News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

Top Secret Stock

ถอดคำต่อคำ!! ไขความลับบทสัมภาษณ์ร้อนๆกับ คุณสมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอ บมจ.บ้านปู (BANPU)  

ยามที่ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวไร้ทิศทาง Money Channel ขอพาไปอัพเดทความเคลื่อนไหวหุ้นยอดนิยมผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษแบบเจาะลึกถึงหลักนโยบายการบริหารธุรกิจอย่างไรเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน


วันนี้ Money Channel บุกเข้าไปสัมภาษณ์พิเศษคุณสมฤดี ชัยมงคล ซีอีโอ บมจ.บ้านปู (BANPU) ผู้ผลิตและส่งออกถ่านหินรายใหญ่ระดับภูมิภาคเอเซีย จะมาเล่าถึงอนาคตของธุรกิจถ่านหิน ที่เชื่อว่าหลายท่านคงกำลังสับสนว่าอุตสาหกรรมถ่านหินจะหวนเข้าสู่จุดเลวร้ายอีกรอบหรือไม่ ?? ส่วนด้านธุรกิจไฟฟ้า ,เชลล์แก็ส จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทฯได้อย่างไร ?? คุณสมฤดี แย้มว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของ BANPU จะมีการลงทุนต่อยอดธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ เรามาพูดคุยกับ ซีอีโอ BANPU ผ่านบทสัมภาษณ์กันเลยครับ  





ปัจจุบันโรงสร้างธุรกิจของ BANPU ประกอบด้วยธุรกิจใดบ้าง ?? 
         
ตามแผนกลยุทธ์ธุรกิจ BANPU ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักเป็นธุรกิจถ่านหิน และธุรกิจไฟฟ้า โดยที่ผ่านมาได้ปรับโครงสร้างใหม่เพื่อให้แต่ละธุรกิจเติบโตและสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน แบ่งแยกเป็น ธุรกิจต้นน้ำ,กลางน้ำ,และปลายน้ำ

ธุรกิจต้นน้ำอันดับแรกคือ "ถ่านหิน" ที่บริษัทฯมีเหมืองผลิตถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซีย,จีน,ออสเตรเลีย และล่าสุดได้เพิ่มธุรกิจใหม่ต้นน้ำคือ "ธุรกิจแหล่งผลิตเชลล์แก๊สในสหรัฐฯ" ส่วนธุรกิจกลางน้ำ คือ "ธุรกิจด้านขนส่งถ่านหิน,ผสมถ่านหิน,การส่งออกถ่านหิน" หรือแม้แต่การซื้อถ่านหินจากแหล่งต่างๆมาเพื่อจำหน่ายต่อ เพื่อส่งให้ลูกค้าทั่วไปในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวั่น เกาหลี จีน เป็นต้น      

ปีนี้บริษัทฯเพิ่งจัดตั้งบริษัทเทรดดิ้ง ร่วมกับรัฐวิสาหกิจของจีนเพื่อขนส่งถ่านหินจากแหล่งผลิตในอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ผ่านท่าเรือขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของจีน ขณะเดียวกันได้สั่งซื้อน้ำมันโดยตรงจากผู้ผลิตมาใช้ในเหมืองอินโดนีเซีย ส่งผลให้ต้นทุนลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรได้ดีขึ้น สอดคล้องกับหลักนโยบายบริหารซัพพลายเชน

มาที่ธุรกิจปลายน้ำ นั้นคือ "ธุรกิจไฟฟ้า" โดยปัจจุบันบริษัทฯมีโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสิ้น 2 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้า BLCP จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิตรวม 1,434 เมกะวัตต์  และโรงไฟฟ้าหงสา ในสปป.ลาว กำลังการผลิตรวม 1,878 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินและไอน้ำในมณฑลเหอเป่ย และซานตง และที่กำลังเพิ่มเข้ามาคือโรงไฟฟ้าถ่านหินซานซีลู่กวง ในจีน กำลังผลิต 1,320 เมกะวัตต์ ร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจของจีน 2 รายโดบบริษัทฯถือหุ้นสัดส่วน 30% คาดจะแล้วเสร็จปลายปี61 แหล่งวัตถุดิบจะนำมาจากเหมืองถ่านหินเกาเหอของบ้านปูเอง

"ธุรกิจปลายน้ำโรงไฟฟ้า เราก็เปิดโอกาสลงทุนพลังงานในทุกๆด้าน ทั้งถ่านหิน แก็ส และพลังงานทดแทนอื่นๆ เพราะในช่วง 2ปีกว่า เราได้เพิ่มโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มทั้งในญี่ปุ่นและจีนต่อเนื่อง โดยในญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเซ็นสัญญาแล้วกำลังผลิต 200 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการแล้ว 12 เมกะวัตต์ ส่วนในจีนเปิดดำเนินการแล้ว 150 เมกะวัตต์ ถ้านับกำลังการผลิตในปัจจุบันที่เปิดดำเนินการไปแล้วตามสัดส่วนการถือหุ้นจะอยู่ที่ 2,069 เมกะวัตต์ แต่วางเป้าไปถึงปี 2020 กำลังผลิตได้เซ็นสัญญาไปแล้วจะเริ่มดำเนินการจะขึ้นมาเป็น 2,600 เมกะวัตต์ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็น 4,300 เมกกะวัตต์ในปี 2025 นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่อยูในแผนระยะยาวเท่านั้น ยังไม่นับรวมกับโอกาสลงทุนระหว่างทาง เช่น พลังงานน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน และพลังงานอื่นระดับภูมิภาคเอเซีย"

นอกเหนือจากธุรกิจเดิมที่มีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำแล้ว BANPU เล็งเห็นธุรกิจใหม่ๆต่อยอดธุรกิจเดิมอีกหรือไม่ ??


สิ่งที่บ้านปูกำลังจะเพิ่มเข้ามา คาดว่ารายละเอียดความคืบหน้าจะชัดเจนในไตรมาส3นี้ คือธุรกิจที่เป็น "เอ็นเนอยี่ เทคโนโลยี" เป็นรูปแบบการจัดทำระบบผลิตไฟฟ้าส่งตรงถึงมือลูกค้าทันที จากเดิมบ้านปูผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงาน โดยกลุ่มลูกค้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่ใช้ปริมาณไฟฟ้ามากๆ บริษัทฯจะเข้าไปใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิแถมมีต้นทุนที่ต่ำลงด้วย

"ตอนนี้ยังคงบอกรายละเอียดไม่ได้ เพราะต้องรอความคืบหน้าโครงการชัดเจนก่อน แต่รูปแบบจะเป็นลักษณะเอ็นเนอยี่ เทคโนโลยีแบบครบวงจร จะมีโครงการต่างๆในไทยเข้าเพิ่มอีกมาก หากมีความพร้อมจะรายงานให้นักลงทุนทราบต่อไปน่าจะเป็นไตรมาส 3"


ภาพรวมอุตสาหกรรมถ่านหินจะเป็นอย่างไร เข้าสู่ขาขึ้นแล้วจริงหรือไม่ ??

จุดต่ำสุดของราคาถ่านหินได้ผ่านพ้นไปซักพักใหญ่ๆแล้ว สะท้อนได้จากดัชนีราคาถ่านหินของออสเตรเลียปีที่แล้วอยู่ระดับกว่า 60 เหรียญต่อตันเท่านั้น แต่ปีนี้ปรับตัวขึ้นมาสูงเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดแถวๆ 87 เหรียญต่อตัน และลดลงมาอยู่ที่ 75 เหรียญต่อตัน ในมุมมองของบริษัทฯคาดปีนี้จะแกว่งตัวในกรอบ 75- 85 เหรียญต่อตันไม่น่าจะนอกเหนือความคาดหมาย

"ปัจจุบันอยู่ระดับ 83 เหรียญต่อตันทรงตัวทิศทางที่ดี คิดว่าถ้าราคาลงคงไม่ต่ำเหมือนที่ผ่านๆมา และน่ายืนได้ไม่หลุดต่ำกว่า 70 เหรียญต่อตัน ปัจจัยบ่งชี้คือตลาดถ่านหินในอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ไม่ส่งออกถ่านหินเข้าสู่ระบบเพิ่ม ทำให้ดีมานต์และซัยพลายเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น ส่วนในจีน มีความต้องการถ่านหินเป็นจำนวนมาก โดยเหมืองของบริษัทฯที่เกาเหอ คาดทั้งปียอดการผลิตถ่านหินขึ้นไปกว่า 9 ล้านตัน จากเดิมใกล้ๆ 7 ล้านตัน

ขณะที่ราคาถ่านหินในจีน ต้องมองแยกออกจากต่างประเทศ เพราะมีการควบคุมไม่ให้ต่ำหรือสูงเกินไป แม้ปัจจุบันทางการจีนจะคุมไม่ให้เกิน 560 หยวนต่อตัน แต่ตอนนี้ขึ้นไปใกล้ๆ 600 หยวนต่อตันแล้ว หรือคิดเป็น 86 เหรียญต่อตัน นั้นเป็นสิ่งสะท้อนว่าทางการจีนกำหนดเป็นนโยบายออกมาช่วยให้

อุตสาหกรรมถ่านหินในประเทศแข็งแรง ล่าสุดอากาศในจีนจะร้อนมากถึง 37-43 องศา ทำให้ความการใช้ไฟฟ้าเพื่อผลิตไอเย็นมีปริมาณสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือโรงไฟฟ้าจากเขื่อนใหญ่ในจีน ได้ลดกำลังการผลิตลง ทางการจึงเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมาชดเชย"

นโยบายจำกัดปริมาณนำเข้าถ่านหินในจีนจะกระทบต่อราคาถ่านหินในอนาคตหรือไม่ ??

ปัจจุบันการนำเข้าถ่านหินทางตอนใต้ของจีนผ่านท่าเรือใหญ่ยังความต้องการต่อเนื่อง แม้จะมีนโยบายจำกัดนำเข้าท่าเรือขนาดเล็กก็ตาม เชื่อว่าในระยะยาวความต้องการนั้นน่าจะเพิ่มขึ้น แต่อาจเติบโตในอัตราต่ำลง เช่นจากเดิมโต 10% อาจค่อยๆลดลงมาเป็น 9%,8%,7% ตามลำดับ ยิ่งถ้านำไปเทียบกับความต้องการใช้ถ่านหินในจีนที่มีกว่า 3 พันล้านตัน อัตราการโตเฉลี่ย 3-5% ก็เป็นปริมาณและมูลค่าที่มากเพียงพอแล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการเฉลี่ยปีละ 900 ล้านตัน มองว่าระยะยาวยังเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 3%


 "นโยบายจำกัดปริมาณนำเข้าท่าเรือเล็กในจีน เราไม่มีผลกระทบ เพราะบริษัทฯส่งถ่านหินไปยังท่าเรือขนาดใหญ่เกือบทั้งหมด และคุณภาพถ่านหินเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมค่าความร้อนสูง แต่ค่ากัมมะถันต่ำ เป็นที่ต้องการคู่ค้าในจีน ขณะที่ทางการจีนก็สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย"




ราคาถ่านหินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น "บ้านปู" วางกลยุทธ์ล็อกราคาขายล่วงหน้าไว้อย่างไร ?

ในปีนี้บริษัทฯคาดปริมาณการขายรวมจะทำได้ 45-46 ล้านตันจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่จะได้อานิสงส์ราคาถ่านเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเฉลี่ย 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน เเบ่งเป็นปริมาณขายถ่านหินของเหมืองทั้ง 3 ประเทศ(จีน,ออสเตร,อินโดนีเซีย) เริ่มที่เหมืองในจีนก่อนที่ผลิตเท่าใดก็ขายได้หมด ราคาถ่านหินยังทรงตัวสูงอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่งตรงถึงมือลูกค้าเลยไม่ต้องล็อราคาขายล่วงหน้า


ส่วนเหมืองในออสเตรเลียจากเดิมที่เคยทำสัญญาระยะยาวปีนี้คาดผลิตได้ 13-14 ล้านตัน แบ่งเป็นสัดส่วน 90% ล็อกราคาขายล่วงหน้าไปหมดแล้ว โดยในสัญญาล็อกราคาล่วงหน้า 65% เป็นสัญญาขายระยะยาวลูกค้าเป็นโรงไฟฟ้าใน "รัฐนิวเซาท์เวลส์" ในอดีตล็อกราคาที่ 48 เหรียญต่อตัน ล่าสุดได้ทำสัญญาใหม่ปรับราคาขึ้นมาเป็น 72 เหรียญต่อตัน ทำให้ธุรกิจเหมืองในออสเตรเลียมีกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น


ส่วนอีก 30% ที่ล็อกราคาขายไว้ เป็นลูกญี่ปุ่นจะอ้างอิงราคากับดัชนี "Japanese Benchmark Price" เป็นหลัก

มาที่ด้านด้านเหมืองอินโดนีเซียคาดปีนี้ผลิตได้ 25 ล้านตัน สัดส่วน 60% ได้ล็อกราคาขายเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีก 23% ทำสัญญาขายไปแล้วแต่อ้างอิงกับดัชนีราคาถ่านหินลอยตัว ล่าสุดดัชนีฯดังกล่าวมีแนวโน้มขาขึ้น ทั้งในไตรมาส3และ4 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2018-2019 และเหมืองอินโดนีเซียอีกกว่า 10% รอขายยังไม่กำหนดราคา เพราะมองว่าความต้องการถ่านหินยังมีจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

***"บ้านปู" มีนโยบายซื้อกิจการต่อยอด 3 ธุรกิจไว้อย่างไร  (ถ่านหิน,โรงไฟฟ้า,เชลล์แก๊ส) ?? ***
สำหรับธุรกิจไฟฟ้า มีแผนขยายพลังงานทดแทนมากขึ้นคาดชัดเจนใน 1-2 ปี โดยอยู่ระหว่างศึกษาเข้าร่วมทุนหรือซื้อกิจการโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นและจีนเพิ่มเติม ที่ปัจจุบันในญี่ปุ่นมีขนาดกำลังผลิตในมือ 200 เมกกะวัตต์ แต่มีโอกสเพิ่มขึ้นเป็น 300 เมกะวัตต์ ส่วนในจีนปัจจุบันมีในมือ 150 เมกะวัตต์ ก็มีโอกาสขึ้นแตะ 300 เมกะวัตต์เช่นเดียวกัน
        กลุ่มธุรกิจเชลล์แก๊สปัจจุบันลงทุนไปแล้ว 207 ล้านเหรียญสหรัฐฯวางแผนว่าภายปีนี้จนถึงปีหน้าจะลงทุนซื้อกิจการเพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้เงินลงทุนในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นมาเป็น 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยเงินลงทุนดังกล่าวจะทำให้กำลังการผลิตเชลแก็ส 78 ลูกบาศก์ฟุตต่อวันภายในปี 2020 แต่ถ้าสามารถซื้อสินทรัพย์ได้เร็วขึ้นกำลังการผลิตจะมาได้เร็วกว่าแผน
        จากปัจจุบันบริษัทฯมีกำลังผลิต 46 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเกินกว่า 50% ของเป้าหมายแล้ว ขณะที่เงินลงทุนใช้ไปเพียง 40% ของเป้าหมาย ตอนนี้บริษัทฯซื้อไป 4 ครั้งแล้ว คงจะมีคั้งที่ 5และ6 ตามมา
        ส่วนธุรกิจถ่านหิน "บ้านปู" ให้ความสำคัญในเหมืองอินโดนีเซีย มีเป้าหมายซื้อสินทรัพย์เข้ามาเพิ่ม ตั้งเป้าให้มีปริมาณสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 15 ปี ถ้าเทียบกับปริมาณขายปัจจุบัน 25 ล้านตันต่อปี จะต้องซื้อเหมืองถ่านหินเพิ่มเข้ามาอีก 375 ล้านตัน 

"ถ้าเป็นโครงการที่ยังไม่ชี้เฉพาะเจาะจง เรายังไม่ระบุว่างจะใช้เงินลงทุนเท่าใด แต่เมื่อโอกาสที่ดีเข้ามาก็พร้อมพิจารณา แต่ที่ระบุได้แล้วคือเชลล์เเก็สที่ตอนนี้เตรียมไว้แล้ว 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ"

สำหรับคดีความโครงการหงสาที่ปัจจุบันอยู่ในชั้นศาลฎีกา มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไร ??

 "บ้านปู" อยู่ในขั้นรอการพิจารณาของศาลฎีกา เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมก็ดำเนินต่อไป แต่ทุกอย่างต้องรอฟังผลศาลฎีกาเป็นครั้งสุดท้าย

ราคาหุ้นปรับตัวลงมา "บ้านปู" จะมีแผนซื้อหุ้นคืนหรือไม่ ??


ยอมรับว่าบริษัทฯมีนโยบายจัดสรรกระแสเงินสดแบบมีวินัย ภายในระยะหนึ่งปีจะจัดสรรเงินเพื่อนำไปจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นปีละ 2 ครั้ง ทำสม่ำเสมอในทุกๆปี ส่วนที่สองคือการจ่ายคืนเงินกู้ที่ครบกำหนด ส่วนที่สามคือใช้ขยายลงทุนในแต่ละธุรกิจเพิ่มมูลค่ากับบริษัทฯในระยะยาว  ส่วนการซื้อหุ้นคืนนั้น ปัจจุบันยังไม่ได้มีแนวคิดเพราะ มีโครงการที่พร้อมจะลงทุนในอนาคต ดังนั้น จึงอยากจัดสรรไว้ใช้เพื่อการลงทุนในโครงการไปก่อน
 

"กระแสเงินสดในปีนี้จะเพิ่มขึ้นจกปีที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญมากๆ เพราะด้วยราคาถ่านหินปรับตัวดีขึ้น โรงไฟฟ้าหงสา จำหน่ายไฟฟ้าได้เต็มกำลังผลิตมากกว่าปีที่แล้ว ดังนั้น ภาพของฐานะการเงินจึงแข็งแรงเมื่อเทียบกับทุกๆปีที่ผ่านมา ส่วนอนาคตธุรกิจระยะยาว ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จะสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การเติบโตของภูมิภาคเอเซียและโลก เชื่อว่าการลงทุนแต่ละโครงการของ บ้านปู จะสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นระยะยาวและมีความยั่งยืน"

สัมภาษณ์โดย ชัยรัตน์ พุ่มมาลา ทีม Business&Finance, Money Channel


 

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ