News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ท่ามกลางสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ไม่ค่อยไปไหน (Sideway) ทำให้นักลงทุนวางกลยุทธ์การลงทุน ได้ไม่เต็มที่ หรือบางคนถึงขั้นขายหุ้นในพอร์ตออกไปก่อนเพื่อป้องกันความเสียหายจากความผันผวน เพราะหากดึงดันอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย อย่างไรก็ตาม  นักลงทุนอีกกลุ่มที่มุ่งเน้นลงทุนระยะยาวจะ มองหาหุ้นที่มีความปลอดภัยสูง ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล ซึ่งว่ากันว่าตลาด แบบนี้เป็นจังหวะการเข้าลงทุน
วิธีการหาหุ้นปันผลที่น่าลงทุนมีอยู่มากมาย บางคนเลือกด้วยการใช้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เป็นตัวชี้วัด โดยการลงทุนในหุ้นปันผลเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนในระยะยาวและมีความผันผวนค่อนข้างน้อย ซึ่งเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุน ในขณะนี้คือ เมื่อนักลงทุนมองไปข้างหน้าแล้วยังเชื่อว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง การเลือกหุ้นปันผลเข้าพอร์ตจะสามารถลดความเสี่ยงได้
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยคิดจากมูลค่าปันผลต่อหุ้นเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น ซึ่งหากหุ้นตัวใดมีอัตราผลตอบแทน จากเงินปันผลสูง แสดงว่าให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลสูง ซึ่งวิธีการเปรียบเทียบนั้น ส่วนใหญ่ นักลงทุนจะเปรียบเทียบระหว่างหุ้นแต่ละตัว เพื่อ ดูว่าตัวใดน่าสนใจมากกว่ากัน

ยกตัวอย่าง หุ้น A จ่ายเงินปันผล 3 บาท และวันที่คำนวณ (1 กรกฎาคม 2560) ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 40 บาท ผลลัพธ์ จะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.5%
ขณะที่หุ้น B จ่ายเงินปันผล 3 บาท และวันที่คำนวณ (1 กรกฎาคม 2560) ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 60 บาท ผลลัพธ์ จะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5%
จากตัวอย่าง สังเกตว่าถึงแม้หุ้นทั้งสองตัวจะมีเงินปันผลเท่ากัน (3 บาทต่อหุ้น) แต่หุ้น A กลับมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าหุ้น B เนื่องจากมีราคาหุ้นต่ำกว่า หมายความว่าถ้านักลงทุนซื้อหุ้น A ที่ระดับราคา 40 บาท และหุ้น A จ่ายเงินปันผล 3 บาท ต่อหุ้นเท่าเดิมจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.5% ต่อปี
จะสังเกตได้ว่า นักลงทุนที่สนใจลงทุนหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงๆ มักจะเป็นกลุ่มที่เน้นลงทุนในระยะยาว เพื่อรับเงินปันผลทุกๆ ปีไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับการที่ นำเงินไปฝากออมไว้ในธนาคารพาณิชย์เพื่อรับดอกเบี้ยเงินฝาก
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลถือเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยมของการลงทุน โดยสามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้น ยิ่งหุ้นตัวไหนให้อัตราสูงๆ จะได้รับความนิยมจากนักลงทุนระดับสูงเช่นเดียวกัน
นอกจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล นักลงทุนสามารถพิจารณาอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะกำไรต่อหุ้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารมีความสามารถในการบริหารกิจการและสร้างผลกำไรเป็นอย่างไร ซึ่งจะดูว่า ผู้บริหารทำงานดีแค่ไหนอาจจะดูที่การบริหารยอดขาย บริหารต้นทุนว่าทำได้ดีแค่ไหน
ขณะเดียวกันเมื่อบริหารงานแล้ว ผลกำไรที่ทำได้นั้น “จ่าย” ให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอและเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน หมายความว่า นอกจากบริหารให้มีประสิทธิภาพแล้ว ต้อง “ไม่ทิ้งผู้ถือหุ้น” ด้วย
กำไรต่อหุ้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในการสร้างกำไรให้กับเจ้าของกิจการ (ผู้ถือหุ้น) ได้มากน้อยแค่ไหน หรือกำไรต่อหุ้นเติบโตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะคืนทุนให้กับผู้ถือหุ้นได้เร็วเท่านั้น ซึ่งจากการสังเกตหุ้นที่มีการเติบโตกำไรต่อหุ้นสม่ำเสมอก็จะจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอตามไปด้วย

จากคอลัมน์ THE NUMBER ของนิตยสาร Money&Wealth ฉบับที่ 172 เดือนสิงหาคม 2560

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ