรื่องราคาหุ้น ที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานซึ่งเปลี่ยนไป จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรม มาเป็นขายไฟฟ้าและบริการสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม ในสัดส่วนถึง 70% และยังมีมูลค่าซ่อนเร้น (Hidden Value) จากการมีที่ดินที่บ่อวิน และแหลมฉบัง ซึ่งจะได้ประโยชน์มากหากแผนจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เกิดผลที่เป็นรูปธรรมในอนาคต
“การจัดพอร์ตหุ้นครึ่งปีหลัง ควรผสมผสานระหว่างหุ้น 3 กลุ่ม คือ หุ้นปันผลดี หุ้นปลอดภัย กับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และแผนจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเมื่อคัดเลือกหุ้นปันผลดีที่มีปัจจัย พื้นฐานรองรับ เราชอบ INTUCH ADVANC SIRI ส่วนหุ้นปลอดภัย ให้น้ำหนักไปที่หุ้นกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว อย่าง AOT ERW หรือ MINT ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่ม โรงพยาบาลที่ได้ประโยชน์จากการปรับเพิ่มเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยประกันสังคม โดยเฉพาะ BCH กับ CHG” นักกลยุทธ์รุ่นใหญ่ค่ายเออีซี ให้คำแนะนำ
เขายังอธิบายเพิ่มถึงสาเหตุที่ให้ลงทุน หุ้นที่ได้ประโยชน์จากแผนลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานว่า น่าสนใจมากขึ้น เพราะน่าจะเห็น การเปิดประมูลโครงการทั้งในและต่างประเทศ ที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่ครึ่งหลังปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ทำให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างน่าจะมีการเติบโตของรายได้ โดดเด่น โดยมี CK และ UNIQ เป็นดาวเด่น ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะมี Valuation ต่ำที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ SCCC เป็นหุ้นเด่นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เพราะน่าจะเห็นการเติบโตของธุรกิจปูนซิเมนต์ ช่วยต่อยอดรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 
สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแผนจัดตั้ง EEC ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษต่อไป ให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีฐานธุรกิจในภาคตะวันออกอยู่แล้ว เป็นลำดับแรก อย่าง AMATA น่าจะได้ประโยชน์ จากการขายที่ดินให้นักลงทุนต่างชาติช่วยผลักดันการเติบโตของรายได้ หรือ WIIK ก็ น่าจะเห็นรายได้ทั้งจากธุรกิจบริหารและจัดการน้ำ กับธุรกิจท่อและข้อต่อพลาสติกเติบโต คล้ายกับ ETE ที่น่าจะมีรายได้เพิ่มจากธุรกิจบริการงานวิศวกรรม ทั้งงานระบบไฟฟ้าและงานระบบโทรคมนาคม 



จัดพอร์ตแบบอนุรักษนิยม เลือกหุ้นกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ปันผลปีละ 4-5% และ P/E ไม่แพง
สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบเสี่ยง มีแนวทางจัดพอร์ตแบบอนุรักษ์นิยม จากเสี่ยป๋อง นักลงทุนรายใหญ่ว่า ควรเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ราคาไม่แพง หรือมี P/E ประมาณ 15 เท่า เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เก็บไว้ในพอร์ต เพื่อถือลงทุนระยะยาว หรือรอขายเมื่อนักลงทุนต่างชาติหวนกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย โดยฉวยจังหวะที่ตลาดปรับฐาน หรือพักฐานเพื่อซื้อสะสม 
ขณะที่ ดร.นิเวศน์ ให้ข้อคิดว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ตลาดหุ้นไม่สดใส โอกาสเห็นหุ้นเติบโตสูงเป็นเรื่องที่ยาก การเลือกลงทุนหุ้นคุณค่า เน้นไปที่หุ้นที่ P/E ไม่แพง มีการเติบโตของกำไรสม่ำเสมอ จ่ายปันผล ปีละ 4-5% เพื่อหวังผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7-8% น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ซึ่งหุ้นที่เข้าข่ายดังกล่าว จะมีหุ้นธนาคารพาณิชย์ เพราะมีกำไรเติบโตทุกปี หนุนให้ราคาหุ้นปรับขึ้นได้ปีละ 4-5% ไม่นับรวมเงินปันผลอีกปีละ 2-3% รวมถึงหุ้นบางตัวในกลุ่มสื่อสาร หรือพลังงาน 
ที่สำคัญ อย่าลืมกระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อกองทุน LTF กับ RMF เพื่อเอาสิทธิ ประโยชน์ทางภาษี หรือแบ่งเงินไปลงทุนกองทุน หุ้นต่างประเทศบ้าง เพราะโดยข้อเท็จจริง ยังมีหุ้นหลายตลาดที่น่าสนใจกว่าหุ้นไทย

จากคอลัมน์ TALK ABOUT STOCK ของนิตยสาร Money&Wealth ฉบับที่ 172 เดือนสิงหาคม 2560

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ