Money Channel Blog

  • Home
    Home This is where you can find all the blog posts throughout the site.
  • Categories
    Categories Displays a list of categories from this blog.
  • Tags
    Tags Displays a list of tags that has been used in the blog.
  • Bloggers
    Bloggers Search for your favorite blogger from this site.
  • Team Blogs
    Team Blogs Find your favorite team blogs here.
  • Login

พิชัย จาวลา

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป

Posted by on in พิชัย จาวลา

บริเวณราคานี้ เป็น zone ซื้อ เรามี 2ทางเลือก

1. ไม่ซื้อราคานี้ และรอซื้อที่ต่ำกว่า 1200 ซึ่งกลยุทธิ์นี้ อาจทำให้คุณได้ซื้อถูก หรืออาจไม่ได้ซื้อเลย

2. เริ่มซื้อที่ 1260 เพิ่มเติม ถ้ารราคาลงไปอีกก็ซื้อเพิ่ม

ผมเลือกข้อ 2 ครับ รอบนี้ผมเลือกหุ้นอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มพลังงาน 2 ตัวกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ยังมีกลุ่มอื่นๆที่ดีอีก แต่ผมไม่ได้ดูทุกกลุ่ม)  พลังงานตัวใหญ่ตัวแนก อักษรย่อตัวแรก และตัวสุดท้ายเป็นตัวเดียวกัน ชื่อเหมือนเกาะๆหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยว อยู่ใกล้ๆกระบี่ และภูเก็ต อักตัวหนึ่งคือ ชื่อบ้านนายก โดยราคาจะขึ้นได้ร่วม 50% โดยตัวแรกจะสามารถ Lead นำกลุ่มพลังงานขึ้้นสร้าง new high ได้

ส่วนDowjones ถึงเวลาปรับฐานระยะกลางๆ อาจใช้เวลาเป็นปีโดยอาจลงได้ถึง14500โดยประมาณ ส่วนตลาดหุ้นไทย อินเดียฮ่องกงดูดีกว่ามาก

(Dowjones  คงยังไม่ปรับฐานเร็วๆนี้ คงยังพอขึ้นต่อได้)

 

Hits: 3383

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ1200-1250เหรียญ  ซื้อทองเก็งกำไรได้  และถือยาวได้ในระดับหนึ่ง อาจจะ 6เดือน 1ปี  หรือนานกว่านั้น ทองจะเป็น  side way up เมื่อมองในภาพใหญ่  แแต่ถ้าระยะสั้นๆ จะมีการดีดขึ้นได้แรงเป็นช่วงๆ

เพียงแค่  8-9 เดือน sentiment ของการลงทุนในทองคำ เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างแปลกใจ  จากความกล้าผิดปรกติ เป็นความกลัวผิดปรกติ ซึ่งช่วงเวลาปัจจุบันย้อนหลังไป 1-2  เดือน ตั้งแต่สถาบันระดับโลก จนถึงระดับประเทศ กองทุน และโบรกเกอร์ต่างๆ จนถึงคนธรรมดา นักธุรกิจทั่วไป แม่ค้า ร้าน ตลาดต่าางๆ ต่างกลัวและหลีกเลี่ยงการซื้อทองคำทั้งสิ้น เปลี่ยนจากซื้อเป็นขาย หริอwait and see กันถ้วนหน้า

ปรากฏการณ์ลักษณะะนี้ เข้าทางระบบผลประโยชน์ทที่ชี้ให้มาซื้อ ในเวลาที่เหตุผลทุกข้อดูไม่ดี และชี้ให้ขาย และในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว ซึ่งราคาทองที่จะปรับตัวขึ้นในอนาคต เราจะเห็นเหตุผลที่ support ราคาที่สูงขึ้นได้เอง

เป้าหมายหรือ zone ของการขายทองคำอยู่ที่ 145 0 เป็นเป้าหมายแรก และระยะ 1-2 ปี อยู่ที่ประมาณ1450-1700 ไม่ทราบว่าตรงไหน แต่ตรงนี้ 1200 กว่าๆ อย่าขายทิ้ง อย่า cut lost ให้รอขายแพงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ระยะยาว 5-20 ปีทองคำเป็นขาลง เนื่องจากได้เป็น bubble ไปแล้วที่ 1800 เหรียญ

หุ้นเป็น zoneซื้อ เพียงแต่รอบนี้อาจยืดเยื้อกว่าที่คิด กลยุทย์หลักคือ ซื้อเมื่อปรับตัวลง ถ้าลงต่อ ก็ซื้อเพิ่ม ถ้ายืดเยื้อ ก็รอได้ กลยุทย์รอง หรือกลยุทย์เสริมก็คือ เมื่อขึ้น ไม่ไล่ซื้อ และไม่ขาย (ลงมาก็หาจังหวะซื้อ) จะกำไรเป็นกอบเป็นกำในปีนี้ หุ้นจะขึ้นถึง 1550-1800 ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้

US Dollar จะแข็งค่าในระยะยาวถึง 40บาท ใน 1-2ปีนี้ ถ้าเกิดการอ่อนค่าของค่าเงินบาท เสริมกับการขึ้นของทองคำ เราจะเห็นทองคำเมื่อ convert เป็นบาท สามารถปรับตัวขึ้นได้มากเป็นพิเศษ จนใกล้ highเดิม หรือเกินกว่าได้ ภายใน 1-2 ปี แต่ราคาเมื่อเปรียบเทียบเป็นเหรียญ จะไม่เกินกว่า highเดิมที่  1900 เหรียญ

Hits: 3416

เงินบาทได้อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ถึง33บาทแล้ว และภายในปีนี้อย่างช้าปีหน้า ก็จะอ่อนถึง40บาท ตามที่ได้อ่านผ่านระบบผลประโยชน์ ช่วงนี้ สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า จาก 33 จะตกลงมา 32 หรือไม่31หรือไม่ จะเยืดเยื้อแค่ไหน วงจรจะเป็นอย่างไร สาระสำคัญคือ USD Over Sold มากๆ และจะแข็งค่าในระยะยาว

ถึงแม้ว่าช่วงนี้ เริ่มเห็นเหตุผลที่ว่าชี้ว่าควรจะซื้อdollar และ เงินบาท น่าจะอ่อนได้ถึง34บาท(ตามที่หลายสำนักได้เริ่มวิเคราะห์) เช่น การเมืองไม่แน่นอน และการลด QE. แต่ก็ยังเป็นเหตุผลแต่เพียงบางข้อ เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณ29-31บาท ที่แทบไม่เห็นเหตุผลใดๆชัดๆเลยว่า ทำไมUS  จึงแข็งค่าขึ้นมาถึง33จนไดั ตามระบบผลประโยชน์ แต่การอ่านค่าของเงินสกุลเอเซีย ยังไม่จบรอบใหญ่ และกลไกลของระบบผลประโยชน์ อธิบายให้ครบวงจรได้ดังนี้

"ราคาเริ่มขึ้นจากจุดที่ไม่มีเหตุผลใดๆชี้ว่าควรซื้อ แต่มีเหตุผลที่ชี้ว่าจะลงต่อ คนส่วนใหญ่จึงขาย (หุ้น400จุดปี 51 USD 30บาท) ราคาจะขึ้นจากบริเวณนั้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และเหตุผลคำอธิบาย ว่าทำไมควรซื้อ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (หุ้นประมาณ 6-700จุด, USD 33 บาท) คนก็เริ่มซื้อตามหลังราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สถาณการณ์ก็เปลี่ยนตามหลังราคา supportกับราคาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งที่มีแต่เหตุผลที่ชี้ว่าราคาจะขึ้นต่อไปอีก หาเหตุผลว่าราคาจะลดลงแทบไม่เจอ (หุ้น 1600 USD 40-44 บาท ในอนาคต) คนส่วนใหญ่ก็จะซื้อกันมากที่สุด คนส่วนน้อยขายในเม็ดเงินที่เท่ากัน ราคาก็จะเริ่มปรับตัวลง เป็นวงจรแบบนี้ทุกครั้ง

ทองคำสามารถ speculate buy ได้ที่ประมาณ 1200-1250 และทองคำจะ side way up สลับขึ้นลง แต่ขึ้นมากกว่าลงได้อีกประมาณ 6เดือน ถึง 2ปี zone ขายอยู่ที่ 1450 ถึง1700 เหรียญ จึงยังไม่ควร cut loss หรือขาทิ้งนะครับ เนื่องจากตอนนี้ ทองคำมีแต่เหตุผลด้านไม่ดี ที่ชี้ให้ขายทั้งสิ้น ( อ่าน 2 บทความก่อนหน้านี้) จึงกลายเป็นจังหวะที่ดี ที่ควรซื้อไป

หุ้นได้มีการคลาดเคลื่อน จากที่บทความก่อนๆได้คาดว่าจุดต่ำสุดที่ 1260 น่าจะผ่านไปแล้ว แต่ขณะนี้ลงมา 1230 แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือหุ้นซื้อลงทุนได้ และจะขึ้นในระยะยาว ยิ่งถูก ยิ่งน่าซื้อ

เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดทางการเมืองที่มีความร้อนแรง เกิดขึ้นมาผสมโรง อาจทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปตามข่าวสารเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบได้ (รายละเอียดอธิบายในหนังสือเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง ไว้อย่างละเอียด) แต่เหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ ก็ไม่สามารถหักล้างระบบผลประโยชน์ได้ เพียงแต่อาจทำให้ราคาคาดเคลื่อนเคลื่อนยืดยุ่นไปตามสถาณการณ์ได้(แต่ก็ไม่ทุกครั้ง)

เพียงแต่ว่ารอบนี้ การลงของหุ้น อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด และราคาอาจลงลึกกว่าที่คิดเท่านั้นเอง กลยุทธ์จึงคือ ยิ่งลงยิ่งทยอยซื้อ และรอได้ แม้จะนาน และหุ้นขึ้นก็ไม่ไล่ตามซื้อและพอหุ้นขึ้นและตกกับลงมาอีก ก็ซื้อเพิ่ม  การทำอย่างนี้ จะทำให้เราได้กำไร เป็นกอบเป็นกำ เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะ 6 เดือน อาจจะเป็นปีก็ได้ ให้คิดเผื่อใจไว้ก่อนเพื่อความสบายใจ

สิ่งที่ผมกำลังมองดูก็คือ ถ้าค่าเงินบาทอ่อนต่อเนื่องในปีนี้ไปจนถึง 40 บาท ก็จะทำให้การลดลงของหุ้นรอบนี้ลึกกว่าที่คิด และยืดเยื้อกว่าที่คิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะรอบนี้หรือรอบไหน ก็ไม่ใช่ประเด็ญสำคัญ สิ่งสำคัญคือหุ้นลงต้องซื้อไปเรื่อยๆ หุ้นขึ้น ไม่ขาย

เนื่องจากคราวที่แล้ว ผมคาดว่า 1260 จุด เป็นจุดต่ำสุดไปแล้ว และเกิดจุดต่ำสุดใหม่ จึงทำให้วันนี้ผมไม่อยากกะเก็ง ว่าตรงไหนอย่างไร เท่าไหร่นัก อยากให้กะเก็งว่าจะซื้อตรงไหน ทยอยอย่างไรกันเอาเอง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ผมลองเดาดูใหม่ ผมคาดว่า หุ้นน่าจะอยู่ในกรอบ 1200-1300 ระยะหนึ่ง แม้ลงต่ำกว่า 1200 ก็ไม่เป็นไร ยิ่งหน้าซื้อ ถ้าขึ้นไป 1300 หรือเกินกว่าบ้าง ก็อาจกลับลงมาที่เดิมได้อีก เป็นการวนเวียน ก่อนจะขึ้นจริงในที่สุด

 

Hits: 1732

Set ต่ำกว่า 1350 เป็น zone ซื้อ อาจขึ้นช้าหรือเร็ว หรือลงต่อและยืดเยื้อก็ได้ ให้ใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อได้ เนื่องจากเหตุผลด้านไม่ดีที่ให้ขาย หรือชะลอการลงทุนชัดเจน เหตุผลดีๆแทบไม่มี จึงกลายเป็นจังหวะซื้อ เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์ หุ้นจะขึ้นถึง 1450 ได้ไม่ยาก และไม่นานเกินรอ ส่วนการที่หุ้นจะขึ้นถึง 1550 - 1800 จุดนั้น คงต้องใช้เวลาภายในปีหน้าได้เห็น ส่วนทองคำเป็น bubble. และจะเป็นขาลงในระยะยาว 10-20 ปี แต่ระยะ 6 เดือน ถึง 1 หรือ 2 ปี จะเป็นขาขึ้นก็ได้ เนื่องจาก oversold คนส่วนใหญ่กลัวและขาย กองทุนขาย สถาบันระดับโลกเชียร์ให้ขาย และวิเคราะว่า จะลงต่ำกว่า 1100 - 1000 ในปี 2557 แต่ระบบผลประโยชน์อ่านว่า 1192 เหรียญน่าซื้อมาก (ต่ำกว่า1250เหรียญ ถูกทุกราคา) โดยราคาจสลับขึ้นลงจนถึงเป้าหมายที่ 1450 - 1700 เหรียญ (ไม่ทราบว่าถึงตรงไหน)  ภายในประมาณ 6 เดือน ถึง 2 หรืออาจ 3 ปี

US dollar oversold และจะแข็งค่าในระยะยาว และถูกทุกราคาครับ แต่เราเป็นคนไทย ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้ใช้ ก็อาจซื้อเล่นๆบ้าง หรือไม่ซื้อก็ได้ แต่หน่วยงานหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง น่าซื้อไว้ครับ

Hits: 3836

อย่าเพิ่งแปลกใจ ว่าผม anti การลงทุนในทองคำ ทำไมแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรได้ ขออธิบายว่า ระบบผลประโยชน์ยัง confirm ว่าทองคำจะเป็นขาลงในระยะยาว 10-20 ปี แต่ระยะสั้น ถึงระยะกลางประมาณ 1 ปี อาจเป็นขาขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณ 1250 เหรียญต่อออนซ์นี้ น่าสนใจซื้อ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว และเหตุผลทุกข้อดูไม่ดี และชี้ให้ขาย ซึ่งเข้าทางระบบผลประโยชน์ จนอดไม่ได้ที่จะแนะนำให้ซื้อเลยก็ได้และถ้าลงก็ซื้อเพิ่มก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นการซื้อเพื่อเป็นการขายออก ณ จุดๆหนึ่งในปีหน้า ประมาณ +/-1500 เหรียญ (อาจต่ำกว่าหรือสูงกว่า)

เหตุผลต่างๆ ที่ชี้ให้ขายทองมีดังนี้

  1. หลายสถาบันระดับโลก วิเคราะห์ว่า ทองคำจะตกต่ำลงอีกถึง 1100 หรือต่ำกว่าในปีหน้า
  2. กราฟดูไม่ดี เป็น Head& Shoulder มีแนวโน้มจะหลุดลงไป Test Low เดิมที่ 1180 เหรียญ(ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่คิดเหมือนๆกันไปหมด)
  3. เคยมั้นใจสุดๆ ว่าทองเป็น Safe Heaven แล้วผิดหวังรุนแรง โดยไม่ได้เผื่อใจไว้เลย จึงปรับใจไม่ถูก เมื่อทุกอย่างผิดพลาด ดังนั้น เมื่อมีข่าวด้านลบมากระทบ จึงกลัวมากกว่าปรกติ (เมื่อรักมาก คราวผิดหวังก็จะเกลียดมาก) ซึ่งคนซื้อหุ้นแล้วตกไม่เป็นแบบนี้ เนื่องจากเจ็บมาเยอะจนชิน และเผื่อใจไว้เสมอ

เหตุผลปลีกย่อย หลายแง่มุมอื่นๆอีกมาก เช่นเรื่องเพดานหนี้สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะผ่านไปได้ในที่สุด ฯลฯ

ส่วนหุ้น confirmed เหมือนเดิมว่า หุ้นลงต้องซื้อ เพื่อไปขายที่ 1550-1800 จุด ตรงไหนไม่อาจรู้ได้ เดี๋ยวค่อยไปดูกันอีกที ในเวลานั้น

Apply ระบบผลประโยชน์กับตลาดหุ้นอินเดียจะเห็นภาพชัดว่า ข่าวร้ายท่วมตลาด GDP โตลดลงมาก ค่าเงินอ่อน 30-40% เป็นประวัติการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ฯลฯ แต่เมื่อคนส่วนใหญ่กลัวจะขายหุ้นที่ 18000-17000 ราคาก็ดีดกลับทันที จนปัจจุบันใกล้ Test High เดิม ที่ระดับ 20000 จุดเศษๆแล้ว และจะขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล อาจถึง 2500 จุด

Dowjones ก็เช่นกัน ข่าวร้ายยิ่งมาก ยิ่งกลัวมาก หุ้นก็จะขึ้นไปได้อีกมากกว่าที่ทุกตนคิด (ข่าวร้ายที่อเมริกามีอะไรบ้าง คงจะรู้ๆกัน ไม่ต้องเขียนนะครับ) ตลาดหุ้นฮ่องกงก็ดูดี น่าจะสร้าง New High เกินกว่า 25000 เช่นกัน

Hits: 7105

Posted by on in พิชัย จาวลา

จุดต่ำสุดของหุ้นรอบนี้ ได้ผ่านไปแล้วที่ 1260 จุด และพลิกกลับอย่างรวดเร็วเกินคาด หุ้นไทย และตลาดหุ้นในเอเซีย ได้กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นอินเดีย และที่ฮ่องกง การขึ้นของ set รอบนี้ จะกินเวลาหลายๆเดือน หรืออาจเป็นปี โดยจุดสูงสุด น่าจะอยู่ระหว่าง 1550-1800 จุด ตรงไหนไม่อาจรู้ได้ ดังนั้น จึงต้องซื้อไว้ก่อน เมื่อปรับตัวลง กลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่ม bank พลังงาน และ property แน่นอนว่ายังมีกลุ่มอื่นๆที่น่าสนใจอีก แต่ผมไม่ได้ดูหุ้นทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง  จึงแนะนำเฉพาะที่แน่ใจได้ (รายละเอียด อ่านบทความก่อนหน้านี้ประกอบด้วย) ส่วนกลุ่มที่ดคย hot เมื่อ set อยู่ที่ 1600 จุด รอบที่แล้ว แม้รอบนี้ หุ้นอาจ test high เดิม หรือสร้าง highใหม่ แต่กลุ่มเหล่านั้น คนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ ก็อาจไม่ได้ทุนคืน นี่คือธรรมชาติของบริเวณราคาที่เมื่อตลาดหุ้นเข้า zone over bought และตกลงมา ถ้าจะขึ้นไปใหม่ที่เกินกว่าจุด over boughtเดิม ก็จะสลับกลุ่มขึ้น คนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ ก็ไม่ได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การซื้อรอบนี้ ก็เพื่อไปขาย ณ.จุดๆหนึ่งอยู่ดี น่าจะเป็นปีหน้า แต่ภาพของการปรับตัวลงของหุ้นอย่างยืดเยื้อรอบนี้ ไม่เกิดขึ้น และเลื่อนออกไปเนื่องจากคนส่วนใหญ่กลัว เมื่อ set หลุดทุกแนวรับ อีกทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจน อสังหาชะลอตัว อเมริกาจะยุติ QE ภายใน 1ปี ฯลฯ เมื่อคนส่วนใหญ่กลัว เนื่องจากเหตุผลไม่ดี จึงกลับตัวขึ้นอีกครั้ง

ส่วนทำไมถึงคิดว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว ที่1260 จุด ให้อ่านบทความ "กล้าๆกลัวๆ" อีกครั้ง จะเห็นว่า บริเวณราคา 1400-1500 เมื่อ 2-3เดือนก่อน เตํมไปด้วยข่าวร้าย เหตุผลไม่ดีต่างๆ แต่คนส่วนใหญ่กัดฟันซื้อ เนื่องจากเห็นว่า ตกลงมาในสัดส่วนที่พอดีๆ ประมาณ 2-300 จุด เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (1150 ตกลงมา  850 และ 1250 ตกลงมา 1100) ช่วงเวลาเหล่านั้น ก็เต็มไปด้วยข่าวร้ายเช่นกัน และคนส่วนใหญ่ก็พลาดโอกาศซื้อของถูก เนื่องจาก focus ที่ข่าวร้าย แต่หุ้นก็กลับขึ้นไปสร้าง new high ได้

คราวนี้ 1650 ตกลงมา 1400 จึงซื้อสวนตลาดแม้มีข่าวร้าย จากวิธีคิดในเชิงเปรียบเทียบอดีต เมื่อคนส่วนใหญ่คิด 2ชั้น แล้วซื้อ ตลาดก็ปรับตัวลงต่อ จนหลุดแนวรับ ซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย ที่ 1300 จุด เมื่อความหวังสุดท้ายหลุดลอยไป คนส่วนใหญ่ ก็กลับมา focus ที่ข่าวร้าย ซึ่งมีอยู่เต็มตลาด (โดยเฉพาะการยุติ QE) และสรุปว่า ตลาดหุ้นที่ลงมารอบนี้ ไม่เหมือนกับ 2รอบที่แล้ว คราวนี้ลงของจริง จึงเริ่มขายหุ้นที่มีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาตลาด (ไม่ขาดทุนมาก) หรือหยุดซื้อ เพื่อรอจะให้หุ้นลงไปต่อลึกๆ แล้วค่อยซื้อ คิดว่าเพิ่งเริ่มหลุด low น่าจะต้องลงอีก แต่เมื่อคิดเหมือนๆกันหมด และขายออกมา เพื่อจะลงไปซื้อคืน เมื่อ massขาย ตลาดจึงปรับตัวขึ้น

ส่วนการอ่อนค่าของเงินบาทและสกุลเอเซียอื่นๆในรอบนี้ก็คงได้แค่นี้ และการอ่อนค่าอย่างมากๆของเงินสกุลเอเซีย ก็น่าจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า อย่างไรก็ตาม US Dollar ก็จะต้องกลับมาแข็งค่าอย่างมาก เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์ และอ่านด้วยหลักการณ์ระดับโลกต่างๆ หลายทฤษฎี (รายการ Hard Topic เมื่อวันที่ 28/8 ซึ่งจะ upload ใน YouTube ประมาณสัปดาห์หน้า)

Hits: 6879

Posted by on in พิชัย จาวลา

เมื่อวันที่ 28/8 ผมซื้อหุ้นเข้า port ประมาณ 20%. (เมื่อรวมกับประมาณ 30%. ที่ผมถือหุ้นที่ขึ้นลงไม่ค่อยอิงกับดัชนีอยู่ ก็เท่ากับ ผมมีหุ้น 50%. ของพอร์ท )วันที่ 29/8 ได้ไปคุยในรายการ Hard Topic ก็ได้พูดว่า เพิ่งเริ่มซื้อหุ้นไปเมื่อวาน ที่ 1270 จุด และระดับ 1280 จุด ลงมาถึง 1200 จุด เป็น zone ซื้อได้ หลังจากนั้น หุ้นก็ค่อยๆขึ้นทุกวัน มาเห็นอีกที อ้าว 1400 จุดแล้ว มาได้ไง แรงดีจริงๆ ก็เริ่มคิดว่า คนส่วนใหญ่ซื้อไม่ทันแน่เลย เห็นเพิ่งเริ่มหลุด low คงจะรอลึกๆแน่ๆ ดีนะที่เราเฉลียวใจ เริ่มซื้อไปบ้าง

จุดต่ำสุดของหุ้นรอบนี้ คงผ่านไปแล้วที่ประมาณ 1260จุด และต่อไปจะเป็นการขึ้นในระยะกลางๆหลายๆเดือน ดังนั้น ถ้าหุ้นปรับตัวลงมา ลึกมากหรือน้อย ให้หาจังหวะเข้าซื้อกันเอาเอง ส่วนจะขึ้นถึงไหน ถึง 1600 หรือไม่ ยังไม่ทราบ

หุ้นที่น่าสนใจ มีหุ้น bank ตัวเล็ก นอกสายตาตัวหนึ่ง จะกลับมาเป็นขาขึ้นได้มาก หลังจากเป็นขาลงมาตลอด ตัวนี้เหมาะกับคนที่ถือและรอได้นาน ส่วน บบล.ก็ดูดีจะขึ้นนำตลาด และจะมี surprise หุ้นกลุ่มพลังงาน จะ brake new high ได้ ไม่ช้าก็เร็ว

ลอง apply ระบบผลประโยชน์กับตลาดหุ้นต่างประเทศดูบ้าง ตลาดหุ้นอินเดีย ดูน่ากลัวที่สุด ภาคเศรษฐกิจจริงชะลอตัวชัดเจน ค่าเงินรูปีอ่อนค่ามาก แต่เมื่อคนส่วนใหญ่คิดด้วยเหตุผลแล้วขายหุ้น ตลาดหุ้นอินเดีย จึงจะ break new high ได้ ไม่ช้าก็เร็ว และราคาก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผลตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้ดูดีขึ้น สอดรับกับทิศทางราคาหุ้น ตลาดหุ้น Hong Kong ก็มีลุ้น break new high เช่นกัน

Hits: 2748
0

Set Index ที่ระดับเกินกว่า 1500 จุดนี้ ควรหาจังหวะทยอยขายได้แล้ว ได้ราคาดีเท่าไหร่ก็เท่านั้น หาจังหวะขายกันเอาเอง และให้ทำใจรอได้ ในที่สุด เราจะได้ซื้อหุ้นถูกกว่านี้อีกมากพอสมควรในปีหน้า ส่วนเหตุผลว่าทำไมควรขายหุ้น ? ทั้งที่ตลาดก็รับรู้การลด QE ไปแล้วตกลงมาระดับหนึ่ง ซึมซับข่าวร้ายเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวไปแล้ว กำไรบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ก็ยังเติบโตดีอยู่ ที่สำคัญ หุ้นปรับฐานลงมา 300 จุด และตอนนี้ Pattern Graph ของ Set ก็ตั้งหลักตั้งลำได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆได้ ข่าวร้ายก็ย่อมมีอยู่ด้วยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามัวแต่ Focus  ตรงข่าวร้าย ก็จะไม่ได้ซื้อหุ้นถูกซักที ตลาดอุตส่าห์ Discount มาให้ขนาดนี้ และทำท่าตั้งหลักได้แล้ว ยังมัวแต่กลัวข่าวร้ายกันอีกทำไม เดียวก็จะพลาดโอกาศเหมือนตอน 1150 จุด เมื่อปี 2554 ที่ตกลงมาเหลือ 900 จุด และ 1250 จุด ตกลงมา 1100 จุด เมื่อปี 2555 เราก็มัวแต่กลัวตลาดอยู่สูง และมีข่าวร้ายเยอะแยะเช่น เรื่องน้ำท่วมใหญ่ เรื่องการเมือง เรื่องวิกฤตยุโรป ฯลฯ และต้องไปซื้อแพงขึ้น ตลาดหุ้นไทย ก็สร้าง New High ขึ้นมาได้เรื่อยๆ ไม่สนข่าวร้าย ดังนั้นคราวนี้ต้องซื้อ อย่าพลาด พื้นฐานเรายังไม่เปลี่ยน

 

เหตุผลเหล่านี้ใช่ไหมครับ ที่ทำให้เราทยอยซื้อหุ้นกันอยู่ในเวลานี้ แต่เหตุผลดีๆครบทุกข้อเหล่านี้เช่นกัน ที่ทำให้ระบบผลประโยชน์ขายหุ้น อย่าลืมว่า แม้ถูกต้องตามเหตุผล แต่เวลานี้ เราคิดแบบนี้เหมือนๆกันไปหมด คุณค่าได้หายไปหมดแล้ว นอกจากนี้ ถ้าเราสังเกตุว่า คนส่วนใหญ่เพิ่มพอร์ทกันอยู่ทั้งนั้น ไม่จุดนี้ก็จุดนั้น แปลว่าคนส่วนน้อยขายอยู่ ในเม็ดเงินที่เท่ากันกับที่คนส่วนใหญ่ซื้อ เพราะซื้อต้องเท่ากับขายเสมอ และราคาก็จะเคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยกำไรเสมอ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลเฉพาะหน้า

Hits: 7072

Posted by on in พิชัย จาวลา

บริเวณบวกลบที่ 1400 จุดนี้ เป็นช่วงราคาที่ยังมีข่าวร้ายอยู่มาก แต่ก็เป็นจุดแนวรับที่สำคัญ เมื่อดูจาก pattern ของ graph set ในอดีต 2-3 ปีที่ผ่านมา ใจหนึ่งก็กลัวข่าวร้ายตั้งแต่การยุติ QE เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เศรษฐกิจไทยชะลอตัว แต่ใจหนึ่งก็อยากซื้อ เนื่องจาก set ตกลงมาในระดับที่ถึงแนวรับสำคัญ และเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานแล้ว และเมื่อย้อนไปในอดีตปลายปี 54 ที่ set ตกแรงๆจาก 1150 มา 900 และปีที่แล้วที่ตกจาก 1250 มา 1100 ช่วงนั้นก็มีข่าวร้ายมากเช่นกัน เรื่องน้ำท่วมใหญ่ กทม. และวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป คนส่วนใหญ่ ไม่กล้าซื้อเต็มพอร์ท ได้แต่ซื้อๆขายๆ และ Focus ที่ข่าวภัย และราคาหุ้นอยู่สูง ทำให้พลาดโอกาศที่จะทำกำไรเต็มๆ มาถึงรอบนี้ แม้มีข่าวภัยมากมายแต่เมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีต ตราวนี้จึงกล้าซื้อ กลัวพลาดโอกาศไม่ได้ซื้อของถูก

ความกล้าๆกลัวๆเช่นนี้ จะทำให้หุ้นน่าจะอยู่ในกรอบ 1300-1600 จุดได้นานหลายๆเดือน แต่เมื่อ set สลับขึ้นสลับลง และตั้งหลักตั้งลำได้ และมีแนวโน้มที่จะขึ้นผ่าน 1500 จุดขึ้นไปหรือผ่านขึ้นไปแล้ว GRAPH และ TECHNIQUE ก็จะ confirm ให้ซื้อ เมื่อรวมกับ PE ตลาดหุ้นไทยที่เหมาะสม และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ดี คนส่วนใหญ่ก็จะกล้าซื้อกันมาก  ระบบผลประโยชน์ก็จะทำงานและทำการขายได้มาก ราคาก็จะปรับตัวลง โดยไม่คำนึงถึงข่าว-สถาณการณ์-ปัจจัยพื้นฐาน ค่า PE ที่เหมาะสมต่างๆ และราคาหุ้นที่ตกลงไป ก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผล ข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้สอดคล้องกับราคาได้เอง กลยุทธ์จึงยังคงเดิมคือ เกิน 1550 จุด น่าขายทุกราคา ถามว่าถ้าเราต้องขายในเวลาที่เหตุผลข้อเท็จจริงต่างดูดี คนส่วนใหญ่ซื้อกันมาก เพียงเพราะเราจะเป็นคนส่วนน้อยที่แตกต่าง การเป็นคนส่วนน้อยที่มีคุณค่ามากกว่าเหตุผลข้อเท็จจริง ปัจจัยพื้นฐานต่างๆที่ดูดีหรือ? คำตอบก็คือใช่เพราะ

1. การตัดสินใจถูกตามเหตุผล มีคุณค่า เมื่อการตัดสินใจของผู้คนกระจัดกระจาย แต่เมื่อใดเราตัดสินใจถูกตามเหตุผลแต่เราทำเหมือนกันหมดเกินกว่า 90% คุณค่าของเหตุผลข้อเท็จจริงเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้ว และย้ายข้างไปอยู่ที่สิ่งนั้น over bought over sold หรือ over supply ยกตัวอย่าง เราสอบได้เกรด 4 แต่ได้เกรด 4 กันทั้งห้อง คุณค่าย่อมหายไป หรือเราตัดสินใจทำ service apartment แต่เมืองนั้นมีนักธุรกิจเก่งๆ และสร้างกันทั้งเมือง คุณค่าย่อมหายไป และย้ายข้างไปอยู่ที่ over supply เป็นต้น

2. ในตลาดที่มีสัดส่วนของการเก็งกำไรที่สูงมากเช่น ตลาดหุ้น ย่อมมีกองทุน หรือคนที่เก่งกว่าเรามากๆ ที่จะทำกำไรจากพวกเราคนส่วนใหญ่ ดังนั้นเป้าหมายของระบบผลประโยชน์จึงคือ ขายในเวลาที่คนซื้อมากที่สุด และซื้อในเวลาที่มีคนขายมากที่สุด เนื่องจากระบบจะได้ประโยชน์สูงสุด และราคาดีที่สุด แต่การทำเช่นนั้น ระบบย่อมอยู่ตรงข้ามกับเหตุผลและข้อเท็จจริง เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เนื่องจากเวลาที่คนขายมากที่สุด เหตุผลทุกข้อย่อมดูไม่ดี และชี้ว่าจะแย่ลงอีก ไม่เช่นนั้น คนส่วนใหญ่ จะขายหรือ ?  แต่ระบบจะไม่ให้ราคากับเหตุผลและข้อเท็จจริง เพราะระบบผลประโยชน์อยู่ในระดับ "ผู้กำหนดเหตุผล" ราคาที่เคลื่อนไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับเหตุผลข้อเท็จจริงในขณะนั้น ในทิศทางที่ระบบได้ประโยชน์สูงสุด ก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผลข้อเท็จจริงใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับทิศทางราคาที่เคลื่อนไปได้

        ให้ลองสังเกตุดูจะเป็นเช่นนั้นทุกครั้ง เรื่องราวล่าสุดก็เช่น คนส่วนใหญ่ซื้อทองกันมากที่สุดที่ 1700-1900 เหรียญ เหตุผลดูดีน่าซื้อที่สุด หลังจากนั้นก็ปรับตัวลง หรือ set ตอน1650 จุดก็เช่นกัน แต่ set ไม่เหมือนทองตรงที่ทอง over bought มากๆ จนเป็น bubble ไปเลย ทองจึงจะเป็นขาลงยาวนาน เป็น 10-20 ปี ราคาจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ระดับ 1000 กว่าเหรียญเท่านั้น ไม่พ้น 2000 แม้อีกเป็นสิบปี แต่ราคาหุ้น over bought ในระดับหนึ่งแม้ซื้อกันมากที่สุดของคนที่เล่นหุ้น แต่ไม่กล้าและมากสุดๆเหมือนทอง เนื่องจากเคยมีบทเรียนที่เคยขาดทุนหุ้นที่ 1700จุด เมื่อปี40มาแล้ว และยังจำได้ ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวปรับฐาน และมีข่าวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆในปีหน้าคนส่วนใหญ่ก็จะขายออกมา และความกลัวของคนส่วนใหญ่ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่ดูไม่ดี ก็จะขับเคลื่อนหุ้นไทยให้ขึ้นต่อข้ามระดับ 2000 จุดได้ภายในประมาณ 5-10 ปี สอดคล้องกับเศรษฐกิจเอเซียที่มี potential สูงมากหลังเปิด AEC

         เหตุผลอะไร ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่กลัวและขายหุ้นออกมาในระดับต่ำกว่า 1300 จุดในอนาคต อาจจะเป็น 1-2 ปีข้างหน้า ก็คือเรื่องของค่าเงินบาท และเงินสกุลเอเซียที่จะอ่อนค่าไปมาก ถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดขึ้น คำตอบคือ อ่านจากระบบผลประโยชน์ ที่คนส่วนน้อยกำลังซื้อ US Dollar ที่คนส่วนใหญ่แทบทั้งหมดกลัว และลดพอร์ท หรือขาย US Dollar กันอยู่ ในเม็ดเงินที่เท่ากัน เพราะซื้อย่อมเท่ากับขายเสมอ เรามองแต่ด้านเดียว ว่าใครๆก็ลดพอร์ท US Dollar แต่แท้จริงมีคนส่วนน้อยซื้อหมดอยู่ด้วย โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและข้อเท็จจริง ราคาจึงเกิดขึ้นได้ เรายึดติดกับเหตุผลเฉพาะหน้า และเหตุผลด้านเดียว จากทองคำที่เหตุผลทุกข้อชี้ให้ซื้อที่ 1800เหรียญ แล้วขาดทุนมาขนาดนี้แล้ว วันนี้จะพลาดโอกาศทำกำไรใน US Dollar ที่จะแข็งค่าขึ้นโดยเชื่อเหตุผลเฉพาะหน้าและเหตุผลด้านเดียวที่ชี้ให้ขาย US Dollar กันอีกหรือ ? ผมตีความว่าอีกไม่นานเกิน 1-2 ปีนี้หรอกครับ ที่ระบบผลประโยชน์จะทำงานใน US Dollar โดยไม่ผิดพลาด

Hits: 4011
0

อาจได้แค่เก็งกำไรเท่านั้น ปีนี้โอกาศที่จะได้ขายหุ้นที่ 1600 จุด คงจะไม่มีแล้ว ถ้าได้เกิน 1500 กว่าๆก็ดีแล้ว ซึ่งการกะเก็งวงจรเป็นรอบ ให้พยายามดูกันเอาเองผมไม่ทราบจริงๆ ส่วนบริเวณราคาที่เริ่มจะเหมาะสมเข้าซื้อลงทุน ขอดูไปเรื่อยๆ เมื่อไร ก็เมื่อนั้น เท่าไร ก็เท่านั้น เมื่อข่าวร้ายท่วมตลาดจริงๆ ค่าเงินบาทอ่อนไปมากๆ คนส่วนใหญ่เริ่มกลัวจริงๆว่า วิกฤตเศรษฐกิจ จะมาเยือนเอเซียอีกครั้ง

ส่วนบริเวณราคา 1360 มีคนส่วนใหญ่ยังไม่กลัวจริงๆ และยังมองเป็นโอกาศด้วยซ้ำ จึงไม่ใช่เวลาที่ระบบผลประโยชน์ทำงานเต็มที่ ผมเองก็ยังไม่ได้เข้าซื้ออะไรเลยตั้งแต่ขายไป

สรุปว่าการปรับตัวราคาหุ้นรอบนี้ น่าจะกินเวลานานถึงปีหน้า โดยหุ้นจะสลับขึ้นลงวนเวียนไปมา แต่ลงมากกว่าขึ้นครับ

Hits: 3179
0

Posted by on in พิชัย จาวลา

สำหรับคนที่ได้ทยอยขายไป ก็คงตัวเบา และไม่ต้องรีบเข้าไปซื้อ ถ้าคุณเป็นคนที่ลงทุนระยะปี ในปีนี้ยังจะเห็นหุ้นถูกกว่านี้อีกมาก ตัวผมเอง ก็ได้ทยอยขายไปแล้ว ตั้งแต่ 1540จุด ถึง 1600จุด แทบจะขายวันเว้นวัน จนตอนนี้มีหุ้นเหลือในพอร์ทประมาณ1ใน 3 ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นหุ้นที่ไม่ขึ้นลงตาม set และยังดูดีอยู่

ส่วนคนที่เลล่นระยะสั้นถึงระยะเดือน ถ้าจะเก็งวงจรเป็นรอบๆ ก็ลองพยายามดูกันเอาเอง ผมไม่ทราบ แต่ซื้อแล้วต้องขายออก ตนเล่นสั้น และคนที่ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป กลยุทย์ก็คือ ยิ่งขายได้ไกล้เคียง หรืออาจแพงกว่า 1600จุดได้เท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเมื่ออ่านจากระบบผลประโยชน์ ช่วงเวลาแบบนี้ที่คนส่วนใหญ่ซื้อ เราต้องขาย ออกจากตลาดไปก่อน ช่วงเวลาที่ใครๆก็มีความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจ มั่นใจในกำไรของบริษัทจดทะเบียน อีกทั้งรอหุ้นลงเท่าไหร่ก็ไม่ลงซักที จนกลัวตกรถไฟ และเข้ามาซื้อกันมากไม่ตัวนั้นก็ตัวนี้ เราจะไม่ลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้

ส่วนเรื่องค่าเงินบาทที่แทบทุกฝ่ายเป็นกังวลกันอยู่นั้น ถ้าเข้าใจระบบผลประโยชน์ จะไม่กังวลเลย เงินบาทแข็งได้เท่าไหร่แข็งไป อย่า่งไรก็จะพลิกกลับมาอ่อนค่าเกินกว่า 30บาทอย่างแน่นอนในปีนี้ และอ่อนค่าในระยะยาว จากระบบผลประโยชน์ ที่จะซื้อลงทุนในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว คนส่วนใหญ่ขาย USดอลล่าห์ ถ้าเราจะซื้อในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว และขาย USดอลล่าห์ ตามวิธีคิดของ WARREN BUFFET หรือตามหลักการณ์ของระบบผลประโยชน์ คือตัดสินใจแบบคนส่วนน้อย เราจะต้องอยู่ตรงข้ามกับเหตุผลและข้อเท็จจริง แล้วเป็นเรื่องธรรมดานะครับ เหตุผลและข้อเท็จจริงนั้น สามารถถูกกำหนดและเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ตามหลังราคาที่พลิกกลับจากระบบผลประโยชน์ ราคากำหนดสถาณการณ์ได้ ไม่ใช่สถาณการณ์กำหนดราคาได้อย่างเดียว

Hits: 8612
0

กลุ่มเกษตร ,สายการบิน ,พลังงาน , ค้าปลีก เริ่มไปไม่ไหว ส่วนกลุ่มสื่อสาร และ อสังหา ยังคงดูดีกว่า , กลุ่มธนาคาร ดูกํ้ากึ่ง เช่น บบล ยังน่าถือ ส่วนตัวอื่นฯ มีไม่ดีมากกว่าดี

 

สรุปคือ ทยอยขายหุ้นได้แล้ว ส่วนจุดสูงสุดจะอยู่ตรงไหน ก็ไม่สำคัญ เนื่องจากอยู่ใน zone อันตราย ใช้กลยุทธ์ทยอยขาย หุ้นจะลงมากกว่าที่คิด หรือลงน้อย ยึดเยื้อกว่าที่คิด หรือไม่ยึดเยื้อก็เป็นไปได้ ค่อยไปหาจังหวะเข้าซื้อทีหลัง และดูกันอีกที

 

สาเหตุหลักๆที่ให้ทยอยขาย ก็เนื่องจากเหตุผลด้านดีมีมากกว่าเหตุผลด้านไม่ดีอย่างชัดเจน QE ยังคงต่อเนื่อง อีกทั้งญี่ปุ่นและอังกฤษก็จะทำด้วย การตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลอเมริกา ไม่ส่งผลให้หุ้นลง แต่หุ้นกลับขึ้น สร้างจุดสูงสุดใหม่ ความกังวลคลี่คลาย นักลงทุนรีรออยู่นอกตลาดเริ่มทนไม่ไหว และเข้ามาลงทุนกันมาก นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการดัชนีSETสิ้นปีที่ 1650 ถึง 1700 บางค่ายให้ถึง 1800 ก็มี ฯลฯ

 

ส่วนข่าวร้ายชัดเจนไม่มี นอกจากว่าหุ้นจำนวนมาก PE สูงเกินจริง นักลงทุนที่กล้าซื้อ ก็เห็นแพงแล้วก็แพงอีก ส่วนที่ไม่ซื้อ ก็ไปซื้อตัวอื่นอยู่ดี และให้น้ำหนักกับ QE มากกว่า สรุปก็คือ คนส่วนใหญ่ซื้อครับ ระบบผลประโยชน์จะทำงาน และขายในเวลาที่มีคนซื้อมากที่สุดเป็นสาระสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและข้อเท็จจริง เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อกันมากๆ เหตุผลย่อมดูดีอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อ หมายถึงคนส่วนน้อยขาย ในเม็ดเงินที่เท่ากับเม็ดเงินของคนส่วนใหญ่ที่ซื้อ เพราะซื้อย่อมเท่ากับขายเสมอ และราคาก็จะปรับตัวเคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยมีกำไร คนส่วนใหญ่ขาดทุนเสมอ และราคาที่ปรับตัวลง ก็จะไปปรัลเปลี่ยนเหตุผล ข้อเท็จจริง คำอธิบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับราคาที่ปรับลดลงไปได้

 

คนรวยในโลกนี้ ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นจึงมีน้อย คนขาดทุนมีเยอะ เพราะราคาจะเคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยเป็นผู้กำไรเสมอ ในภาพรวม จากระบบผลประโยขน์เป็นตัวนำ และทับซับซ้อนกับระบบผลเหตุผลอีกชั้นหนึง

Hits: 4214
0

ส่วนจะลงช้าลงเร็ว ลงลึกน้อยลึกมากแค่ไหน เดี๋ยวค่อยมาดูกันอีกที เมื่อถึงจังหวะเข้าซื้อ     เนื่องจากบริเวณ set index ที่ประมาณ1530 จุดนี้ มีข่าวดีมากกว่าข่าวร้ายชัดเจน คนจํานวนมากที่ซื้อขายสั้นฯเล็กฯน้อยฯ หรือรอหุ้นลงอยู่นอกตลาด เริ่มทนไม่ไหวที่จะเข้ามาซื้อหุ้น อันจะส่งผลให้ตลาดไปได้อีกไม่ไกล เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์  ตลาดจะเริ่มปรับตัวลงหรือปรับฐาน อย่างชัดเจน

Hits: 4190

ให้รอซื้อกลุ่ม bank ตัวใหญ่ 2ตัวยกเว้น (บบล) เมื่อ  ปรับตัวลงอีก อาจลงช้าหรือเร็ว ลงลึกน้อยหรือมากกว่าที่คิด เดี๋ยวค่อยมาดูกัน และค่อยเข้าซื้อ เพื่อถือระยะยาว

Hits: 1868
0

Posted by on in พิชัย จาวลา

แบงก์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง (ที่ขออนุญาติเขียนเป็นCode) กำลังจะกลับมาทวงตำแหน่ง maket leader champion  คืนได้อย่างโดดเด่น หลังจากเสีย champไปร่วม 15 ปี  ให้รอเข้าซื้อขณะปรับตัวลง และถือในระยะกลางๆถึงยาว

Hits: 2810
0

ระยะ1-2ปี ยังขึ้นได้อีกมากประมาณ100%ขึ้นไป. ให้หาจังหวะเข้าซื้อเมื่อปรับตัวลงกันเอาเอง และมองระยะยาวๆอาจขึ้นเร็ว กว่าที่คิดก็ได้ แต่ให้เผื่อใจรอไว้ก่อน แต่อาจจะขึ้นไม่ทุกตัว เนื่องจากหลายตัวขึ้นมามากแล้ว แต่หุ้นที่ขึ้นจะมีมากกว่าไม่ขึ้น ให้สังเกตุและลงทุนในตัวที่่ under perform มานาน ในรอบหลายปีที่ผ่านมาขึ้นน้อย และนอกสายตาจะกลับมาขึ้นแรง ต่อไปจะหมดยุคหุ้นถูกๆราคาต่ำๆแล้ว

Hits: 2436
0

ปี2556 เป็นปีทองของหุ้นกลุ่มbank เมื่อวิเคราะห์ด้วยระบบผลประโยชน์(ส่วนเหตุผลอย่าหากันมากเลย จะไม่ค่อยเจอหรอก ดูตามเหตุผลยังไง ก็ล้วนดูแพง upside เหลือน้อย, price per book ค่อนข้างเต็มมูลค่า ดูตามเทคนิคหรือกราฟก็ดูน่ากลัว อยู่ในระดับสูงฯลฯ) แต่ก็นั่นแหละ เข้าทางระบบผลประโยชน์ได้ดีจริงๆ เมื่อคนส่วนใหญ่กลัวและขาย เนื่องจากเหตุผลทุกข้อชี้ว่าแพง นั่นหมายความว่า คนส่วนน้อยกำลังซื้อทั้งหมดที่คนส่วนใหญ่ขายในเม็ดเงินที่เท่ากัน เพราะซื้อต้องเท่ากับขายเสมอ และราคาก็เคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนใหญ่ขาดทุน คนส่วนน้อยมีกำไรเสมอ เป็นกฎของธรรมชาติในโลกทุนนิยม และราคาที่เคลื่อนตัวแพงขึ้น ก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผล ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้ดูสอดคล้องได้เอง

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นทั่วเอเซีย ตลาดหุ้นต่างประเทศเช่น สิงคโปร์ อินเดีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฯลฯ ก็จะขึ้นได้ค่อนข้างมาก

เพราะฉะนั้น อย่าพลาดซื้อเมื่อหุ้นปรับตัวลง ส่วนจะลึกแค่ไหน ยืดเยื้อแค่ไหนนั้น ให้หาจังหวะซื้อกันเอาเอง

จริงๆแล้วถึงตรงนี้ ถ้าใครเข้าใจระบบผลประโยชน์อยู่แล้ว การมีหุ้นในพอร์ทอยู่แล้วไม่น่าจะต้องมาหาจังหวะซื้อกันตรงนี้ เนื่องจากตั้งแต่ 1มีนาคม55เป็นต้นมา ระบบผลประโยชน์ให้แนะนำให้ซื้อ bank. ขนาดใหญ่ และวิเคราะห์ว่าจะขึ้น 30-50% ขณะนี้ก็ขึ้นมาประมาณร่วม 30%แล้ว ยกเว้นBBL. ซึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว (เข้า YouTube พิมพ์ชื่อพิชัย จาวลา ชมVDO ที่เขียนว่า must see  มีหลาย VDO. เดือน3ถึงเดือน7 ปี55)

ที่สำคัญ เมื่อได้วิเคราะห์จากตรงนี้เป็นต้นไป Bankใหญ่ Bank กลาง Bankเล็ก ก็ยังขึ้นได้อีกมาก (กลุ่มอื่นๆด้วยเช่นกัน แต่จะมีบางกลุ่มขึ้นมาก ขึ้นน้อย หรือไม่ขึ้น ก็แตกต่างกันไป) set ยังคงเป็นขาขึ้นในปีหน้า จนถึงจุดๆหนึ่ง ไม่ทราบว่าเท่าไร และเมื่อไหร่ เมื่อset เริ่มมีเหตุผลดูดี  Supportมากๆ ว่าจะขึ้นต่อแน่ๆ เราก็ค่อยระวังตัว หรือขายออก (ซึ่งไม่ใช่บริเวณนี้ ที่เหตุผลด้านขาย มีมากกว่าเหตุผลด้านซื้อ จึงฟันธงได้ว่า บริเวณ1300กว่าๆ ไม่ใช่จุดสูงสุด บริเวณจุดสูงสุด ข่าวดีเหตุผลด้านดี ต้องเยอะกว่าข่าวร้าย จนแทบเทียบกันไม่ได้) เมื่อนัืนค่าเงิน US Dollar ก็จะกลับมาแข็งค่าอย่างชัดเจน และเงินสกุลเอเซียก็จะอ่อนค่ามากทุกสกุล ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ แต่เวลาได้คลาดเคลื่ิอนไป (ขณะนี้ เงินUS Dollar เริ่มแข็งค่าชัดเจน against 2สกุลเท่านั้นคือ อินเดีย และญี่ปุ่น นอกนั้นอ่อนเพียงเล็กน้อย)

Hits: 4832
0

อย่ากลัวหุ้นลง อย่าขายหุ้นทิ้ง ให้ใช้กลยุทธ์ตั้งรับ ลงก็ซื้อไปเรื่อยๆ และถือระยะกลางๆถึงยาว

กลุ่มที่น่าซื้อยังคงเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้งกลุ่ม และกลุ่มพัฒนาอสังสาริมทรัพย์

กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงแนะนำเพิ่มเติมอีก2กลุ่ม คือกลุ่มเกษตรและกลุ่มโรงพยาบาล

ตลาดหุ้นเอเเซียส่วนใหญ่ยังคงดูดี ยังขึ้นได้อีก แม้แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ดูดี ใกล้จบรอบขาลงแล้ว (วิเคราะห์จากระบบผลประโยชน์ แต่ภาคเศรษฐกิจจริงของญี่ปุ่น ยังคงมีปัญหาอยู่แต่จะดีขึ้นเรื่อยๆในอนาคตและค่าเงินเยนญี่ปุ่น ก็จะอ่อนค่าในระยะกลางถึงยาว)

Hits: 2627

กลยุทธ์การลงทุนระยะ สั้น-กลาง

  1.  หลีกเลี่ยงการลงทุนกลุ่มพลังงาน
  2. หลีกเลี่ยงการลงทุนกลุ่มสื่อสาร
  3. กลุ่ม property ให้รอซื้อขณะปรับตัวลง ไม่ควรซื้อขณะนี้
  4. กลุ่ม bank ใหญ่ ยังขึ้นได้อีกในระยะกลางๆหลายเดือน แม้ได้ขึ้นมาสูงแล้วก็ตาม ควรมีหุ้นในพอร์ทอยู่แล้ว หรือรอซื้อตํ่ากว่านี้
  5. Set Index จะสลับขึ้นลงไปตามธรรมชาติ แต่จะขึ้นมากกว่าลง ในระยะกลาง ยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากข่าวไม่ดีทางเศรษฐกิจต่างๆ ยังปกคลุมตลาดในภาพรวม และความกลัวของคนส่วนใหญ่ จะเป็นตัวขับเคลื่อนหุ้นชั้นดี เมื่ออธิบายด้วยระบบผลประโยชน์ ส่วนเหตุผลและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ชี้ว่าตลาดหุ้นแพงไปแล้ว สูงไปแล้ว มีความเสี่ยงแล้ว จะไม่สามารถหักล้างระบบผลประโยชน์ลงได้ ที่คนส่วนน้อยจะต้องเป็นผู้ได้ประโยชน์เสมอ และราคาที่ปรับตัวขึ้น ก็จะไปสร้างเหตุผลข้อเท็จจริงใหม่ เปลี่ยนแปลงตัวเลขทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับราคาที่สูงขึ้นไปได้เอง ราคากำหนดสถาณการณ์ได้
  6. ตลาดหุ้นเอเซียก็ยังคงขึ้นได้อีกเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นสิงค์โปร์และตลาดหุ้นอินเดีย จะover perform ในระยะกลางๆแม้จะดูเหมือนว่าได้ขึ้นมาสูงแล้วก็ตาม แต่ก็จะปรับตัวได้บ้างตามสมควรเท่านั้น เมื่อใช้เวลาในการปรับฐานแล้วก็จะขึ้นต่อได้แรง 

 

กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว

  1. ทองคำอาจจะสร้างจุดสูงสุดที่ประมาณ +/-2000 เหรียญได้ในระยะ 1-2 ปี หรืออาจจะไม่ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งสำคัญคือทองคำไม่น่าลงทุน และจะเป็นขาลงในระยะยาว 5ปี 10ปี หรือ 20ปี
  2. ค่าเงิน us dollar  สหรัฐอาจอ่อนค่าลงได้ และอาจยืดเยื้อ side way อกกด้านข้างไปอีก1 หรือ2ปี ก็เป็นไปได้ แต่สาระสำคัญคืค่าเงิน us dollar สหรัฐ เป็นของดีราคาถูกที่น่าลงทุน และจะแข็งค่าในระยะยาว 5ปี 10ปี หรือ20ปี เมื่ออธิบายด้วยระบบผลประโยชน์ ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ
  3. สิ่งที่น่าลงทุนอื่นๆเมื่อมองระยะยาวๆ 10-20ปีที่โลกจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหา climate change คืออสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจหรือสินค้าเกษตร และตลาดหุ้นจะขึ้นถึง 2000-3000จุดได้  แต่ไม่ใช่ทองคำ
Hits: 10664

Posted by on in พิชัย จาวลา

ใจจริงไม่อยากเขียนบทความใหม่ๆช่วงนี้เลย เพราะสังเกตุดู พอ post บทความใหม่ บทความเก่าจะไม่ค่อยมีคนเข้าไปอ่าน และบทความหุ้นลงให้ซื้อทั้ง 1และ 2 ผมก็ยืนยันตามนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าหุ้นตกลงมาให้ซื้อ ยิ่งลึกยิ่งดี อย่ากลัวหุ้นลง ซื้อแล้วลงอีก หรือซื้อแล้วรอหน่อย ต้องทำใจได้ ถ้าทำใจไม่ได้ แปลว่าตั้งโจทย์ผิด อย่าเล่นหุ้นดีกว่า เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่ผม concern มากกว่าคือ เวลาหุ้นขึ้นไปมากๆกว่านี้แล้ว คนส่วนใหญ่มักจะถามว่า ยังซื้อได้อยู่ไหม จะขึ้นอีกไหม?  ซึ่งจะตอบยากแล้ว และผมก็จะไม่ตอบแล้ว เพราะก่อนที่ bank ใหญ่จะขึ้น ทฤษฏีผลประโยชน์ก็เชียร์ให้ซื้อ เชียร์จนน่าเกลียดไปแล้วด้วยซ้ำ และถึงตรงนี้ ก็ยังใช้หลักการณ์เดิมได้คือ ปรับตัวลง 5%-15% ให้ซื้อและถือระยะกลางๆถึงยาว ยังขึ้นได้อีกมากกว่า 30% และหุ้นกลุ่ม property ก็จะขึ้นได้เป็นเท่าตัว ให้หาจังหวะเข้าซื้อเอาเอง (เข้าYouTube พิมพ์ชื่อ พิชัย จาวลา ชมVDOที่เขียนว่า must see เพิ่มอีก3ตอน(2/7/55) 

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมไม่เชียร์ซื้อหุ้นไปเลย ทำไมเชียร์แต่ bank ใหญ่และกลาง และกลุ่ม property ก็เพราะผมไม่ได้ดูหุ้นทุกตัว ทุกกลุ่ม จึงแนะนำเฉพาะกลุ่มที่ผมแน่ใจ ซื้อผิดตัวผิดกลุ่ม อาจไม่ได้กำไรก็ได้ แม้หุ้นขึ้น เพราะหุ้นจะไม่ขึ้นทั่วถึงกันทุกตัว ทุกกลุ่ม ทั้งตลาดเหมือนตอนที่ขึ้น 400 จุด มา 1000 จุด นอกจากนี้ bank ใหญ่จะขึ้นในเปอร์เซนต์ที่มากกว่า set หลังจากที่ไม่ได้ lead ตลาดมานาน 10กว่าปี

 

พิชัย 

Hits: 5340