News Update

“ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ” ไม่เพียงเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกและเป็นฟาร์มจระเข้เพื่อการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก วันนี้ “พัชรพิมล ยังประภากร” ทายาทคนเก่งของ “อุทัย ยังประภากร” กำลังตามรอยคุณพ่อด้วยการขับเคลื่อนพาแบรนด์กระเป๋าหนังจระเข้ “S’uvimol” ที่เธอต่อยอดมรดกจระเข้จำนวน 500 ตัวที่ได้รับจากคุณพ่อ ให้ก้าวออกไปโลดแล่นในตลาดแฟชั่นโลกทัดเทียมแบรนด์เนมระดับไฮเอ็นด์ (hi-end) ทั้งหลาย

รู้ลึกเรื่องจระเข้ รู้จริงธุรกิจฟาร์ม
ทันทีที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์จากต่างประเทศ คุณพัชรพิมล ยังประภากร หรือ คุณแพร ได้กลับมาช่วยงานที่ฟาร์มจระเข้ของคุณพ่อทันที เพราะกิจการฟาร์มกำลังเติบโตอย่างมาก บวกกับความคิดว่าเธอจะมีคุณพ่อเป็นครูผู้สอน “วิชาบริหารธุรกิจ” ให้ อีกทั้งกิจการนี้ก็เป็นของครอบครัว เธอจึงไม่ลังเล
“ทำงานที่นี่ มันไม่ได้เป็นภาพที่สวยงดงาม เราต้องเดินตรวจจระเข้ ให้อาหารจระเข้ ตรวจไข่จระเข้ กระโดดขึ้นลงขอบบ่อจระเข้เป็นร้อยบ่อ คุ้ยทรายคุ้ยหญ้าเพื่อดูว่าไข่ที่ฟักไว้ร้อนไปหรือแห้งไปไหม แล้วจระเข้ก็ไม่ใช่กระต่ายที่จะได้อุ้มแล้วรู้สึกว่าน่ารัก ต้องทำงานเสี่ยงอันตรายทุกวัน จำได้ว่า ครั้งนึงเกือบหล่นลงไปในบ่อจระเข้ ดีที่คุณพ่อคว้ามือไว้ทัน แต่ก็มีแผลแตกที่คาง ต้องไปหาหมอ พอวันรุ่งขึ้นก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม”
แม้จะเสี่ยงชีวิต แต่คุณแพรยอมรับว่า เป็นชีวิตที่สนุกและโชคดีที่ได้ทำ เพราะโอกาสเช่นนั้นไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ได้ และที่สำคัญ เธอยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับจระเข้อย่างลึกซึ้ง นอกจากงานภาคสนาม เธอยังต้องทำงานออฟฟิศ โดยเฉพาะเรื่องบัญชีและการเงิน เรียนรู้งานที่ฟาร์มจระเข้อยู่นานนับสิบปี จนกระทั่งเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน คุณพ่อได้ยกมรดกให้กับภรรยาทั้ง 3 คนและลูกอีก 15 คน โดยแบ่งจระเข้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้ครอบครัวละ 500 ตัว
คุณแม่ คุณแพร และน้องๆ ตัดสินใจสร้างฟาร์มเพื่อการพาณิชย์ขึ้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ใช้ชื่อบริษัท จระเข้ทองการเกษตร (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งหนึ่งในธุรกิจสำคัญคือ การผลิตหนังจระเข้ส่งออก ปัจจุบัน ฟาร์มแห่งนี้มีจระเข้หลายหมื่นตัว และมีลูกค้าเป็นโรงฟอกหนังที่มีคุณภาพอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะโรงฟอกหนังที่ทำให้กับแบรนด์ระดับโลก เช่น โรงฟอก TCIM (ของ Hermes) และโรงฟอก Heng Long (ของ Louis Vuitton Group) เป็นต้น
“ทำส่งเขามาอยู่สัก 10 กว่าปี สมัยก่อน เราไม่รู้สึกว่าอยากใช้กระเป๋าหนังจระเข้ เพราะความคุ้นเคยที่เห็นมาแต่เด็กคือรูปแบบจะค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ แต่พอพวกแบรนด์เนมทำออกมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มมองภาพกระเป๋าหนังจระเข้ใหม่ว่ามีความเป็นแฟชั่น แต่พอเห็นราคาที่เขาตั้งไว้ มันทำให้นึกว่าเราต้องขายหนังกองใหญ่กี่กองถึงจะซื้อกระเป๋าของเขาได้สักใบ ก็เลยคิดว่าน่าจะทำกระเป๋าหนังจระเข้คุณภาพดีที่มีดีไซน์เหมาะกับทุกวัย ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และราคาจับต้องได้”

ปั้น S’uvimol ชูธง Exotic Bag ของคนไทย
“ในเมื่อเราสร้างหนังจระเข้ที่มีคุณภาพให้แบรนด์ระดับโลกได้ เราก็น่าจะสร้างแบรนด์กระเป๋าหนังจระเข้ของเราเองให้มีชื่อเสียงระดับโลกได้เช่นกัน” ด้วยความเชื่อมั่นดังกล่าว คุณแพรจึงตัดสินใจเปิดบริษัท ซิลเวอร์ ซี เอ็กโซติก เลเธอร์ จำกัด ขึ้นเมื่อกว่า 5 ปีก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแบรนด์กระเป๋าหนังจระเข้ของคนไทยให้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
แม้จะมีคนแนะนำให้ใช้ชื่อที่มีความเป็นสากลและมีสำเนียงฝรั่งเศส เพราะเป็นชื่อที่เหมาะจะเจาะตลาดแฟชั่นระดับโลก แต่คุณแพรกลับเลือกใช้ชื่อแบรนด์ที่มีสำเนียงไทยคือ “S’uvimol (สุวิมล)” ซึ่งเป็นชื่อคุณแม่ ด้วยเหตุผลว่า เธอต้องการใช้ชื่อที่ให้พลังกับเธอที่สุด และเป็นชื่อที่เมื่อเธอทำแล้ว เธอจะยอมให้ใครมาตำหนิไม่ได้และจะล้มเลิกกลางคันไม่ได้
ด้วยความชอบแต่งตัว บวกกับความใส่ใจทุกรายละเอียดที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อ และความต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ S’uvimol คุณแพรจึงรับหน้าที่ออกแบบกระเป๋าเอง โดยคอนเซ็ปต์ดีไซน์ของเธอคือ เน้นโชว์ความสวยงามโดยธรรมชาติของหนัง Exotic Leather โดยรูปแบบกระเป๋าต้องขับให้ลวดลายของหนังดูโดดเด่นออกมา
สำหรับร้านแห่งแรกของ S’uvimol ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ เพราะคุณแพรมองว่าเป็นย่านที่มีกำลังซื้อสูง แต่เพราะอากาศที่ร้อนทำให้คนไม่นิยมเดินช้อปปิ้งตามถนน ร้านของเธอจึงขาย ไม่ดีและขาดทุนในที่สุด
“ผู้ถือหุ้นคือน้องๆ เริ่มหวั่นไหวว่ามาผิดทางรึเปล่า กระเป๋าไม่ใช่ความชำนาญของเรา แต่พี่ก็บอกว่า พี่เริ่มต้นมาแล้ว และพี่คิดว่ายังทำไม่ถึงที่สุด ฉะนั้นจะให้ยอมรับได้อย่างไรว่าล้มเหลวในเมื่อยังไม่ได้เต็มที่กับมัน แต่เพื่อไม่ให้น้องๆ กังวล พี่ก็เลยขอซื้อหุ้นทุกคนมาทำเอง ก็ทำให้มีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น กล้าลงทุน กล้าลุย กล้าล้ม ก็เลยเดินหน้าเต็มที่”
คุณแพรตัดสินใจปิดร้านที่ทองหล่อเพื่อเปิดร้านในห้างเซ็นทรัล ชิดลม พร้อมกับชูจุดยืนใหม่ของ S’uvimol จากที่มีแค่กระเป๋าหนังจระเข้มาเป็นแบรนด์ที่เน้น Exotic Leather ทั้งหนังงู หนังกระต่าย หนังนกกระจอกเทศ ฯลฯ โดยยึดจุดขายเดิมคือ ใช้หนังที่ดีที่สุด เช่น ใช้หนังนกกระจอกเทศจากโรงฟอกหนังในญี่ปุ่นที่นำเข้าหนังจากแอฟริกาซึ่งเป็นแหล่งที่ดีที่สุด เป็นต้น
ปีแรกที่เข้ามาอยู่ในห้าง เธอยอมรับว่าลุ้นทุกวันว่าขายกระเป๋าได้วันละกี่ใบ จนวันหนึ่งมีลูกค้าชาวตะวันออกกลางที่หลงรักกระเป๋าหนังจระเข้ของเธอมากถึงขั้นซื้อไปใช้และโพสต์ลงอินสตาแกรม (IG) ทำให้เพื่อนมาซื้อตาม จากนั้นความนิยมก็ขยายวงไปยังเพื่อนของเพื่อนในโลกโซเชียล ทำให้สินค้าของเธอขายดีจนที่ร้านไม่มีของขายเพราะผลิตไม่ทัน จึงต้องขายเป็นใบจองให้กับลูกค้าและส่งสินค้าให้ภายหลัง โดยลูกค้าเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งกว่า 3,000 บาทเอง
“ต้องยอมรับว่า สาวตะวันออกกลาง เป็นคนมีเทสต์ (taste) ในการแต่งตัว  ถึงเขาจะคลุมผ้าสีดำ แต่ข้างในเขาเป็นแบรนด์เนมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ฉะนั้นเขารู้ดีว่า ‘ของดี’ คืออะไร” 

ขับเคลื่อน S’uvimol เทียบชั้นแบรนด์เนมโลก
กว่า 2 ปีมาแล้วที่กระเป๋าแบรนด์ S’uvimol ได้รับความนิยมอย่างดีในหมู่นักช้อปสาวจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสาวตะวันออกกลาง สาวญี่ปุ่น ฮ่องกง และสาวจีน ขณะที่ลูกค้าคนไทยมีในสัดส่วนไม่ถึง 20% โดยคุณแพรมองว่าเป็นเพราะลูกค้าต่างชาติมักดูที่ “ตัวสินค้า” เป็นหลัก ส่วนกลุ่มเป้าหมายคนไทยส่วนใหญ่ยังยึดติดกับแบรนด์เนมต่างชาติ ซึ่งแม้ว่าเธอจะมองเป้าที่ตลาดโลก แต่ก็คาดหวังที่จะได้รับความนิยมจากคนไทยด้วยเช่นกัน
“เราจะภูมิใจมากถ้าคนไทยถือ S’uvimol แล้วมีความรู้สึกภาคภูมิใจเหมือนกับเวลาที่เขาถือแบรนด์ระดับโลก”
ปัจจุบัน S’uvimol มีร้านในเมืองไทย 5 สาขาคือ เซ็นทรัล ชิดลม, Zen (ในเซ็นทรัลเวิลด์), สยามพารากอน, เอ็มโพเรี่ยม และล่าสุด เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีร้านในห้าง Bloomingdale’s ณ Dubai Mall ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และในห้าง Seef Mall ที่กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน รวมถึงตัวแทนจำหน่ายในญี่ปุ่น
มาถึงวันนี้ สินค้าแบรนด์ S’uvimol ไม่ได้มีแค่กระเป๋า ยังมีหมวก เข็มขัด เคสมือถือ เครื่องประดับ ฯลฯ และนอกจากสินค้าหลักในกลุ่ม Exotic Skin บริษัทยังแตกไลน์มาสู่กลุ่มสินค้าผ้าพิมพ์ลาย ผ้า Twilly สำหรับพันหูกระเป๋า (ผลงานออกแบบของลูกสาวคนที่สามของคุณแพร) และนอกจากแบรนด์ S’uvimol เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทก็ได้เปิดแบรนด์ย่อย S’uvimol Baby ซึ่งเป็นไลน์สินค้าสำหรับเด็กไปจนถึงวัยรุ่นวัยเรียน รวมถึงหญิงสาวที่ชอบถือกระเป๋าใบเล็ก
คุณแพรกล่าวว่า ในปีนี้ เธอตั้งใจจะเปิดร้านสำหรับแบรนด์ SV’Homme ซึ่งเป็นไลน์สินค้าสำหรับผู้ชาย โดยบริษัทกำลังเร่งหาพื้นที่เปิดร้านภายในห้าง หลังจากที่สินค้า SV’Homme ทดลองขายผ่านทาง Social Media มาตั้งแต่ปลายปี 2555 แล้ว ขณะที่แผนในปีหน้า เธอตั้งใจจะไปขยายไปเปิดสาขาในแถบยุโรปและประเทศอเมริกา ควบคู่กับการเพิ่มไลน์สินค้าให้มากขึ้น ได้แก่ เสื้อผ้า แว่นตา น้ำหอม ฯลฯ เพื่อผลักดันให้ S’uvimol ก้าวเข้าสู่ธุรกิจแฟชั่น (Boutique) แบบครบวงจร
“เป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ S’uvimol ก็เช่นเดียวกับแบรนด์ไฮเอ็นด์ต่างๆ คือเวลาที่ทุกคนคิดถึงสินค้าแฟชั่นที่เป็น Exotic Leather เราต้องการให้เขาคิดถึงเราเป็นอันดับแรก แปลว่าเราต้องเป็นผู้นำในสินค้ากลุ่มนี้ในระดับโลก”
แม้เส้นทางจากวันนี้ยังห่างจากเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้ แต่คุณแพรกล่าวว่า เธอมีความสุขมากทุกครั้งที่เห็นลูกค้ามีความสุขเมื่อได้รับและได้ใช้สินค้า S’uvimol ซึ่งนั่นเป็นกำลังใจให้เธอและลูกสาวทั้ง 3 คนมีแรงที่จะปลุกปั้นแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยต่อไป


ภณภิสา ปวโรดม Like Mother, Like Daughter
“ถ้าพูดถึงลูกสาว 3 คน ทุกคนมีความเป็น “อาร์ต” และทุกคนมีความเหมือนแม่ แต่จะโดดเด่นไปในแต่ละด้าน อย่างคนโตจะมีความเหมือนแม่ที่ชัดเจนคือชอบทำงานๆ ได้ตลอด 24 ชม. ลงรายละเอียดในทุกๆ เรื่องราว ชอบแต่งตัว ชอบเรื่องสวยงาม และเนื่องจากเรียนจบก่อน จึงได้เข้ามาทำงาน S’uvimol ในระยะแรกด้วย โดยดูแลภาพรวม และเป็นผู้ออกแบบกระเป๋า S’uvimol ส่วนลูกสาวคนกลางชอบเป็นนักธุรกิจ มีหัวทางการตลาด ขณะที่ลูกสาวคนที่สามจะมีคาแรกเตอร์โดดเด่นมากในเรื่องของความเป็นอาร์ต” คุณแพรกล่าว
คุณแพรมีลูกสาว 3 คน ได้แก่ ฝน-ชวมณฑ์, ฟ้า-ภณภิสา, รุ่ง-ศิวานุช ปวโรดม และมีลูกชาย 1 คนคือ แชมป์-วรุตม์ชาติ ซึ่งปัจจุบัน กำลังเรียนออกแบบเครื่องหนังและรองเท้าที่ประเทศอิตาลี ขณะที่ลูกสาวทั้ง 3 คนเรียนจบทางด้านดีไซน์จากสหรัฐอเมริกา และกลับมาช่วยต่อยอดแบรนด์ S’uvimol แล้ว โดยคุณฝนดูแลด้านการดีไซน์ การผลิต และการตลาดในประเทศ รวมถึงเป็นพรีเซนเตอร์คู่กับคุณแม่ ส่วนคุณรุ่งเข้ามาช่วยดีไซน์ผ้าพิมพ์และดูแลเรื่องภาพใน IG และสื่อออนไลน์
สำหรับคุณฟ้า เธอเข้ามาช่วยงานคุณแม่ราว 3 ปี มีหน้าที่หลักคือ ดูแลการขายและการตลาดต่างประเทศ โดยผลงานล่าสุดที่สร้างความภาคภูมิใจให้เธอคือ การติดต่อเพื่อเอาร้าน S’uvimol เข้าไปในห้าง Bloomingdale’s ที่ Dubai Mall
“นอกจากที่บาห์เรน และดูไบ ตอนนี้เรากำลังถูกทาบทามให้เข้าไปอยู่ในห้าง Bloomingdale’s ที่คูเวต เรียกว่าทำเลหลักของเราอยู่โซนตะวันออกกลาง” คุณฟ้าอธิบายเพิ่มว่า คนตะวันออกกลางชื่นชอบ Exotic Leather อยู่แล้วจึงคุ้นเคยกับการเลือกสินค้าที่ดี พอมาเจอสินค้า S’uvimol ซึ่งคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์เนมชั้นนำแต่ราคาถูกกว่ามากจึงชื่นชอบและบอกต่อ 
อีกผลงานที่เธอประทับใจ ได้แก่ การดูแลการขายผ่านทาง Social Media ซึ่งเป็นช่องทางที่สร้างรายได้ให้กับแบรนด์ปีละไม่ต่ำกว่า 10%
“งานขายผ่านทาง Social Media ซึ่งฟ้าดูตั้งแต่รับคำสั่งซื้อจนถึงส่งของ เป็นงานที่เรียกว่าทำทุกวัน  24 ชม. เพราะลูกค้าเรามาจากทั่วโลก โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าที่ราคาหลายหมื่นบาทและต้องโอนเงินล่วงหน้า ลูกค้าก็ต้องถามเยอะเป็นธรรมดา ซึ่งถ้าเราบริการดี ตื่นตัวและเต็มใจตอบคำถามเขาตลอดเวลา เขาก็จะมั่นใจในสินค้าและบริการมากขึ้น ก็จะนำไปสู่การสั่งซื้อในที่สุด” คุณฟ้าบอกเคล็ด (ไม่) ลับ
นอกจากนี้ คุณฟ้ายังมีโปรเจ็กต์ใหญ่ที่เธอเป็น “แม่งาน” คือแผนการเปิดร้านและขยายไลน์สินค้าแบรนด์ SV’Homme แบรนด์สินค้า Exotic Skin สำหรับผู้ชาย ซึ่งขายผ่านทาง IG มาสักพัก ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างรอเข้าห้าง
“หลายคนคิดว่าสินค้าผู้หญิงขายดี สินค้าผู้ชายก็น่าจะง่าย แต่พอศึกษาจริงๆ ก็เห็นว่า ผู้ชายอาหรับไม่ค่อยใช้เงินกับการแต่งตัวมากนัก แต่จะใช้เงินกับของชิ้นใหญ่ เช่น รถหรือนาฬิกา เป็นต้น ทำให้เราต้องมองตลาดคนละกลุ่ม ตอนนี้เรามองว่ากลุ่มที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น ยุโรป และคนไทย แต่ก็ยากเพราะถือเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย ขณะที่การผลิตสินค้าเองก็เป็นคนละแนว เพราะขนาดที่ต่างกัน รูปแบบดีไซน์ที่ต่างกัน ฯลฯ ทำให้การเลือกหนังและวิธีตัดเย็บแตกต่างกัน”
คุณฟ้าเล่าว่า ตั้งแต่คุณแม่สร้างแบรนด์กระเป๋า S’uvimol เธอก็ไม่ได้ซื้อกระเป๋าแบรนด์อื่นมานานกว่า 5 ปี และตั้งแต่ที่เธอเข้ามาคลุกคลีกับธุรกิจนี้ เธอก็มีความคิดว่า ถ้ามีโอกาสซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เธอจะเลือกคอลเลกชั่นที่เป็นหนังจระเข้หรือ Exotic Skin เพราะเธอซาบซึ้งกับเรื่องราวกว่าจะได้มา (Behind the Scene) ของ Exotic Bag เหล่านั้นมากขึ้น 
“ทุกวันนี้ พอเห็นกระเป๋าแบรนด์เนมสวยๆ จะเข้าไปดูฝีมือการตัดเย็บ (Craftsmanship) ของเขา เพราะเขาเก่งในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเราเก่งเรื่องการทำหนัง เพราะเราคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก และเราก็ทำหนังเอง จากจุดแข็งนี้ก็เชื่อว่าเรามีโอกาสพัฒนาไปถึงแบรนด์เนมเหล่านั้นได้”
คุณฟ้าทิ้งท้ายว่า สำหรับเธอ ความสำเร็จสูงสุดในการสร้างแบรนด์ S’uvimol คือการที่ S’uvimol กลายเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมใบแรกในความใฝ่ฝันของหลายๆ คน และการที่บุคคลทั่วไปที่ชื่นชอบแฟชั่นยอมรับว่าคนที่ถือแบรนด์ S’uvimol เป็นคน “มีสไตล์” “มีรสนิยม” เหมือนกับที่ทุกคนยอมรับในแบรนด์เนมชั้นนำของโลก ซึ่งนั่นคือเป้าหมายที่เธออยากนำพาแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ให้ไปให้ถึง

คอมเมนท์

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ