News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ผู้ลงทุนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกลยุทธ์แบบ  DCA (Dollar-Cost Averaging) กันดีอยู่แล้ว แต่จะใช้ให้มีประสิทธิภาพได้ ไม่ใช่เพียงแค่ตัดเงินไปลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือนเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเทคนิคที่จะทำให้การลงทุนแบบ DCA ประสบความสำเร็จ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการเงินและผลตอบแทนที่ได้รับ 
 
ความหมายของ DCA หรือ Dollar-Cost Averaging คือการทยอยลงทุนแบบสม่ำเสมอ หรือเท่ากันทุกๆ เดือน เป็นหนึ่งในกลยุทธ์คุ้นหูที่กูรูด้านการลงทุนมักจะแนะนำ โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่มีเวลาน้อยในการติดตามข้อมูล หรือไม่สามารถจับจังหวะลงทุนได้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงนักลงทุนหน้าใหม่  
 
การลงทุนแบบ DCA นอกจากคำว่า“วินัย” เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลยุทธ์นี้แล้ว การเลือกประเภทสินทรัพย์ ก็เป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน เพราะเป้าหมายการลงทุนของผู้ลงทุนส่วนใหญ่ คือผลตอบแทนที่จะได้รับ   
 
"สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล" นักวิเคราะห์กองทุนรวม ของ บล.ฟิลลิป บอกกับ Money Channel ว่า การออกแบบ DCA มักจะกำหนดด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้ลงทุนแต่ละคน เพราะทุกคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนอยากรักษาเงินต้นและเอาชนะเงินเฟ้อเท่านั้น ในขณะที่บางคนต้องการผลตอบแทนสูงๆ ในระดับเกิน 10% เป็นต้น 
 
สิ่งที่จะตอบโจทย์ข้างต้นได้ เขาบอกว่าคือการเลือกประเภทสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับเป้าหมายนั่นเอง เช่น หากต้องการรักษาเงินต้นและเอาชนะเงินเฟ้อ การทำ DCA ซื้อกองทุนตราสารหนี้ น่าจะตอบโจทย์ได้ดี 
 
ถ้าโจทย์คือต้องการผลตอบแทนเกิน 10% ขึ้นไป การทำ DCA ซื้อหุ้นรายตัว จะตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด ซึ่งปัจจุบัน มีบริการเหล่านี้อยู่แล้วในตลาด แต่อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นรายตัว ก็มีความท้าทายอยู่ที่การเลือกหุ้น เพราะหากเลือกหุ้นผิดเมื่อไหร่ ชีวิตก็จะเปลี่ยนทันที 
 
หรือหากต้องการผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 8-10% การทำ DCA ด้วยการซื้อกองทุนหุ้นที่เท่ากันทุกเดือน ก็จะตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด ซึ่งการออกแบบ DCA ในลักษณะนี้ ทำได้ทั้งการลงทุนแบบยาวๆ ด้วยการตัดเงินเข้ากองทุนเป้าหมายทุกๆ เดือน โดยไม่กำหนดระยะเวลา แต่ต้องมีวินัย และหักห้ามใจไม่ถอนเงินออกมาเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น 
 
และถ้าหากมีเงินเป็นก้อน เช่น มีเงิน 1 ล้านบาท อยากจะลงทุนด้วย DCA ก็อาจจะแบ่งทยอยลงทุนเดือนละ 1 แสนบาท เมื่อครบ 10 เดือนแล้ว ก็ทิ้งให้เงินเหล่านี้ทำงาน หรือ “Let Profit Run” ไปจนกว่าเราจะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน หรือพอใจกับผลตอบแทนแล้วก็ทำได้ 
 
หลายคนอาจมีคำถามต่อว่า การลงทุนเท่ากันทุกเดือน กับการลงทุนก้อนเดียว มีต้นทุนที่ต่างกันหรือไม่? โดยเฉพาะในกองทุนรวมที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อซื้อหน่วยลงทุน (Front-End Fee) มียกตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากต้องการซื้อกองทุน A ซึ่งเก็บค่าธรรมเนียม Front-End Fee 1% จากเงิน 1 ล้านบาทครั้งเดียว ผู้ลงทุนก็จะมีต้นทุนที่ 10,000 บาท แต่หากต้องการแบ่งเงินซื้อเท่าๆ กันทุกเดือน เช่นเดือนละ 1 แสนบาท ก็จะมีต้นทุนการซื้อครั้งละ 1,000 บาท (ในกรณีที่กองทุนเก็บ Front-End Fee ทุกครั้ง) เมื่อรวมการซื้อ 10 ครั้งจนครบ 1 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเราจะมีต้นทุน 10,000 บาทในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งตอบคำถามว่า ไม่ว่าจะลงทุนก้อนเดียว หรือ DCA ก็จะเสีย Front-End Fee เท่ากัน 
 
แต่อย่างไรก็ตาม กูรูกองทุนค่ายฟิลลิปบอกว่า ปัจจุบันกองทุนหุ้นส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยเก็บ Front-end Fee อยู่แล้ว แต่จะไปเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน หรือ Back-end fee มากกว่า แต่นั่นก็ไม่ต้องกังวล เพราะเราสามารถนำผลตอบแทนที่ได้ ไปหักลบกลบกันไป 
 
ข้อดีของการลงทุนแบบ DCA จะมีต้นทุนเฉลี่ยด้านราคาที่ต่ำกว่าการซื้อครั้งเดียว และถือเป็นจุดขายของ 
กลยุทธ์ประเภทนี้ เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ ว่าซื้อตอนไหน ถึงจะได้ต้นทุนถูกที่สุด 
 
สำหรับผู้ลงทุนที่สามารถจับจังหวะลงทุนได้ การแบ่งเงินเป็นก้อนแล้วทยอยลงทุนในจังหวะที่ราคาปรับฐาน คุณสานุพงศ์บอกว่าจะทำให้ผู้ลงทุนคาดหวังผลตอบแทนได้มากขึ้น เพราะเป็นการเฉลี่ยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่านั่นเอง 
 
********************************
ทีม Business&Finance, Money Channel 

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ