News Update

หมวดข่าว Stock Pick | Money Coach | Fund View | Columnist | Entrepreneur | ข่าวล่าสุด

“อาณาจักรกองทุน” ของไทยในปี 2559 นั้น มีเม็ดเงินรวมกันทั้งสิ้น 6.37 ล้านล้านบาท อยู่ในมือ “บริษัทจัดการ ลงทุน (บลจ.)” ทั้ง 23 แห่ง 6.34 ล้านล้าน บาท คิดเป็นสัดส่วน 99.46% เรียกว่าเกือบจะ 100% เลยทีเดียว
หากมองลงไปในแต่ละกลุ่มธุรกิจในปี 2559 นั้น กลุ่ม “กองทุนรวม” ยังครองส่วนแบ่งการตลาดมากสุดด้วยเม็ดเงินสูงถึง 4.65 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 72.96% ของเงินในระบบทั้งหมด ตามมาด้วยกลุ่ม “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” มีเม็ดเงินรวมกัน 9.73 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.28% และสุดท้ายกลุ่ม “กองทุนส่วนบุคคล” มีเม็ดเงิน 7.49 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่ง 11.76%
“ธุรกิจกองทุนจึงถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนของประเทศที่พร้อมจะเข้าไปลงทุนในตลาดการเงินของประเทศทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการนำไปพัฒนาประเทศต่อไป”

“บลจ.ไทยพาณิชย์” แชมป์สินทรัพย์สุทธิสูงสุด 1.31 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มธุรกิจ “กองทุนรวม” นั้น บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากสุด 5 อันดับแรก มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน 73.60%
นำมาโดย อันดับ 1) “บลจ.กสิกรไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 986,136.22 ล้านบาทมีส่วนแบ่งการตลาด 21.21% 2) “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีสินทรัพย์สุทธิ 862,174.33 ล้าน บาท มีส่วนแบ่ง 18.55% 3) “บลจ.กรุงไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 639,765.55 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 13.76% 4) “บลจ.บัวหลวง” มีสินทรัพย์สุทธิ 627,707.04 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 13.50% และ 5) “บลจ.ทหารไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 305,972.05 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 6.58%
ส่วนธุรกิจ “กองทุนส่วนบุคคล” นั้น 5 บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากสุด 5 อันดับแรก มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน 77.16%
นำมาโดย อันดับ 1) “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีสินทรัพย์สุทธิ 325,122.20 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาด 43.39% 2) “บลจ.กสิกรไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 90,326.01 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 12.05% 3) “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” มีสินทรัพย์สุทธิ 81,638.31 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 10.89% 4) “บลจ.กรุงไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 44,276.78 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 5.91% และ 5) “บลจ.กรุงศรี” มีสินทรัพย์สุทธิ 36,874.54 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 4.92%
ด้านธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นั้น บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 5 อันดับแรก มีส่วนแบ่งรวมกันรวม 68.42%
นำมาโดย อันดับ 1) “บลจ.กสิกรไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 163,743.79 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง การตลาด 16.82% 2) “บลจ.เอ็มเอฟซี” มีสินทรัพย์สุทธิ 154,286.50 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 15.85% 3) “บลจ.ทิสโก้” มีสินทรัพย์สุทธิ 131,073.24 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 13.47% 4) “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีสินทรัพย์สุทธิ 120,111.44 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 12.34% และ 5) “บลจ.บัวหลวง” มีสินทรัพย์สุทธิ 96,734.86 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 9.94%
“ทั้งนี้หากมองภาพใหญ่ทั้งระบบเข้าด้วยกันอีกครั้ง (กองทุนรวม, กองทุนส่วนบุคคล, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) บลจ.ที่เป็นเจ้าตลาดมีส่วนแบ่งในธุรกิจกองทุนมากสุด 5 อันดับแรก นั้น มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันถึง 70.41%“
นำมาโดย อันดับ 1) “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีสินทรัพย์สุทธิ 1,307,407.97 ล้านบาท มีส่วน แบ่งการตลาด 20.63% 2) “บลจ.กสิกรไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 1,240,206.01 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 19.57% 3) “บลจ.กรุงไทย” มีสินทรัพย์สุทธิ 749,367.71 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 11.82% 4) “บลจ.บัวหลวง” มีสินทรัพย์สุทธิ 740,061.92 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 11.68% และ 5) “บลจ.เอ็มเอฟซี” มีสินทรัพย์สุทธิ 425,158.99 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 6.71%



ธุรกิจกองทุนปี 2559 มีกำไรรวม 8,010.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.05%
“บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” แชมป์กำไรโตสุด 161.95%
“บลจ.กสิกรไทย” แชมป์กำไรสูงสุด 2,499.38 ล้านบาท
“ในปี 2559 นั้น บลจ.ทั้ง 23 แห่ง มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีทั้งสิ้น 8,010.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 58 ที่ 7,086.31 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.05%”
ทั้งนี้มี บลจ. 10 แห่ง ที่มีการเติบโตของกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปี “สูงกว่า” อุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 43.48% ในขณะที่ บลจ.อีก 13 แห่งที่เหลือ คิดเป็น 56.52% นั้น มีการเติบโตของกำไร “น้อยกว่า” ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และในจำนวนนี้ มี 4 บลจ. ที่ยังมีผลขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีอยู่ ได้แก่ บลจ.ฟิลลิป ขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม (งวด 6 เดือน) 1.24 ล้านบาท, บลจ.ทาลิส ขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปี 2.45 ล้านบาท, บลจ.แคปิตอล ลิ้งค์ ขาดทุน 27.08 ล้านบาท และ บลจ.แมนูไลฟ์  (ประเทศไทย) ขาดทุน 33.21 ล้านบาท”
สำหรับ บลจ.ที่มีการเติบโตของกำไร เบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีสูงสุด 5 อันดับแรก นำมาโดย อันดับ 1) “บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” มีกำไร 91.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 161.95% 2) “บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล” มีกำไร 51.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.47% 3) “บลจ.ภัทร” มีกำไร 46.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.21% 4) “บลจ.เอ็มเอฟซี” มีกำไร 195.47 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 36.39% และ 5) “บลจ.วรรณ” มีกำไร 137.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.17%”
“หากย้อนมามองถึง บลจ.ที่ทำกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีได้มากสุด 5 อันดับแรก ในปี 2559 กันบ้าง จะพบว่า 5 บลจ.ที่มีกำไรมากสุดมีส่วนแบ่งกำไรรวมกันประมาณ 76.61% ของทั้งระบบ” 
นำมาโดยอันดับ 1) “บลจ.กสิกรไทย” มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปี 2,499.38 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 31.20% 2) “บลจ.กรุงศรี” มีกำไร 1,149.48 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 14.35% 3) “บลจ.บัวหลวง” มีกำไร 992.14 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 12.38% 4) “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีกำไร 988.30 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 12.34% และ 5) “บลจ.ทิสโก้” มีกำไร 507.77 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 6.34%
“จะเห็นได้ว่า บลจ.ที่มีการเติบโตของกำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีโดดเด่น ไม่ได้ขึ้นกับขนาดของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารมากหรือน้อยแต่ประการใด”


“บลจ.อเบอร์ดีน” มีกำไรต่อเอยูเอ็มสูงสุด 0.38%
ทั้งนี้หากเราเอากำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปีตั้งแล้วหารด้วยสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) แล้ว จะได้อัตราส่วนง่ายๆ ตัวหนึ่งของ “กำไรต่อเอยูเอ็ม” ขึ้นมา ในภาพรวมของอุตสาหกรรมในปี 2559 นั้น “กำไรต่อเอยูเอ็ม” เฉลี่ยอยู่ที่ 0.13%
ในจำนวน 23 บลจ. นั้น มีอยู่ 9 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 39.13% ของ บลจ.ทั้งหมด ที่มีสัดส่วนกำไรต่อเอยูเอ็มมากกว่าหรือเท่ากับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
นำมาโดย อันดับ 1) “บลจ.อเบอร์ดีน” อยู่ที่ 0.38% (ใช้ข้อมูล ณ สิ้น ก.ย. 59 ตามงบการเงินบริษัท) 2) “บลจ.กรุงศรี” 0.32% 3) “บลจ.ทิสโก้” 0.26% 4) “บลจ.กสิกรไทย” 0.20% 5) “บลจ.ธนชาต” 0.19% 6) “บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” 0.14% 7) “บลจ.วรรณ” 0.13% 8) “บลจ.บัวหลวง” 0.13% และ 9) “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” 0.13%
ที่ผ่านมา นักลงทุนที่ลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” มักจะให้ความสำคัญไปในเรื่องของ “ผลตอบแทน” ของกองทุนเป็นสำคัญ เพราะ “กองทุนรวม” มีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากแยกจาก “บลจ.” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากรณี บลจ.ล้มละลายแล้วเจ้าหนี้จะเรียกร้องสิทธิในทรัพย์สินของกองทุนรวมที่บลจ.บริหารอยู่ ก็เป็นข้อเท็จจริงหนึ่ง จึงทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนจึง “ละเลย” ไม่ได้ให้ความสนใจในสถานภาพของ “ผลประกอบการ” ของ บลจ.เท่าไรนัก 
แต่ในอีกมุมหนึ่ง “บลจ.” เอง ในฐานะที่ต้องดูแลบริหารจัดการกองทุน ผลการดำเนินงานของ บลจ.เองก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เช่นเดียวกัน
ด้าน “วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธาน กรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองว่า ผลประกอบการของ บลจ.เอง นักลงทุน ก็ควรจะดู เพราะตัว บลจ.ก็มีผลต่อผลการดำเนินงานของกองทุนได้เช่นกัน ตัวอย่าง เวลาซื้อกองทุนเรามองเห็นอดีต เราเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นเช่นผลงานในอดีตของกองทุนที่บริหารได้มา ซึ่งตรงนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน 1) “เราเชื่อถือ บลจ.” กับ 2) สิ่งที่ทำให้ บลจ.น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น คือ “ผลตอบแทนในอดีต” แต่ทั้งหมดที่เราซื้อคือการซื้ออนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมันยังไม่เกิด สิ่งเหล่านั้นยังไม่อยู่ในมือคุณ ผลตอบแทนที่คุณต้องการ 12% ก็ยังไม่อยู่ในมือ ดังนั้นคุณซื้อความน่าเชื่อถือ ของ บลจ.ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นนักลงทุนก็ควรต้องดูถึงตัว บลจ.ด้วยเช่นกัน
“ถามว่า บลจ. X ลูกแบงก์ขนาดใหญ่จะทำกองตราสารหนี้แบบไม่จัดอันดับเครดิต (Non-Rated) กับ บลจ. Z ซึ่งไม่มีแม่เป็นแบงก์ คนไม่ค่อยรู้จักทำ นักลงทุนก็มีมุมมองต่อกองทุนจากทั้ง 2 แห่งแตกต่างกันแล้ว”



ผลประกอบการ “บลจ.” ใครว่าไม่สำคัญ
เช่นเดียวกับ “ธีรนาถ รุจิเมธาภาส” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ จำกัด ที่ มองว่า บลจ.เองก็เป็น “สถาบันการเงิน” ประเภทหนึ่ง หากบริหารตัวเองยังไม่รอด ก็เป็น อะไรที่น่าเป็นห่วง ตรงนั้นคงต้องมองไปถึง แนวคิดในเชิงของการบริหารธุรกิจว่าบริหารต้นทุนการเงินอย่างไร ทั้งต้นทุนและ รายได้ เป็นต้น เพราะหากปล่อยให้ทำธุรกิจ ขาดทุนก็จะไปกระทบกับพนักงานโดยตรง เช่น วันหนึ่งเราต้องรักษาคนดี เป็นผู้จัดการ กองทุนที่เก่งมากหรือเป็นทีมที่เก่งมาก ก็ ไม่มีปัญญาขึ้นเงินเดือน เพราะว่าบอร์ด ไม่อนุมัติ ไม่มีโบนัสพิเศษให้เพราะทำดีแค่ไหน ก็จ่ายโบนัสไม่ได้เพราะขาดทุนอยู่ มันก็มีผล กระทบกับพนักงาน “โดยอ้อม” ก็จะกระทบ ไปถึงผู้ถือหน่วยด้วยเช่นกัน 
“ต้องไม่ลืมว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจจัดการลงทุน คือ “ทรัพยากรบุคคล” ที่จะคิดจะลงทุนหรือทำงานร่วมกันได้ บุคลากรต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ ต้องมีคุณธรรมด้วย ต้องมีทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งคุณภาพและคุณธรรม ถ้ามีคุณภาพอย่างเดียวไม่มีคุณธรรมก็ไม่มีใครไว้วางใจให้บริหารเงิน ถ้าจะรักษาคนที่มีคุณภาพและคุณธรรมได้ คุณก็ต้องดูแลเขาได้ดี ต้องถามว่าผลประกอบการ บลจ.มีผลกระทบต่อผู้ถือหน่วยมั้ย โดยอ้อมมีอยู่แล้ว เพียงแต่มันไม่เห็นผลทันที”
แต่หากเป็นโมเดลในทางธุรกิจอันนั้นก็โอเค สมมติ บลจ.มีแม่อยู่ต่างประเทศ บลจ.ในไทยอาจจะขาดทุนสัก 2-3 ปี แล้วค่อยกำไร โอเค ไม่เป็นไรเพราะเป็นโมเดลธุรกิจของเขาที่มีกำไรจากธุรกิจอื่นที่เติบโตมั่นคงในประเทศต่างๆ มาในเมืองไทยอาจจะยอมทำธุรกิจขาดทุนในช่วงแรกอยู่ แต่ก็ต้องฟื้นให้เร็ว เพราะไม่งั้นสมองจะไหลอยู่ดี จะลงทุนระบบอะไรก็ต้องใช้เงิน จะเป็นวังวนกลับมาปัญหาเดิมๆ
ต้องถามว่าอาการขาดทุนนี้เป็น “ชั่วคราว” หรือ“ถาวร” ถ้าเป็น บลจ.ที่ขาดทุน มาเรื่อยๆ ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นหลาย บลจ. ปิดตัวเองไป ก็กระทบผู้ถือหน่วยอีกเหมือนกัน พอ “บลจ.ปิด” ตัวเองไปแล้ว กองทุนที่มีอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนมือผู้บริหาร กองทุนเดิมโอนไป  บลจ.อื่น หรือปิดไปเลย หรือจะควบรวม 
“อาจจะมีความไม่ปะติดปะต่อในการบริหาร สไตล์การลงทุนเพี้ยนไปจากเดิม เหมือนเปลี่ยนกุ๊ก แนวคิดในการบริหารอาจจะเปลี่ยนก็จะเป็นความเสี่ยงกับผู้ถือหน่วย เป็น “ความเสี่ยงจากการที่ธุรกิจดำเนินการไปไม่ต่อเนื่อง” หรือวันหนึ่งคุณจะไถ่ถอนแต่ปรากฏว่าไถ่ถอนไม่ได้เพราะกองทุนนี้อยู่ระหว่างเปลี่ยนผู้จัดการกองทุน สมมติหุ้นกำลังขึ้นคุณก็จะพลาดโอกาสในการขายไป เป็นต้น ดังนั้นผลประกอบการของ บลจ.เองมีผลกระทบทางอ้อมกับผู้ถือหน่วยแน่นอน บลจ.ทำธุรกิจก็ควรต้องนึกถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ถือหุ้น ผู้ถือหน่วย และพนักงานสร้างสมดุลให้ได้เท่านั้นเอง”
ทั้งหมดนี้ คือ ภาพรวมของ “อาณาจักรกองทุน” ในปี 2559 ที่ผ่านมา เชื่อว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผู้ถือหน่วยและ ผู้ลงทุนทั่วไป

จากคอลัมน์ ASSET MANAGEMENT ของนิตยสาร Money&Wealth ฉบับที่ 171 เดือนกรกฎาคม 2560

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ