News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น หลังถูกพัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะ สามารถเลียนแบบพฤติกรรม และตัดสินใจแทนมนุษย์ในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเห็นสัญญาณการลงทุน AI และหุ่นยนต์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ และเป็นการขานรับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ล่าสุดได้มีเสียงเตือนจากเวที “เวิล์ด อีโค โนมิก ฟอรั่ม” ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่า ภายในปี 2020 ความอัจฉริยะของหุ่นยนต์อนาคต จะทำให้มนุษย์ต้องตกงานมากกว่า 5 ล้านคน ใน 15 ประเทศพัฒนาแล้ว

สอดคล้องกับผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก “ไพรส์วอเตอร์เฮาส์” ที่ระบุว่า อาชีพที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเข้ามาของ AI มากที่สุด ได้แก่ ผู้ช่วยส่วนตัว // คนขับรถแท็กซี่ // พนักงานเก็บเงิน // พนักงานรับโทรศัพท์ // พนักงานต้อนรับ // และพนักงานธนาคาร

โดยที่อาชีพที่จะได้รับผลกระทบมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เห็นได้จากในแวดวงธุรกิจบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ได้เริ่มเปิดกว้างยอมรับการรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาดูแลสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากความง่ายและรวดเร็วในการเข้าถึงบริการ รวมทั้งการวินิจฉัยที่รวดเร็วถูกต้องและแม่นยำ

ขณะที่ในเมืองไทยก็เริ่มเห็นการทดลองใช้ AI และหุ่นยนต์อยู่บ้าง เช่นตรวจหาความผิดปกติ หรือตรวจจับโรคระยะเริ่มต้น รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น

นอกจากนี้ยังเห็นผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ที่เริ่มนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ อาทิ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ที่มีการตั้งบริษัทใหม่ "เบฟเทค" ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เพื่อดำเนินการผลิตเครื่องจักร หุ่นยนต์ป้อนโรงงานในเครือ เพื่อผลักดันให้ระบบการผลิต และคลังสินค้าของบริษัทในเครือทั้งหมดเป็นแบบอัตโนมัติ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และทดแทนแรงงานคนที่เป็นปัญหาใหญ่อยู่ในขณะนี้   

เช่นเดียวกันบมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเครือสหพัฒน์ ที่ได้มีการนำ"หุ่นยนต์ดินสอ" มาใช้ในงานบริการตัวแรกของโลก โดยหุ่นยนต์ดินสอจะมาทำหน้าที่เป็นพนักงานช่วยขายสินค้าในร้านจำหน่ายสินค้าของไอ.ซี.ซี.

ไม่เพียงแต่แวดวงอุตสาหกรรมด้านการผลิต และบริการเท่านั้น ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเข้ามาของ “AI” และหุ่นยนต์ แต่ยังส่งแรงกระเพื้อมถึงอุตสาหกรรมด้านการเงินด้วย ที่หลักๆต้องการลดจำนวนคน โดยเฉพาะพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ทั่วไป

แต่ต้องบอกว่า ไม่เพียงแค่แรงงานขั้นต้นเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ...

ตำแหน่งงานด้านการเงินที่ได้ชื่อว่า “ค่าตัวแพง” เป็นอันดับต้นๆ อย่าง ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ก็มีสิทธิตกงาน เพราะเทคโนโลยีอย่าง AI และ Machine Learning ได้เช่นกัน ซึ่งข้อมูลจากเว็บไซต์ Fortunes ระบุว่า BlackRock บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกประกาศจะลดจำนวนพนักงานส่วนของ Portfolio Manager กว่า 40 ตำแหน่ง โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้พัฒนาระบบการเทรดหุ้นแทน


Photo: http://uk.reuters.com


ทั้งนี้ในปัจจุบันมีข้อมูลยืนยันว่า Simplex Equity Futures Strategy Fund ของญี่ปุ่น เป็น 1 ในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่ใช้ AI เข้ามาทำการซื้อขายฟิวเจอร์ทั้งหมด 100% และจาก สถิติของ Eurekahedge บริษัทเก็บสถิติผลตอบแทนของกองทุน ระบุว่า กองทุนที่ใช้ระบบ A.I. จำนวน 12 กองทุนทั่วโลก มีผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 7% ในปี 2016 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเหตุการณ์ Brexit ในเดือนมิถุนายน 2016 กองทุนกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ย 1.8% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน

จากนี้ไปไม่ว่า AI จะเข้ามาเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานหรือไม่ อย่างไร แต่ !! สิ่งสำคัญ ภาคแรงงานควรเรียนรู้ และปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น!!!  

โดย Money Channel /Photo:  CORBIS

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ