News Update

ต้องยอมรับว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ถือเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทุกกลุ่ม ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะเป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) หรือหุ้นที่มีความมั่นคง มีรายได้แน่นอน จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และแทบไม่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง แล้ว ยังกลายเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) เมื่อรายได้และกำไร มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ สอดรับกับกระแสใส่ใจเรื่องสุขภาพที่เบ่งบานเรื่อยๆ หนุนด้วยอานิสงส์จากแนวนโยบายประกันสุขภาพของภาครัฐ ตลอดจนนโยบายในการส่งต่อผู้ป่วยจากต่างประเทศมารักษาในไทย เพราะมีคุณภาพมีมาตรฐานสูงแถมยังราคาถูก

ยิ่งสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคมีความซับซ้อนมากขึ้นทำให้ค่ารักษาพยาบาลปรับตัวขึ้นทุกปี ตลอดจนไทยมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค ทำให้นักลงทุนเริ่มให้ premium หุ้นกลุ่มนี้ จนระดับราคาปรับขึ้นอย่างร้อนแรง จน P/E พุ่งจาก 20 เท่า เป็น 40 เท่า ในช่วง 3-4 ปีนี้ โดยหุ้นที่ได้รับความนิยมสูงสุดจะเป็นหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ นำโดยกรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และบำรุงราษฎร์ (BH)
แต่หลังจากที่ผลดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วของหุ้นนำตลาดทั้งสองตัวนี้ ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งที่เป็นช่วง High Season ของธุรกิจ และไม่มีพัฒนาการเชิงบวกในไตรมาสแรกปีนี้ เริ่มมีแรงขายหุ้นกระจายตัวออกมา จนขยายวงไปถึงหุ้นทั้งกลุ่มโรงพยาบาล ส่งผลให้หุ้นปรับฐานไม่น้อยกว่า 15% และหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลถูกลดน้ำหนักการลงทุนลงจาก Overweight เป็น Neutral หรือ Underweight


ชะลอลงทุนหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 
สำหรับเหตุผลที่ทำให้หุ้น Top Pick ช่วงก่อนหน้านี้ทั้ง BDMS และ BH น่าสนใจ ลดลง เกิดจากทั้งสองโรงพยาบาลได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง กดดันให้รายได้ลดลง และฉุดให้ผลดำเนินงานมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ 
“เราเชื่อว่า การชะลอตัวของโครงสร้างผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางจะยังไม่เปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้ ตามราคาน้ำมันที่ลดลง มีผลให้รัฐบาลหลายประเทศต้องหันมาใช้มาตรการรัดเข็มขัด โดยรัฐบาลอาบูดาบีลดการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ ขณะที่ รัฐบาลดูไบปรับแก้กฎหมายประกันสุขภาพ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้บริการในประเทศแทน ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งใหม่ใน ตะวันออกกลางอีก 3 แห่ง ประเดิมปลายปีนี้ 2 แห่ง คือ Hamad Bin Khafila Medical City ในกาตาร์ และ Sheikh Jaber Al-Ahmad Al-Sabah ในคูเวต ต่อด้วย Burjeel Medical ในอาบูดาบี ปีหน้า ส่งผลให้หุ้น BDMS และ BH มีความน่าสนใจลดลง” เกษม พันธ์รัตนมาลา นักวิเคราะห์มือเก๋า จากซีไอเอ็มบี อธิบาย
“เราคงน้ำหนัก BDMS และ BH ที่ Neutral เหมือนเดิม เพราะคาดว่าแนวโน้มผลดำเนินงานยังมีปัญหาจากจำนวนผู้ป่วยตะวันออกกลางที่ลดลง ฉุดให้รายได้และกำไรขั้นต้นชะลอตัวลง เห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็น Low season ของธุรกิจ ประกอบกับทั้ง 2 โรงพยาบาลมีแผนลงทุนต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีนี้ ทำให้มีค่าใช้จ่าย สูงขึ้น การลงทุนจึงต้องหวังผลระยะยาวเท่านั้น ทำให้การลงทุนหุ้นโรงพยาบาลขนาด กลางและเล็กเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะสั้นมากกว่า” อาทิตย์ โงสว่าง นักกลยุทธ์ค่ายกรุงศรี และปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลของ เคจีไอ ชี้ประเด็นคล้ายๆ กัน 
เช่นเดียวกับ มงคล พ่วงเภตรา นักกลยุทธ์ของเคทีบี ที่เชื่อว่าการลงทุนหุ้น BDMS และ BH จำเป็นต้องถือลงทุนระยะยาว เพื่อรอการฟื้นตัวของกำไร โดยในกรณีของ BH ต้องรอดูความสำเร็จที่เกิดจากการทำความร่วมมือกับโรงพยาบาลในประเทศ จำนวน 36 แห่ง และศูนย์ส่งต่อราว 35 แห่ง ใน 20 ประเทศ ก่อนว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญในปีหน้าหรือไม่ ส่วนกรณีของ BDMS กำไรน่าจะกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในปี 2562 
อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่าง BDMS กับ BH กลับเกิดการมองต่างมุมขึ้น เพราะนักวิเคราะห์ค่ายเคจีไอชอบ BH มากกว่า โดยให้เหตุผลว่า สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง ประกอบกับมีการปรับ platform ทำธุรกิจใหม่ ด้วยการเน้นผู้ป่วยจีน และผู้ป่วยในภูมิภาคอินโดจีน (CLMV) มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจาก ผู้ป่วยตะวันออกกลาง ส่วน BDMS มีภาระค่าใช้จ่าย สูงจากการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องแบกภาระขาดทุนจากการเปิดศูนย์สุขภาพครบวงจร (Wellness Center) ในปลายปีนี้เพิ่มเติมเข้ามา 
ขณะที่นักวิเคราะห์รุ่นใหญ่ของซีไอเอ็มบี ชี้ว่า อัตรากำไรขั้นต้นของ BH น่าจะแตะระดับสูงสุดแล้ว ทำให้เชื่อว่าจะมีการเติบโตของกำไรไม่สูงนักใน 2-3 ปีข้างหน้า อีกทั้งการประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบันที่ P/E 40 เท่า อาจสูงเกินไป ซึ่งต่างจาก BDMS ที่ราคาหุ้นปรับฐานค่อนข้างรุนแรง ทั้งที่ผล กระทบจากการชะลอตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางมีน้อยกว่า อีกทั้งกำไรปีหน้ามีแนวโน้มเติบโต สองหลัก รับผลบวกจากการขยายเครือข่ายในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้


เพิ่มน้ำหนักหุ้นโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก รับอานิสงส์ประกันสังคมเพิ่มค่ารักษาพยาบาล
ส่วนหุ้นโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก ที่กลาย เป็นหุ้น Top pick มีปัจจัยผลักดันจากการที่สำนักงานประกันสังคมปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยอัตราใหม่ขยับจาก 1,460 บาท/หัว/ปี เป็น 1,500 บาท/หัว/ปี สำหรับโรคเรื้อรัง ปรับขึ้นจากเดิม 432 บาท/หัว/ปี เป็น 447 บาท/หัว/ปี และหากเป็นโรคที่มี high-intensity (Relative Weight >2) จะเพิ่มอัตราเฉลี่ยจาก 560 บาท/หัว/ปี เป็น 640 บาท/หัว/ปี หรือสรุปง่ายๆ คือ อัตราค่ารักษาพยาบาลใหม่จะช่วยให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นราว 3% ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิ เนื่องจากค่าใช้จ่ายยังคงเท่าเดิม 
นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมยังเพิ่มเงื่อนไขในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยกรณี ค่าใช้จ่ายเกินกว่า 1 ล้านบาท ด้วยว่า สามารถเบิกค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้ 80% ของส่วนที่เกินกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งแต่เดิมโรงพยาบาลจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง ทำให้โรงพยาบาลในโครงการประกันสังคมได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า
นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล 3 ค่าย ได้แก่  ถกล บรรจงรักษ์ แห่งหยวนต้า สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา จากเมย์แบงก์กิมเอ็ง และธีรพล อุดมเวช น้องใหม่ ค่ายกรุงศรี พูดตรงกันว่า เมื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์จากสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยประกันสังคม จะพบว่า โรงพยาบาลลาดพร้าว (LPH) ได้ประโยชน์ มากที่สุด เพราะมีรายได้ส่วนนี้สูงถึง 42% ของ รายได้รวม รองลงไปเป็นบางกอกเชน ฮอสปิทอล (BCH) กับโรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ด้วยสัดส่วน 35% เท่ากัน ตามมาด้วยโรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20% แต่หากวัดจากจำนวนผู้ประกันตน จะพบว่า BCH ได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะมีฐานผู้ประกันตนสูงที่สุดกว่า 7.7 แสนราย รองลงไปเป็น CHG ด้วยตัวเลข 4.0 แสนราย ซึ่งเมื่อให้คัดเลือกหุ้นที่โดดเด่นสุด เสียงส่วนใหญ่จะเทใจไปที่หุ้น BCH 
“เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี จากปีนี้จนถึงปี 2562 ของ LPH ขึ้น 3-7% ของ BCH ขึ้น 3-6% และของ CHG ขึ้น 2-4% พร้อมกับปรับเพิ่ม ราคาเหมาะสมของ LPH ขึ้น 7% เป็น 10.70 บาท ของ BCH ขึ้น 6% เป็น 17 บาท และ CHG ขึ้น 4% เป็น 2.70 บาท โดยเลือก BCH เป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่ม เพราะคาดว่า จะมีกำไรเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 18% CAGR ขณะที่ราคาหุ้นคิดเป็น EV/EBITDA ที่ 19 เท่า ซึ่งถูกที่สุดในหุ้นที่ cover รองลงไปเป็น LPH ซึ่งมีแผนเปิดศูนย์บริการใหม่ขนาด 30 เตียง ในเดือนกรกฎาคม และน่าจะขยายฐานผู้ป่วยประกันสังคมได้เพิ่มอีก 50,000 คน หรือ 30% ภายในปี 2562 แต่ยังไม่ได้ปรับเพิ่มประมาณการของ VIBHA  เนื่องจาก EBITDA margin ในไตรมาสแรกปีนี้ออกมาต่ำกว่าคาด ขอรอดูความคืบหน้า จากการปรับโครงสร้างโรงพยาบาลในเครือวิภาราม ซึ่งจะส่งผลให้ผลดำเนินงาน ฟื้นตัวอีกครั้ง” ธีรพล จากกรุงศรี เปิดประเด็น
ด้านมงคล พ่วงเภตรา นักกลยุทธ์สังกัดเคทีบี เสริมว่า การปรับเพิ่มเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยประกันสังคมรอบนี้ ส่งผลบวกต่อทั้ง BCH LPH และ CHG โดยเมื่อตั้งสมมติฐานว่า มีผู้ประกันตนมาใช้บริการจริงในสัดส่วน 80% ของจำนวนผู้ประกันตนที่แต่ละโรงพยาบาลมี จะปรับประมาณการกำไรสุทธิของ BCH กับ LPH ปีนี้ขึ้น 2.1% เป็น 875 ล้านบาท และ 179 ล้านบาท ตามลำดับ พร้อมกับปรับประมาณการกำไรสุทธิ CHG ขึ้น 2.5% เป็น 645 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรที่ปรับขึ้นไม่มากอย่างมีนัยสำคัญ จึงยังคงราคาเหมาะสมหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ไว้ตามเดิม ที่ 16.40 บาท สำหรับ BCH ที่ 12 บาท และ 2.60 บาท สำหรับ LPH และ CHG แต่เนื่องจากราคาหุ้น CHG ค่อนข้างสูง จึงเลือก BCH เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มโรงพยาบาลแทน โดยมี LPH เป็นตัวเลือกอันดับสอง 
แม้แต่เกษมและปริญทร์ ที่คิดต่างกันเรื่องหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ยังชอบ BCH เหมือนกัน โดยให้เหตุผลว่า กำไรมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งในฐานะผู้นำกลุ่มประกันสังคม และการมีฐานผู้ป่วยครอบคลุมทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยระดับ High-end ผู้ป่วยระดับกลางค่อนไปทางบน ผู้ป่วยระดับปานกลาง หรือผู้ป่วยระดับกลางค่อนไปทางล่าง ช่วยกระจายฐานรายได้ และลดความเสี่ยงจากการที่ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดชะลอตัวลง ขณะเดียวกัน การลงทุนใน World Medical Center น่าจะเริ่มเห็นผลกำไรปีนี้เป็นปีแรก อีกทั้งการปรับปรุงพื้นที่ของโรงพยาบาลในเครือ 4 แห่ง เสร็จสิ้นลงไปแล้ว จึงน่าจะผลักดันให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า 
ทั้งนี้ ค่ายเคจีไอ เชื่อว่า BCH จะมีการเติบโตของกำไรเด่นสุดในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก โดยคาดว่าจะเห็นกำไรเติบโตปีนี้ในอัตรา 15.9% และ 12.9% ในปีหน้า ขณะที่ค่ายซีไอเอ็มบี ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นปีนี้ขึ้น 7% ก่อนปรับเพิ่ม ปีหน้าและปีถัดไป ในอัตรา 13% และ 10% ตามลำดับ และที่น่าสนใจกว่านั้น ทั้งสองค่ายกลับคำนวณมูลค่าเหมาะสมของหุ้นได้ 16.50 บาท ตรงกันอีกด้วย 
คำอธิบายข้างต้นสอดรับไปกับมุมมองของศิริพร อรุโณทัย นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลของธนชาต ที่บอกว่า BCH จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากการปรับเพิ่มเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยประกันสังคม เนื่องจากมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในกลุ่ม ในสัดส่วน 6.6% ของผู้ประกันสังคมทั่วประเทศ ช่วยผลักดันกำไรจากการดำเนินงานให้เติบโตสูงราว 19% ตลอด 2 ปีนี้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่คาดว่าจะเติบโต 9% เป็นเท่าตัว ทำให้ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมจาก 14.80 บาท เป็น 15.70 บาท 
“เราเลือก BCH เป็น Top pick กลุ่มโรงพยาบาล เพราะมีแหล่งรายได้จากผู้ป่วยที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ผู้ป่วยต่างชาติ มาถึงผู้ป่วยประกันสังคม ยิ่งโรงพยาบาลมีฐานผู้ประกันตนสูงที่สุด ทำให้เมื่อปรับเพิ่มสมมติฐานการขยายตัวของค่าบริการทางการแพทย์ปีหน้ารายหัวเป็น 15% จากเดิมที่ 5.9% ทำให้ต้องปรับประมาณการกำไรสุทธิปีหน้าขึ้นเป็น 1.1 พันล้านบาท เมื่อคงประมาณการกำไรปีนี้ตามเดิมที่ 0.9 พันล้านบาท รองลงไปเป็น CHG ซึ่งมีจำนวนผู้ประกันตนสูงเป็นลำดับถัดมา ก็ปรับเพิ่มสมมติฐานการขยายตัวของค่าบริการทางการแพทย์ปีหน้ารายหัวเป็น 14% จากเดิมที่ 8% พร้อมกับปรับประมาณการกำไรสุทธิปีหน้าขึ้นมาเป็น 802 ล้านบาท  โดยคงประมาณการกำไรปีนี้ไว้ตามเดิมที่ 674 ล้านบาท” วรุตม์ ศิวะศริยานนท์ ยอดฝีมือรุ่นใหญ่จากเอเชียเวลท์ ขมวดประเด็น


ขณะเดียวกัน มีการพูดถึงหุ้นทางเลือกลำดับรอง อย่าง LPH จากนักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลค่ายเออีซี ณัฏ์วริน ไตรภพสกุล และถกล บรรจงรักษ์ ของหยวนต้า ด้วยว่า น่าสนใจเพราะกำไรมีแนวโน้มเติบโตเป็นเลขสองหลักเช่นเดียวกับ BCH ซึ่งดีกว่ากลุ่มโรงพยาบาลที่เติบโตเป็นเลขตัวเดียว จากการปรับเพิ่มเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยประกันสังคม และการเปิดให้บริการศูนย์โรคเฉพาะทาง (Excellent Center) ในกลางปี ช่วยผลักดันกำไรปกติช่วง 2 ปีนี้ ให้ขยายตัวเฉลี่ย 14-15% เฉพาะปีนี้น่าจะเห็นกำไรปกติทำสถิติสูงสุดใหม่แตะ 170 ล้านบาท ก่อนขยับ เพิ่มเป็น 200 ล้านบาทในปีหน้า
นอกจากนี้ ราคาหุ้นยังจะมี upside จากการขายที่ดินย่านลาดพร้าวในไตรมาสสาม ปีนี้ รวมถึงการประกาศแผนลงทุนโรงพยาบาลอื่นอีก 2-3 แห่ง จำนวน 100 เตียง ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาสสุดท้ายเพิ่มเติมเข้ามา
“เราประเมินว่า LPH จะมีกำไรจากการดำเนินงานขยายตัว 19% ช่วงสองปีนี้ เพราะสามารถปลดล็อคความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยได้มากขึ้น จากการเปิดให้บริการ Excellent Center ในกลางปี ต่อเนื่องด้วยการเปิดอาคารใหม่ขนาด  30 เตียง ในไตรมาสสาม หนุนด้วยการได้เงินชดเชยค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาหุ้นซื้อขายถูกกว่ากลุ่ม จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ” นักวิเคราะห์สาว จากธนชาต ศิริพร อธิบาย


ราคา คือปัจจัยสำคัญในการลงทุน
ถึงแม้หุ้นโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็กจะมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะมีปัจจัยช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเห็นผลตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้ แต่การที่ราคาหุ้นบางตัวมีการปรับขึ้นตอบรับข่าวกันไปบ้างแล้ว ขณะที่ระดับราคาหุ้นไม่ถือว่าถูก โดยซื้อ ขายที่ P/E สูงระดับ 30-40 เท่า เมื่อเทียบกับแนวโน้ม การเติบโตของกำไร จึงทำให้การเลือกหุ้นลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับราคาหุ้นมากเป็นพิเศษ 
ซึ่งสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจากเมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำว่า อาจต้องเล่นรอบ (trading) ในบางจังหวะเวลา เพราะเมื่อ ราคาหุ้นบางตัวปรับขึ้นจน upside เริ่มจำกัด น่าจะเห็นแรงขายโถมออกมา แล้วเปลี่ยนตัวเล่น อย่างไรก็ดี เนื่องจากแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 2 ของโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกไม่มาก เนื่องจากเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจ ทำให้การจับจังหวะซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี เพราะมี downsize จำกัด

จากคอลัมน์ TALK ABOUT STOCK ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 171 เดือนกรกฎาคม 2560

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ