News Update

ทุกวันนี้ หัวหิน - ชะอำ กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงเป็นทำเลที่มีโรงแรมที่พักผุดขึ้นหนาแน่นกว่าดอกเห็ดหน้าฝน แต่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ที่นี่แทบไม่เป็นที่รู้จัก แทบไม่มีโรงแรมสมัยใหม่อยากไปเปิด จนกระทั่ง “เดอะรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท” ได้เปิดตัวขึ้นเมื่อ 34 ปีที่แล้ว นับเป็นโรงแรมเอกชนขนาดใหญ่ที่เข้าไปบุกเบิกและ ปลุกปั้น Destination แห่งนี้ให้เป็นที่รู้จักจนมาถึงทุกวันนี้
ตลอด 34 ปีของ “รีเจ้นท์ ชะอำฯ” คุณบี๋-ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป คือผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จ และทำให้โรงแรมแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะ “แหล่งพักผ่อนสำหรับครอบครัว” แต่ในวันนี้ บทบาทสำคัญของคุณบี๋ หาใช่การบริหารโรงแรมอีกต่อไป แต่เป็นการฟูมฟักผู้บริหารรุ่นต่อไป “คุณนูนู่-วศุมา คณาธนะวนิชย์” ลูกสาวคนโตที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางและต่อยอด เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ให้งอกงามเติบใหญ่ต่อไป

34 ปีบนจุดยืน “คุณค่าการให้เวลาของครอบครัว”
คุณบี๋กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของเดอะ  รีเจ้นท์ กรุ๊ป ว่าเริ่มจากความชื่นชอบ ของคุณพ่อคุณแม่ที่ชอบพาครอบครัวไปพักผ่อนที่ทะเล และให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างมาก
“ท่านบอกว่าวันนึงอยากจะทำโรงแรมเพื่อที่ครอบครัวจะได้มาพักผ่อนแบบด้วยกัน กระทั่งได้ที่ดินแถวชะอำ ซึ่งตอนนั้น หัวหิน - ชะอำยังเงียบมาก แต่ท่านมองว่าสงบ เป็นธรรมชาติ เหมาะกับการพักผ่อน เหมาะที่คนในครอบครัวจะมาใช้ชีวิตและพักผ่อนร่วมกันอย่างแท้จริง ท่านจึงลงทุนสร้างโรงแรมที่นี่”
หลังเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์ฯ คุณบี๋เดินตามรอยคุณแม่ด้วยการไปทำงานเงินทุนหลักทรัพย์ แต่เพียงไม่นานก็ค้นพบว่าไม่ตอบโจทย์เธอ เพราะเธอชอบพบเจอผู้คน จึงเริ่มมาทำงานที่โรงแรมตั้งแต่ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ เริ่มจากทำงานที่ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายขาย ฯลฯ จนได้เริ่มทำงานด้านบริหารแต่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของคุณแม่ หลังจากเรียนรู้งานอย่างลึกซึ้งนานเกือบ 20 ปี ในที่สุดเธอก็ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการต่อจากคุณแม่
“เมื่อ 34 ปีที่แล้ว ที่นี่ถือเป็นโรงแรมใหญ่แห่งเดียวสำหรับ Destination นี้  เรามาก่อนทุกคน เรียกว่าจุดประกายให้โรงแรมสมัยใหม่เริ่มมาที่นี่ แต่ช่วง 10 ปีแรกลำบากมาก ในการที่จะทำให้ นักท่องเที่ยวรู้ว่าหัวหิน - ชะอำอยู่ตรงไหน”
แนวทางคือจับมือร่วมกับโรงแรมอื่นใน 2 ทำเลนี้ เพื่อจัดตั้งเป็นสมาคมธุรกิจ ท่องเที่ยวหัวหิน - ชะอำ เพื่อผลักดันโปรโมตทำเลแห่งนี้ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและในระดับโลก โดยคุณบี๋ได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมฯ คนแรก โดยเธอยอมรับว่า การช่วยจุดประกายให้หัวหิน - ชะอำ กลายเป็น  Destination ที่นักท่องเที่ยวทุกคนรู้จักและนิยมมาจนถึงวันนี้ ถือเป็นหนึ่งในผลงาน ที่เธอภูมิใจมาก
สำหรับ 10 ปีที่ยากลำบากที่สุด คุณบี๋กล่าวว่าอยู่ในช่วง 10 ปีหลัง โดยนอกจากการแข่งขันที่สูงทั้งในทำเลเดียวกัน และในทำเลอื่น เช่น พัทยาที่สร้างจุดขายใหม่ คือการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ใกล้กรุงเทพฯ และมีกิจกรรมหลากหลาย หรือกลุ่มจังหวัดทางทะเลภาคใต้ โดยเฉพาะภูเก็ต และพังงา ที่มีเส้นทางบินตรง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถบินตรงไปยังปลายทางได้เลย ส่งผลให้จุดขายของหัวหิน - ชะอำ ในเรื่องความใกล้กรุงเทพฯ จึงใช้ไม่ได้ผลกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเหมือนเคย แต่สิ่งที่เหนื่อยที่สุด คือปัญหาการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้และคาดการณ์ได้ยาก 
สำหรับวิธีแก้ปัญหา คุณบี๋ใช้วิธีพิจารณาปรับกลุ่มตลาด (Market Segment) ใหม่ จากที่เคยมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% รีเจ้นท์ ชะอำฯ  หันมาเจาะตลาดงานประชุมมากขึ้น  โดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐ และให้ความสำคัญกับตลาดลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน สัดส่วนลูกค้าคนไทยและต่างชาติอยู่ประมาณ 60 : 40 โดยในลูกค้าต่างชาติ ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 60% โดยมีลูกค้าที่เป็น Repeat Guests ราว 200-300 คู่ ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป
“ลูกค้าคนไทยก็มีบ้างที่เป็นแขกเก่ามาพักที่นี่ซ้ำเสมือน “บ้านหลังที่สอง” และกลุ่มคนที่เคยมาพักกับพ่อแม่เมื่อสมัยเด็ก แต่ตอนนี้ เรามองว่าน่าจะต้องขยาย Market Segment มุ่งไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัวใหม่มากขึ้น ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ดีที่ลูกสาวเข้ามาช่วย เพราะเขาเป็นคนรุ่นใหม่ มันก็น่าจะเข้าสู่ยุคของเขาแล้ว”
คุณบี๋ทิ้งท้ายว่า เธอคงไม่คาดหวังว่ารุ่นต่อไปต้องทำอะไรเพื่อก้าวไปถึงจุดไหน เพราะหน้าที่ของเธอสิ้นสุดแค่การส่งมอบ “ของขวัญ” ที่เธอได้ทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนผู้บริหารรุ่นลูกจะทำอย่างไรกับของขวัญชิ้นนี้ก็แล้วแต่เขา เช่นเดียวกับที่เธอไม่รู้สึกห่วงอะไร เพราะมั่นใจว่าได้ติดอาวุธ (ความรู้) และสร้างภูมิคุ้มกัน (ประสบการณ์) ให้กับลูกเอาไว้แล้ว จึงเชื่อว่าลูกทั้งสองคนจะนำพา “เดอะ รีเจ้นท์” ก้าวต่อไปได้

Regent Cha-Am Hospitality School งานรักหลังเกษียณ
คุณบี๋กล่าวว่า อีก 3 ปี (เธอจะมีอายุ 60 ปี) เธอน่าจะเริ่มถอยจากงานโรงแรม เพื่อปล่อยให้ลูกสาวและลูกชายได้กำหนดทิศทางธุรกิจเอง ส่วนเธอคงจะหันมาทุ่มเทเวลาให้กับอีกงานที่เธอรัก ซึ่งเป็นงานที่เธอรู้สึกว่าได้สร้างคุณค่าและตอบแทนสังคม นั่นคือการบริหารโรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยวรีเจ้นท์ ชะอำ Regent Cha-am Hospitality School (RHS) ซึ่งเปิดตัวเมื่อปลายปี 2557
“การทำงานตรงนี้ ต้องมีใจรักบริการ และรัก (passion) ที่จะมอบความสุขให้แขกที่มาพัก มันคือเรื่องของความรู้สึกและการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เพราะทุกโรงแรมมีเตียง มี หมอน มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนๆ กัน สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจคือประสบการณ์ ซึ่ง “หัวใจ” ก็คือ “คน” ที่เป็นผู้สร้างประสบการณ์ พี่ถึงมาสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมา”
คุณบี๋เล่าว่า ตลอดกว่า 30 ปี  รีเจ้นท์ ชะอำฯ ได้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพออกมาในอุตสาหกรรมนี้มากมาย หลายคนมีโอกาสไปเติบโตในโรงแรมต่างๆ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ที่นี่จึงความเป็นโรงเรียนอยู่ในตัวมานานแล้ว แต่แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาปลุกปั้น RHS นั้นเป็นเพราะตลอดวาระในการเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เธอพบว่าอุตสาหกรรมนี้มีปัญหาขาดแคลนบุคลากรมาตลอด โดยเหตุผลหลักข้อหนึ่งคือ หลักสูตรผลิตบุคลากรในด้านนี้ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมมาก เพราะตำแหน่งที่ขาดแคลนคือระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่ระดับบริหาร
นอกจากนี้ เธอยังต้องการให้ RHS เป็นทางเลือกในชีวิตให้กับเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง หรือผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ได้มีอาชีพที่สร้างรายได้ไม่แพ้ผู้เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ทำให้เธอมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสังคม ด้วยการทำให้ผู้เรียนได้สร้างคุณค่าให้กับตัวเองและประเทศ โดยคุณสมบัติของผู้สมัครที่ต้องการคือ มีอายุระหว่าง 17-35 ปี จบ ม.6 และที่สำคัญที่สุดคือ มีใจบริการ


ปัจจุบัน RHS เปิดสอนทั้งหมด 4 หลักสูตร คือ 1. หลักสูตรการบริการส่วนหน้า 2. หลักสูตรแม่บ้านโรงแรม  3. หลักสูตรการบริการอาหารและเครื่องดื่ม และ 4. หลักสูตรการประกอบอาหาร ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาจีนและอังกฤษที่มุ่งเน้นเพื่อการสื่อสาร ใช้ระยะเวลาเรียนเพียง 9 เดือน โดย 6 เดือนแรก เน้นให้ความรู้พื้นฐานควบคู่กับการฝึกงานจริงในโรงแรม รีเจ้นท์ ชะอำฯ ส่วน 3 เดือนหลัง จะส่งเด็กออกไปสัมภาษณ์เพื่อฝึกงานกับโรงแรม 4-5 ดาว ในเขตชะอำและหัวหิน รวมถึงกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ โดยเมื่อจบหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตร
คุณบี๋เล่าว่า หลังเปิดสอนมาแล้ว 4 รุ่น มีนักเรียนจบมาแล้ว 100 กว่าคน ซึ่งทุกคนได้งานทำทันทีหลังเรียนจบ ขณะที่นักเรียนบางส่วนก็ตั้งใจมาเรียนเพื่อนำความรู้ไปเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือบริหารอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง
“เรามุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและฝีมือการปฎิบัติงาน รวมถึงปลูกฝังจิตวิญญาณการให้บริการบนมาตรฐานโรงแรม 4-5 ดาว และทำให้เขาซึมซับว่างานบริการเป็นงานหนัก แต่เป็นงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข”




วศุมา คณาธนะวนิชย์ “ลูกไม้ ใต้ต้น”  ของปิยะมาน
ช่วงต้นปี 2559 ชื่อของ “รีเจ้นท์ ชะอำฯ” กลายมาเป็นทอล์ก-ออฟ-เดอะ-ทาวน์ ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่ดูมีชีวิตชีวาและสดใส (Fresh) ขึ้นมาก ซึ่งเป็นผลงานจากโปรเจกต์ “ปรับลุคครั้งใหญ่ของ รีเจ้นท์ ชะอำฯ (Regent Cha-am Redefine)” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Life Destination” เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทุกครอบครัว และทุกช่วงจังหวะชีวิต โดยสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การเปิดตัวโรงแรมลุคใหม่ คงหนีไม่พ้นการเปิดตัวผู้บริหารรุ่นลูก “คุณนูนู่ -วศุมา คณาธนะวนิชย์” ลูกสาวคนโตของคุณบี๋ ผู้เป็นแม่งานดูแลโปรเจกต์ปรับลุคครั้งนี้

2 ปีแห่งการเรียนรู้ พัฒนา และพิสูจน์ตัวเอง
คุณนูนู่เข้ามาช่วยงานที่รีเจ้นท์ ชะอำฯ อย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ก่อนหน้านั้น เธอติดตามคุณแม่มาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่โรงแรมตั้งแต่ยังเด็ก หลังเรียนจบปริญญาโทด้าน Strategic Marketing จาก Imperial College ประเทศอังกฤษ เธอได้ไปฝึกงานมาหลายธุรกิจ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ เอเจนซีโฆษณา ฯลฯ ก่อนจะกลับมาทำงานกับคุณแม่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ซึ่งเป็นแผนกที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยมีงานหลัก 2 ด้านคือ ด้านพัฒนาปรับปรุงธุรกิจ และด้านการตลาด
“โปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์แรกที่ได้ทำคือ การรีโนเวตโรงแรมครั้งใหญ่เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยมีโจทย์คือต้องการพื้นที่ที่ดูมีความเป็นส่วนตัว และให้ความรู้สึกพักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งโรงแรมเรามีศักยภาพที่จะทำอย่างนี้ได้ การปรับภูมิทัศน์จึงเน้นสร้างให้มีความรู้สึกเป็นส่วนตัวมากขึ้น และจัดพื้นที่หน้าโรงแรมที่ติดทะเลให้ดูโดดเด่นขึ้น รวมถึงมีการนำร้าน Peppina ร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังแถวสุขุมวิทมาเปิดริมทะเล เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง”
ผู้บริหารวัย 27 ปี ย้ำว่า แม้การรีโนเวตครั้งนี้จะต้องการรองรับคนรุ่นใหม่มากขึ้น แต่จุดยืนหลักของ รีเจ้นท์  ชะอำฯ ยังคงเหมือนเดิม คือการเป็นสถานที่ที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข
“ลูกค้าเราส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัว มากัน 3 เจนเนอเรชั่นก็มี  มีลูกค้าบางคนพาพ่อแม่มาเพื่อจะพาไปเดินในสวน ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีต้นไม้สูงเยอะ ลูกค้าบางคนกลับมาที่นี่เพราะเคยมากับพ่อแม่หรือคุณตา คุณยายสมัยเด็กๆ ซึ่งความทรงจำที่ดีเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งของโรงแรมเราที่โรงแรมใหม่ๆ อาจไม่มี ฉะนั้น หน้าที่เราคือต้องทำ “โปรดักส์” ให้ดี มีการพัฒนาในเรื่องบริการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ และทำให้โรงแรมมี สิ่งใหม่ (Fresh) อยู่เสมอ”
ส่วนการดึงดูดลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยสัมผัส รีเจ้นท์ ชะอำฯ คุณนูนู่กล่าวว่า จะเน้นสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะ Social Media ของโรงแรม ให้มากขึ้น โดยจะนำเสนอให้เห็น “ภาพใหม่” พร้อมกับเรื่องเล่า (Story Telling) ของโรงแรมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ รวมถึงการมองหา “โปรดักส์” ใหม่มาช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ใหม่ ดังเช่นร้าน Peppina หรือการจัดอีเวนต์ เช่น คอนเสิร์ตริมทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้ผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ (Influencer)  ที่มีลุค Young at Heart สอดคล้องกับคาแร็กเตอร์ของโรงแรม มาช่วยให้มุมมองและบอกเล่าเรื่องราวในมุมต่างๆ ของโรงแรม
“บางทีเราอาจจะพูดเบาไป เรามีของดีแต่ยังไม่เคยโชว์ให้คนนอกดู เช่น ที่นี่มีต้นลีลาวดีหลายสายพันธุ์มาก เรามีพื้นที่หน้าหาดยาวกว่า 1 กม. มีสวนธรรมชาติอายุกว่า 70 ปี และมีเส้นทางจักรยานเสือภูเขาในสวนของโรงแรม (Bike Park) สำหรับมืออาชีพระยะทาง 4.5 กม. และมือสมัครเล่น 3 กม.  สิ่งเหล่านี้คือ Bit & Piece ที่เราต้องเอามาถ่ายทอดให้กับคนที่กำลังมองหาสิ่งเหล่านี้ ให้เขาได้รับรู้ ฉะนั้นเราต้องพยายามพูดสิ่งที่เรามีให้ดังขึ้นและบ่อยขึ้น และใช้ Social Media ให้มากขึ้นด้วย”
คุณนูนู่กล่าวว่า ปัจจุบัน การตลาดในโลกออนไลน์และ Social Media สำคัญมาก โดยเฉพาะคอมเมนต์ เพราะเธอเชื่อว่าทุกคอมเมนต์สามารถนำไปสู่การปรับปรุงที่ดีขึ้นได้อีกเยอะ ขณะเดียวกันก็ต้องมีหลักในการจัดการกับปัญหาหรือคอมเมนต์ที่ปรากฏในโลกออนไลน์ “โลกออนไลน์ ข่าวไม่ดีจะไปเร็วมาก ฉะนั้นเราต้อง Take Action ให้เร็ว เวลามีวิกฤติอะไรก็ตาม ต้องตอบรับเร็ว แก้ไขเร็ว และแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ดีที่สุด”
โดยทั่วไป ผู้บริหารที่รับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อแม่ มักเจอกับความท้าทายในเรื่องการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีอายุมากกว่าและอยู่กับองค์กรมานานกว่า แต่สำหรับคุณนูนู่ เธอบอกว่ามีความสุขกับทีมงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทีมงานหลายคนเคยเห็นเธอมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่เหตุผลสำคัญคือ เพราะเธอใช้วิธีสื่อสารตรง และรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน โดยทุกครั้งที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไร เธอจะอธิบายให้ทีมงานเห็นพ้อง (Buy-in) ว่าถ้าเปลี่ยนแล้วจะดีกว่าเดิมอย่างไร อีกทั้งยังต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอรักในงานที่ทำ เธอรู้จริงในสิ่งที่จะทำ และเธอมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำโรงแรมให้ดีขึ้น
“ขณะที่เพื่อนทำงาน เพื่อนต้องเรียนรู้เรื่องวินัยการทำงาน (Discipline) แต่สำหรับนู่ ต้องเรียนรู้เรื่องความเป็นผู้นำ (Leadership) ต้องรู้จักพูดและจูงใจทีมงาน ทำให้เขาเชื่อใจ มั่นใจ และกล้าพูดกับเราเวลาที่มีปัญหาเรื่องงาน”



เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ภายใต้วิสัยทัศน์ผู้บริหารรุ่นใหม่
“เนื่องจากที่ดินตรงนี้มีพื้นที่กว้างมาก เราอยากจะสร้างตรงนี้เป็นแลนด์มาร์ก โดยมี “โปรดักส์” อื่นเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่เราเชื่อว่ามีดีมานด์ โดยไม่ทำแค่โรงแรม แต่ทำให้เป็น Destination คือมีกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับลูกค้ากลุ่มนั้น เช่น ที่พักสำหรับกลุ่มคนวัยเกษียณ หรือรีสอร์ทสำหรับคนชอบทานอาหารสุขภาพ ฯลฯ นี่คือทิศทางที่เราอยากจะไป แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องสร้างแบรนด์ “เดอะ  รีเจ้นท์” ให้แข็งแกร่ง ให้ดีอย่างสม่ำเสมอ (Consistency) และให้เป็นแบรนด์โรงแรมที่ประสบความสำเร็จในหัวใจของนักท่องเที่ยว ให้ได้เสียก่อน”
คุณนูนู่ยอมรับว่า  ที่ผ่านมากว่า 30 ปี รีเจ้นท์ ชะอำฯ  มุ่งเน้น ในเรื่องของบริการและดำเนินธุรกิจ  (Operation) ของโรงแรมค่อนข้างมาก  จนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ (Branding) มากนัก ดังนั้น แผนงานสำคัญของเธอในทุกวันนี้นอกเหนือจากการเสาะหา “โปรดักส์” ที่เหมาะสมและมีศักยภาพมาเสริมทัพของ เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป งานหลักอีกอย่างของเธอก็คือ การสร้างแบรนด์ “เดอะ  รีเจ้นท์” ให้เป็นแบรนด์โรงแรมที่มีบริการเป็นเลิศ และมีความใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า ซึ่งอาจใช้ในการวางรากฐานแบรนด์ราว 2-3 ปี กว่าจะพร้อมต่อยอดไปสู่การเปิดตัวโรงแรมหรือรีสอร์ทใหม่
“การจะสร้างแบรนด์ให้สำเร็จต้องเกิดจากการทำงานเป็นทีม เพราะการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าเริ่มตั้งแต่การจอง จนถึงเช็กเอาต์ และเมื่อเกิดปัญหาต้องรีบแก้ไข แล้วเรียนรู้และพัฒนาจากข้อผิดพลาดทุกครั้ง ซึ่งหน้าที่หลักในฐานะผู้นำ คือเราต้อง Make Sure ว่าทุกคนทำงานพร้อมทำงานเป็นทีม และพร้อมจะก้าวไปด้วยกัน”
คุณนูนู่เชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจโรงแรมมามากพอสมควร อีกทั้งน่าจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ทีมงานทุกคนยอมรับได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็น่าจะถึงเวลาที่น้องชายของเธอน่าจะได้กลับมาช่วยแบ่งเบาบริหารงานของครอบครัว โดยเฉพาะทางด้านการเงินและการลงทุน ส่วนเธอเองก็จะเดินหน้าเต็มที่ในเรื่องการพัฒนาโปรดักส์ งานดีไซน์และงานสร้างสรรค์ และงานด้านการตลาด
สำหรับเป้าหมายสูงสุด คุณนูนู่บอกว่า ณ วันนี้ อาจยังไม่สามารถ ชี้ชัดได้ แต่ถ้ามีโอกาสเธออยากขยายอาณาจักร “เดอะ รีเจ้นท์” ให้มีโปรดักส์ ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม โดยจะเป็นโปรดักส์ใดขึ้นอยู่กับเทรนด์ในเวลานั้น
“สิ่งที่บอกได้วันนี้คือ อยากทำสิ่งที่แม่มอบให้ไว้อย่างดีที่สุด และถ้าจะขยาย ก็คงทำอะไรที่เชื่อมโยงถึง “เดอะ รีเจ้นท์” ซึ่งเป็นรากเหง้าของเรา และแน่นอนว่า คงทำอะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะเป็นสิ่งที่เราผูกพันและน่าจะทำได้ดี เพราะเราเห็นมาเยอะ ก็อยากจะเอาสิ่งที่ซึมซับจากคุณแม่ เอาประสบการณ์ที่มีทั้งหมด มาใช้ต่อยอดธุรกิจ”
ผู้บริหารวัย 27 ปีทิ้งท้ายว่า เช่นเดียวกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อาจยังบอกไม่ได้ในวันนี้ แต่สิ่งที่ยืนยันได้ คือเธอและน้องชายจะต้องเลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวและเดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป

จากคอมลัมน์ MONEY&WEALTH - ENTREPRENEUR ของนิตยสาร Money&Wealth ฉบับที่ 170 เดือนมิถุนายน 2560

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ