News Update

เฉกเช่นทุกปี ที่เทศกาล Back to School (เม.ย.-พ.ค.) ทีไรก็จะเห็นเหล่าสินค้านักเรียนกระหน่ำทำการตลาดอย่างหนักราวกับ “สงครามครั้งสุดท้าย” เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดของปีนั้น ซึ่ง “นันยาง” แบรนด์รองเท้าผ้าใบนักเรียนอายุ 64 ปี ทุ่มงบ 70 ล้านบาทในปีนี้ เพื่อรักษาตำแหน่ง “เบอร์หนึ่ง” ตลาดรองเท้านักเรียนผ้าใบและชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1% 

จักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ล้านคนต่อปี ส่วนอัตราการซื้อรองเท้านักเรียนต่อคนเฉลี่ย 1.3 คู่ ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ต้องการซื้อรองเท้านักเรียนปีละหลายคู่ ช่วงฤดูขายรองเท้านักเรียน (Back to School) ทุกแบรนด์จึงต้องออกแรงอย่างหนักเพื่อดึงดูดใจลูกค้า และต้องเตรียมสินค้าให้พอกับความต้องการและมีครบทุกไซซ์ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคหันไปเลือกแบรนด์อื่น ซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียการขายในปีนั้นทั้งปี และอาจนำไปสู่การ สูญเสียลูกค้าคนนั้นไปตลอดช่วงอายุนักเรียนหากเขาติดใจแบรนด์ทดแทน 
“ปีที่ผ่านมา นันยางมีสัดส่วนยอดจำหน่าย ในครึ่งปีแรกมากถึง 75% ส่วนใหญ่มาจากช่วง Back to School เป็นหลัก”
ภาพรวมตลาดรองเท้านักเรียนในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมประมาณ 5,000 ล้านบาท แทบไม่เติบโตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นรองเท้าผ้าใบ 60% เป็นรองเท้านักเรียนหญิง  (PVC) กว่า 35% และที่เหลือเป็นรองเท้านักเรียน อื่นๆ ซึ่งตัวเลขที่ดูดีเช่นนี้ยั่วใจให้ “ผู้เล่น (Player)” หน้าใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จีนเข้ามาแข่งขันเพิ่มอีกเกือบ 5-10 แบรนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองเท้าผ้าใบนักเรียน 
“คนอาจจะมองว่าตลาดรองเท้านักเรียนแข่งขันง่าย เพราะกลุ่มเป้าหมายแน่นอน แต่ ในความเป็นจริง การทำตลาดรองเท้านักเรียน ไม่ง่าย นอกจากความท้าทายเรื่องฤดูกาลขาย สินค้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องสูง ต่างจากสินค้าอื่น ที่สามารถทำตลาดสร้างยอดขายได้ทั้งปี ยังมี อีกความท้าทายคือ ทุกปีจะมีนักเรียน ม.6 จบการศึกษาไป แปลว่าฐานลูกค้าส่วนหนึ่งจะหายไป แต่ก็มีกลุ่มนักเรียนที่เพิ่งเข้าเรียนมาทดแทน เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มใหม่มาอยู่ กับแบรนด์เรา ซึ่งลูกค้าแต่ละยุคมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ฉะนั้นการตลาดของเราก็ต้องมี Dynamic ไปตามยุคสมัย”
จักรพลยกตัวอย่าง เมื่อ 20-30 ปีก่อน เน้นการซื้อรองเท้าแถมของเล่น แต่ปัจจุบัน กลุ่มนักเรียนไม่ชอบของเล่น แต่ชอบร่วมกิจกรรมและใช้เวลาอยู่กับ Social Media นันยางจึงหันมาใช้วิธีสร้างกิจกรรมการตลาด และเน้นสร้างแบรนด์ผ่านสื่อ Social Media 
ปีนี้ นันยางวางงบการตลาดไว้ 70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25% เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 42% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 41% ขณะที่รายได้ในปีนี้ตั้งเป้าโต 3-5% จากรายได้ปีก่อนที่อยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้าน บาท


“นันยาง” ทุกก้าวคือตำนาน
รองเท้าผ้าใบพื้นยางสีเขียวผลิตจากยางพาราเป็นเอกลักษณ์ของนันยาง นับตั้งแต่วันแรกที่แบรนด์ “นันยาง” เปิดตัวในเมืองไทย โดยวิชัย ซอโสตถิกุล ได้ซื้อกรรมวิธีการผลิตรองเท้าจากสิงคโปร์ และก่อตั้งบริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2496 หลังจากทำตลาดได้สักพัก ราว 40 ปีก่อน นันยางเริ่มเปลี่ยนมาจับตลาด “กลุ่มนักเรียน” เพราะมองว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่สอดคล้องกับรองเท้านันยางมากที่สุด ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ารองเท้าผ้าใบนันยางเป็นกลุ่มนักเรียนถึง 70% ส่วนอีก 30% เป็นผู้บริโภคทั่วไปที่นิยมใส่เล่นกีฬา ใส่ทำงาน หรือใช้งานทั่วไป
ช่วงที่ผ่านมา แม้แบรนด์รองเท้าหลายแบรนด์จะเริ่มเปลี่ยนจากรองเท้าเพื่อกิจกรรมต่างๆ (Functional Shoes) เช่น รองเท้ากีฬา  รองเท้านักเรียน แตกไลน์มาผลิตรองเท้าแฟชั่น (Fashion Shoes) กันมาก แต่นันยางยังคงยึดมั่นในการเป็น Functional Shoes ที่เน้นคุณภาพ ความทนทาน และราคาย่อมเยา มาจนทุกวันนี้
“นันยางไม่ไปทางรองเท้าแฟชั่น เพราะกระบวนการผลิตต่างกัน เราประมาณตัวเองว่าเราเก่งด้านไหน และไม่เก่งด้านไหน ต้องยอมรับว่าเราไม่ถนัดทำรองเท้าแฟชั่น ไม่ถนัดเปลี่ยนดีไซน์ เปลี่ยนรุ่นบ่อยๆ สิ่งที่เราเก่งคือผลิตรองเท้าคุณภาพ” 
ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า ฐานลูกค้านักเรียนของนันยางแบ่งเป็นกลุ่มมัธยม ซึ่งนันยางมีส่วนแบ่งตลาดสูง ถึง 70% และกลุ่มประถมศึกษา ซึ่งนันยางมี ส่วนแบ่งตลาดเพียง 20-30% ดังนั้นเมื่อ 3 ปี ที่แล้ว นันยางจึงเปิดตัวรองผ้าใบนักเรียน สำหรับเด็กอายุ 6-9 ปี ชื่อรุ่น “นันยาง แฮฟ ฟัน” ชูจุดเด่นที่สวมใส่สบาย มีสีสัน พร้อมกล่องรองเท้าลวดลายน่ารัก 
และหลังจากเก็บข้อมูลพบว่า มีนักเรียนหญิงใส่รองเท้าผ้าใบนันยางเพียง 20% จึงได้ ทำวิจัยและพัฒนารองเท้าเพื่อตอบโจทย์นักเรียนหญิงที่ต้องการรองเท้าผ้าใบที่มีดีไซน์สวยงาม ถูกระเบียบ และราคาไม่แพง จนได้รุ่น “นันยาง ชูการ์” โดดเด่นด้วยสีสันของพื้นรองเท้าด้านใน และโบว์ 7 สีสำหรับเปลี่ยนเป็นเชือกผูกรองเท้าเอาไว้ใส่ในวันไปเที่ยวแทนเชือกสีขาว 
“สิ่งที่ทำให้นันยางยืนหยัดเป็น “เบอร์หนึ่ง” ในตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียน มาถึงวันนี้ เพราะเราไม่เคยลดคุณภาพ เราใช้ยางพารา 100% แม้วันนี้ยางจะมีราคาแพง เราก็ไม่ลดคุณภาพยาง แต่ใช้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแทน โดยในแผน 5 ปี (2559-2563) เราใช้งบ 30 ล้านบาทในการลงทุนเทคโนโลยีด้านการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการด้านการขายและกระจายสินค้าให้รวดเร็วขึ้น แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องยอม ขึ้นราคา เพราะเราไม่ลดคุณภาพเด็ดขาด”  ชัยพัชร์ย้ำว่านี่คือปรัชญาการทำงานที่สืบทอด มาตั้งแต่ผู้บริหารรุ่นที่ 1 
นอกจากรองเท้าผ้าใบนักเรียนแบรนด์ “นันยาง” บริษัทฯ ยังมีรองเท้าแตะคีบที่หลายคนคุ้นเคยดีในแบรนด์ “นันยาง รุ่น ช้างดาว” โดยรองเท้าทั้งสองแบบต่างยืนหยัด อยู่บนจุดแข็งสำคัญคือ “ทนทานเพราะทำจากยางธรรมชาติ 100%” 

เป้าหมายของนันยางในมือผู้บริหารรุ่น 3 
จักรพล และชัยพัชร์ ถือเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของนันยาง ซึ่งเป็นธุรกิจเก่าแก่ที่สุดของ ตระกูลซอโสตถิกุล โดยสร้างรายได้เป็นอันดับ 2-3 รองจากซีคอนสแควร์ และไทยชูรส รั้งท้าย ด้วยกลุ่มซีคอนโฮม 
โดยผู้บริหารรุ่น 3 ทั้งสองคนกล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของนันยางว่า ต้องการครองตำแหน่ง “ผู้นำ” ในตลาดรองเท้านักเรียนผ้าใบไปตลอด พร้อมกับสร้างการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปในทุกๆ ปี และที่สำคัญคือต่อยอดความสำเร็จจากผู้บริหารรุ่น 2 เพื่อผ่องถ่ายไปสู่รุ่นที่ 4 ขับเคลื่อนให้นันยาง ก้าวสู่การเป็นองค์กรร้อยปี 
“เราขอโตแค่นี้ช้าๆ แต่ยั่งยืน เราไม่หวังว่า จะต้องโตไกลระดับโลก ขอแค่ไม่เจ๊ง หมายความ ว่าอีก 20-30 ปี ลูกหลานสามารถเข้ามาทำต่อแบบไม่ต้องเข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุน” จักรพลทิ้งท้าย


จากคอลัมน์ BUSINESS SPOTLIGHT ของนิตยสาร Money & Wealth ฉบับที่ 170 เดือนมิถุนายน 2560

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ