Money Channel Blog

  • Home
    Home This is where you can find all the blog posts throughout the site.
  • Categories
    Categories Displays a list of categories from this blog.
  • Tags
    Tags Displays a list of tags that has been used in the blog.
  • Bloggers
    Bloggers Search for your favorite blogger from this site.
  • Team Blogs
    Team Blogs Find your favorite team blogs here.
  • Login

พิชัย จาวลา

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป

อาจฟังดูขัดแย้ง แต่ไม่แย้ง 3ปีที่ผ่านมา หุ้นเอเซียก็ขึ้นด้วย ค่าเงินก็อ่อนด้วยในภาพรวม รอบนี้ก็เช่นกัน ระบบผลประโยชน์ เห็นสัญญาณอ่อนค่าของเงินรูปีอินเดีย ว่าจะอ่อนมากกว่าเพื่อน 5-10% ใน 3-6 เดือน โดยค่าเงินบาทและเงินสกุลเอเซียอื่นๆ เช่น สิงค์โปร์ดอลล่าห์ วอนเกาหลี เปโซฟิลิปินส์ ฯลฯ ก็จะอ่อนด้วยเช่นกัน ระยะ 3-6 เดือน ไม่แน่ใจว่า จะอ่อนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระยะยาว จะอ่อนค่ามาก ตามที่วิเคราะห์ไว้ตลอดมาอยู่แล้ว

          ตลาดหุ้น จะปรับฐานมากน้อย ยืดเยื้อหรือไม่ ก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ระยะ 3-6 เดือน จะขึ้นได้ถึงประมาณ 1700-1900 จุด ส่วนตัวผมไม่ขายลดพอร์ท แต่ขายเปลี่ยนตัวเล่นบ้าง โดยขายตัวที่ขึ้นมากำไรมากๆบางตัว และตัวไม่ค่อยขึ้นบางตัว ย้ายมาเข้ากลุ่มไฟแนนซ์ ตัวที่จ่ายปันผลดีๆบางตัว และเข้าซื้อกลุ่มสื่อสารตัวใหญ่บางตัว และเพิ่มกลุ่มอสังหา ทองดูเหมือนจะมีปัญหามากกว่าเพื่อน ทำท่าจะขึ้น ทำท่าจะขึ้น แต่กลับลงมาจุด over sold เดิมอีก ก็เพียงทำให้เสียเวลาไปเท่านั้น อย่างไรทองคำก็จะพลิกเป็นขาขึ้น เพียงแต่น่าจะต้องรอปีหน้า ส่วนปีนี้ ในขณะที่หุ้นขึ้น ดอลล่าห์แข็ง ทองก็จะพักผ่อน และจะทรงตัวระดับต่ำที่ 1200 กว่าๆ หรือ side way down สลับขึ้นลงโดยเราอาจเห็นทองลงถึง 1150เหรียญก็ได้ ขึ้นไป1260-1280ก็ได้ เป็น zone ซื้อที่ถูกทุกราคา เพียงแต่เราต้องรอได้

          ทองคำช่วงบริเวณ 1200 หรือต่ำกว่านี้จะดูน่ากลัว เมื่อมันเกิดขึ้นรอบนี้หรือรอบหน้า(เขียนเพิ่ม 8-10-57)  เหมือนกับว่า จะหลุดลงไปข้างล่างลึกๆเหมือนตอนตกหลุดจาก 1550 ลงมา แต่ตรงนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น จะเป็นการเขย่าขวัญสลับขึ้นลงดูเหมือนจะลง แต่ก็จะพลิกขึ้นในที่สุด เกินกว่า 1450 เหรียญขึ้นไป เพียงแต่ต้องใช้เวลา  อาจจะขึ้นช้า หรือเร็วกว่าที่คิดก็ได้ ให้ยอมรับการคลาดเคลื่อนให้ได้ และถือยาว ยิ่งลงยิ่งน่าซื้ๅอ ทั้งหุ้นทั้งทอง ทั้งดอลล่าห์

          ส่วนตัวผมยอมรับการคลาดเคลื่อนได้สบายๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว-ต้นปีนี้ ผมเริ่มซื้อทองที่ 1250เหรียญ และทองก็ side way สักพัก ขึ้นไปไม่เกิน 1300 และก็ตกลงไป 1200 ผมซื้อเพิ่ม ลงไป 1180 ก็ซื้ออีก สุดท้ายก็กลับขึ้นมา 1380 แต่ผมก็ไม่ได้ขาย ตอนนี้กลับลงมาที่เดิม ผมยังไม่ได้ซื้อเพิ่มเพราะมีอยู่แล้ว แต่ถ้าถึง 1150 หรือต่ำกว่า ผมซื้อเพิ่มแน่ๆ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ซื้อแล้ว พอทองขึ้นปีหน้า ผมก็จะพิจารณาขายเมื่อเกิน 1450 เหรียญเท่านั้น

          US Dollar ผมถือเล่นสนุกๆ พิสูทจน์ทฤษฎีผมเท่านั้น และก็ยังคงถืออยู่ หุ้นก็ยังคงมีอยู่ 80% ของพอร์ท เช่นกัน ซื้อไว้ถัวเฉลี่ยก็ 1300 จุด ตรงนี้ผมก็ไม่กลัวลง ถ้าลงลึกก็จะซื้อเพิ่ม เพราะถึงลงอย่างไรก็ต้องกลับมาขึ้น ผมกลัวขายเก็งกำไรไปก่อนหวังซื้อคืนแล้วไม่ทันมากกว่า :)

          เรื่องเก็งรอบเก็งจังหวะ ขอให้คาดการณ์กันเอาเอง ให้ใจตัวเองรับได้นะครับ ผมเพียงแต่บอกว่าผมทำยังไง ซึ่งอาจคาดเคลื่อน ถูก-ผิด ในระยะสั้นก็ได้ หุ้นอาจลง 5-10% ก็ได้ การขายไปก่อนอาจดีกว่าก็ได้ ฯลฯ เพียงแต่ว่าจุดแข็งของทฤษฎีระบบผลประโยชน์คือ ทิศทางระยะยาว เราจะไม่พลาด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

Hits: 2288
0

          ผมยังลุ้นว่า หุ้นจะขึ้นไปประมาณ 1800 จุด ในปีนี้เลย แต่ถ้าไม่ทัน อันเกิดจากตลาดปรับฐาน และยืดเยื้อระยะหนึ่ง ก็จะทำให้ถึงเป้าหมายในปีหน้า บริเวณ 1600 จุด จะยังไม่ใช่จุดสูงสุดของภาพใหญ่แน่นอน เนื่องจากบรรยกาศเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่อาจเป็นจุดสูงสุดของภาพกลาง-ย่อยได้ เนื่องจากขึ้นมาสูงระดับหนึ่ง ส่วนตัวผม ไม่ขาย ถ้าจะลง ก็ไม่เป็นไร :) แนะนำซื้อกลุ่มสื่อสารเพิ่มอีกกลุ่มเมื่อปรับตัวลง  แบงค์ใหญ่ ให้ซื้อก็ต่อเมื่อราคาต่ำกว่านี้อย่างน้อย 10-15บาท  (กลุ่มสื่อสารและกลุ่มแบงค์ เขียนเพิ่ม 29/9)

          ทองคำ แม้จะยืดเยื้อกว่าที่คิด และตกลงมาจุด 0ver Sold ที่ประมาณ 1200 อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญว่าทองคำจะเป็นระยะ 1-2 ปี กลยุทธ์คือ ทะยอยซื้อสะสม แม้ราคาอาจตกลึกกว่าที่คิด ก็ยิ่งน่าซื้อ เนื่องจาก คนกลัวมาก และทยอยลดพอร์ทกันหมด เหตุผลจูงใจให้ซื้อก็ไม่มี สิ่งที่ผมคิดว่า น่าจะเกิดขึ้น คือ ทองคำจะยังคงยืดเยื้อ อยู่ในระดับต่ำอีกนานหลายเดือน ก่อนจะพลิกเป็นขาขึ้น

          US Dollar จะแข็งค่า เมื่อเทียบกับเงินรูปีอินเดียประมาณ 5-10 % ปัจจุบันอยู่ที่ 61จะอ่อนค่าไป 65-68 ใน 3-6 เดือน เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์ และอ่านจาก  pattern ของ graph ส่วนเงินสกุลอื่นๆ จะอ่อนตามมากน้อยแค่ไหน ในระยะ 3-6 เดือนนี้ ผมไม่แน่ใจ แต่เงิน dollar จะแข็งค่าในระยะยาว เงินบาทบริเวณนนี้ถูกทุกราคา ไม่ว่าระยะสั้น เงินบาทจะอยู่ตรงไหน ระยะยาว เงินบาทก็จะอ่อนค่ามากอยู่ดี

          ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ผมได้ยินได้ฟังกลยุทธ์สู่ความร่ำรวยในตลาดหุ้นด้วยการ ซื้อของดีในเวลาที่มีวิกฤติ และถือยาวไม่ขายเลย เราจึงเห็นคนส่วนใหญ่ช่วงนี้แค่เล่นซื้อๆขายๆหุ้น แต่ไม่กล้าถือหุ้นเต็มพอร์ท และรอซื้อเมื่อราคาลงต่ำๆ หรือเป็นวิกฤติ ในขณะที่อีกมือหนึ่งเราก็ขาย เลิแเล่นทองคำ แต่ถ้าเราเข้าใจจริงๆว่าวิกฤติคืออะไร เราจะรู้ว่า หุ้นกำลังจะขึ้น จะไม่เกิดวิกฤติในแบบที่นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักFundamental คาดการณ์หรอก ในขณะที่ทอง เริ่มเป็นวิกฤติแล้ว คุณเห็นและกล้าซื้อหรือไม่?

          ใครที่แนะนำให้นักลงทุนรอซื้อเมื่อเกิดวิกฤติและถือยาว แม้จะถูกตามหลักการณ์ และฟังดูง่าย แต่เกิดคำถามขึ้นว่า แล้วในปี 51 เราเห็นวิกฤติ แล้วเราได้ซื้อและถือยาวหรือไม่? ทำไมตอนนั้นเราไม่รู้ ทำไมเพิ่งมารู้ตอนนี้? ตอนนี้ใครๆก็รู้กันหมดแล้ว ก็เพราะเกิดวิกฤติขึ้น 2 รอบ แล้วปี 40 กับปี 51 เราเรียนรู้ว่า หลังวิกฤติ หุ้นจะขึ้นมาก เราเรียนรู้จากประสบการณ์ เราเคยเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเราเรียนรู้ และรอซื้อกันหมดแล้ว มันจะเกิดขึ้นอีกให้คนส่วนใหญ่ได้ซื้อแล้วรวยกันง่ายๆหรือ?หรือในขณะที่เรารอวิกฤติ รอถูกกว่านี้ เนื่องจากเหตุผลดูไม่ดีชัดเจน หุ้นก็ขึ้นมาเรื่อยๆ ท่ามกลางความกลัว ตั้งแต่ 1200 จุดขึ้นมาเรื่อยๆจนถึง 1600 เราก็ยังไม่ได้ซื้อเต็มพอร์ท คุณคิดว่าหุ้นจะตกลงไปต่ำๆมากๆให้คนส่วนใหญ่ที่รอซื้อได้สมหวัง แล้วค่อยขึ้น หรือจะลงบ้าง (ไม่เกิน 100 จุด)และจะขึ้นไปสร้าง New High ให้คนส่วนใหญ่ที่ยึดติดกับเหตผล และไม่ซื้อสักที เกิดความทนไม่ไหว เข้าไปตามซื้อสูงจนได้ แล้วหุ้นค่อยลง แบบไหนคุณคิดว่า make sense กว่ากัน อย่าลืมว่า ราคาที่ขึ้นไปถึงจุดๆหนึ่ง ก็จะไปเปลี่ยนสถาณการณ์ ให้สมเหตผลกับราคาได้เอง

          เราเข้าใจความหมายของวิกฤติเพียงแต่เปลือก ว่าคือช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่เขาขายกันถูกๆออกมา คนส่วนใหญ่กลัว เต็มไปด้วยข่าวร้าย ฯลฯ เป็นการตั้งสมมุติฐานที่ผิดว่าคนส่วนใหญ่ ใช้อารมณ์ ไม่ใช้เหตผล ไม่รู้มาก ไม่ฉลาด เรารู้ เราฉลาด เราจะเข้าไปซื้อในเวลาแบบนั้น ขอถามว่า แล้วคุณที่คิดเช่นนี้ ได้ซื้อหุ้นเต็มพอร์ทตอนปี 51 หรือไม่? เพราะอะไร?

       ถ้าเราไม่สะสมทอง และusd และรอได้ แปลว่าเราไม่เข้าใจความหมายของวิกฤติอย่างแท้จริง นี่แหละเริ่มเกิดแล้วในทองคำ ทำไมไม่ซื้อ และเกิดนานแล้วใน usd ก็เพราะเมื่อเกิดวิกฤติ เหตผลและข้อเท็จจริงจะดูไม่น่าซื้อและชี้ว่าราคาจะลงต่อ เมื่อเรายังยึดติดกับเหตผล จะทำใจซื้อไม่ได้ อีกทั้งวิกฤติจะเกิดเมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อไปก่อนจะเกิด เมื่อตกลงมา เงินก็จะไม่ค่อยมีเหลือแล้ว เหมือนทุกครั้งที่หุ้นอยู่ถูกๆ แล้วเราไม่ได้ซื้อ ถ้ากลไกของวิกฤติรู้เห็นได้ง่ายๆ เราก็คงไม่พลาดตั้งหลายครั้งและรวยกันไปหมดแล้วซิครับ

          นอกจากนี้ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเพิ่มก็คือ ความหมายของ "วิกฤติ" ซึ่งก็คือเมื่อใดที่เกิดขึ้นแล้ว คนส่วนใหญ่จะเสียหายมาก แปลว่า ก่อนเกิดวิกฤติ คนส่วนใหญ่ย่อมต้องซื้อกันมาก และคนส่วนใหญ่จะซื้อกันมากในช่วงไหน ก็คือช่วงที่ "เหตผลและข้อเท็จจริง" ต่างๆดูดีมากนั่นเอง แล้วถามว่า บริเวณที่ set 1600 จุด Dowjones 17000 จุด เหตผลต่างๆดูดีมาก ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ซื้อกันมากหรือไม่? ก็ไม่ใช่ แล้ววิกฤติ จะเกิดได้อย่างไร? ถ้าหุ้นจะตกลงไปมาก แบบที่นักวิชาการกลัวฟองสบูู่หุ้นแตก (ทั้ง Downjones และ Zone Asia) ถามว่าใครจะเสียหายมาก? เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ในโลก ก็ล้วนแต่มีความรู้ มีความฉลาด และระมัดระวังกันอยู่ทั้งสิ้น เขาก็ไม่ได้ซื้อหุ้นเต็ม port และรอกันอยู่ ถ้าหุ้นจะลง ก็ลดลงได้ไม่มาก ไม่เกิน 5-10% และยืดเยื้อระดับหนึ่งเท่านั้น และขึ้นต่อ แม้ระหว่างปรับฐาน 5-10% ถ้าเกิดขึ้นจะดูน่ากลัวเหมือนจะเกิดวิกฤติแต่ก็จะไม่ใช่จึงอาจสรุปได้ว่า วิกฤติก็จะไม่เกิดขึ้นนั่นเอง เพราะถ้าเกิด คนส่วนใหญ่ก็ไม่เสียหาย ระบบก็ไม่ได้ประโยชน์ จึงต้องขึ้นไปอีก ให้คนส่วนใหญ่ได้ซื้อก่อน (ช่วงนีั้นเหตผลจะดูดี น่าซื้อ) แล้วจึงจะปรับตัวลงจริงจังได้

          สิ่งที่นักวิชาการ นักกาารเงิน นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เห็นตรงนี้ ในแบบที่ผมอธิบาย ก็เพราะจุดตายอยู่ที่เขาเหล่านั้น "เชื่อ และตีความไปตามสิ่งที่เหห็น" พอเห็นหุ้นขึ้นมามากๆ เขาก็สรุปว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ซื้อ มิฉะนั้นหุ้นจะขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อโจทย์ผิด คำตอบก็ย่อมผิด เขาจึงสรุปว่า เป็นเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ ประเมิณความเสี่ยงต่ำไป โลภมากไป เพราะเงินเหลือมากล้นระบบ QE ยังมีผล ฯลฯ และเชื่อว่าเมื่อ ด.บ ขึ้น เงินไหลกลับ หุ้นก็จะตก คนส่วนใหญ่ก็จะขาดทุน จึงออกมาเตือน ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่ผิดว่า เราเห็นเหตผลต่างๆที่ชี้ให้ขายนี้อยู่ฝ่ายเดียว เพราะเราฉลาด เรามีความรู้ คนอื่นไม่เห็น โลภ เล่นกับไฟ ฯลฯ  ถ้าเราตั้งสมมุติฐานให้ถูกต้อง เราจะรู้ว่า เหตผลไม่ดีที่ชี้ให้ขายเหล่านี้ เช่น PE แพง ด.บ เตรียมขึ้น เศรษฐกิจจึงไม่ดี ใครๆก็เห็น ใครๆก็ขาย คนส่วนน้อย(ระบบผลประโยชน์)ได้ซื้อ ราคาจึงขึ้นมาได้เรื่อยๆ ค้านกับเหตผลเฉพาะหน้า เป็นการคิดอย่างเป็นธรรมชาติกว่า ว่าในโลกนี้ มีคนเก่งกว่าเราอีกมาก เป็นคนส่วนน้อย ที่มีเป้าหมาย จะเอากำไรจากเราคนส่วนใหญ่ชาวโลก นี่คือสิ่งแน่นอนตายตัว เป็นกฎของระบบทุนนิยม ที่ระบบจะไม่เปิดช่องให้คนส่วนใหญ่กำไรพร้อมกันทั้งหมดทั้งตลาด ในเวลาเดียวกันได้ หรือได้ซื้อถูกพร้อมๆกันหมด และขายแพงพร้อมๆกันหมดทั้งตลาดในเวลาเดียวกันได้ แต่ระบบจะเปิดช่องให้คนส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะรวยได้ เงินจะต้องหายาก จึงจะมีค่า ฯลฯ ในขณะที่เหตผลและข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆนั้นดิ้นได้ และมี 2 ด้าน เมื่อราคาเคลื่อนตัวไปทางไหน ก็ไปเปลี่ยนสถาณการณ์ให้สอดคล้องตามหลังได้

 

 

Hits: 2208
0

ถึงแม้หุ้นจะขึ้นมาดูเหมือนสูงเพียงใด แต่ก็ไม่ใช่จุดสูงสุดของภาพกลางๆหรือใหญ่ ซึ่งzoneที่เราจะพิจารณาขายหุ้นหรือไม่คือ 1700 จุดขึ้นไป ส่วนบริเวณที่ใกล้ๆ 1600 จะปรับฐานหรือไม่ จะลงก่อน แล้วค่อยขึ้นหรือไม่ ผมไม่ทราบ และไม่สนใจ ถ้าลงก็ซื้อเพิ่ม และถือไป ถ้าลงลึกก็โชคดี ได้ซื้อเพิ่ม ส่วนใครที่ต้องการจะกะเก็ง ขายไปก่อนที่ 1600  แล้วค่อยซื้อคืน ฯลฯ ให้คิดและกะเก็งกันเอาเอง หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์น่าสนใจมาก ยังขึ้นได้อีกมาก

ทองคำตกลงมาถึง 1250 อีกครั้ง ซึ่งต่ำกว่า1250 เป็น zone ซื้อ ส่วน post ก่อนหน้านี้ ผมคันไม้คันมือ เก็งว่าทองไม่น่าลงมาถึง 1250อีกแล้ว  จึงแนะนำเริ่มซื้อ สำหรับคนที่ยังไม่มีหรือขายไปแล้ว ซึ่งกลายเป็นจังหวะที่ผิดไปในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม ทองคำในปีหน้าและปีต่อไป จะขึ้นถึง 1450เหรียญขึ้นไปเป็นอย่างน้อย จึงเป็นการคลาดเคลื่อน ซื้อแพงไปเท่านั้น ไม่ได้พลาดใน trend หลัก ซึ่งจะมาพิสูจน์ทฤษฎีระบบผลประโยชน์ร่วมกันต่อไปว่าทองจะเป็นขาขึ้นหรือไม่ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นการสวนทางกับนักวิเคราะส่วนใหญ่อีกครั้ง ในฐานะที่ผมใช้ทฤษฎีมานาน ผมแน่ใจว่าทฤษฎีไม่มีทางผิด และการตีความของผมก็ไม่น่าจะผิด เนื่องจากคนส่วนใหญ่กลัว และหลีกเลี่ยงการลงทุนในทองคำกันมากจริงๆ เนื่องจากไม่มีเหตุผลจูงใจให้ซื้อ เพียงแต่ช่วงนี้ ต้องถือรอนานกว่าที่คิด รอบของทองยังมาไม่ถึง รอบนี้ปีนี้ได้ถึง 1380 เหรียญเท่านั้นเมื่อเดือนมีนาคม ไม่ถึง 1450 แต่อย่างใด

ความน่าจะเป็นของราคาทองคำจากนี้เป็นต้นไป มีความเป็นไปได้ที่จะสลับขึ้นสลับลง และ side way ออกด้านข้างไปอีกระยะหนึ่ง จะยังคงอยู่ในกรอบใหญ่ 1200-1300 เหรียญ แต่ 1300 คงยังไม่ถึงเร็วนี้

Hits: 2601

สำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อทองไว้ที่ต่ำกว่า 1250 เหรียญ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม บริเวณราคาปัจจุบันที่ 1295 เหรียญ ผมกลั้นใจฟันธง เริ่มทะยอยซื้อสะสมอีกครั้งหนึ่ง Gold Spot Graph เวลานี้ดูสวยงาม ชัดเจน น่า short เป็นอย่างยิ่ง เราจึง long เหตผลเชิงภาพรวมของทองก็เป็นลบ ไม่มีอะไรน่าสนใจซื้อ เราจึงซื้อ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ลุกลาม ถึงมีบ้างในบางช่วงเวลา ทองก็ respond เพียงเล็กน้อย ,QE ลดลงเรื่อยๆ ดอกเบี้ยเตรียมปรับตัวขึ้นแล้ว เศรษฐกิจยุโรป อเมริกา ถึงแม้ไม่ได้ฟื้นตัวดีมากนัก และยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่ก็ไม่ได้เสี่ยงระดับน่ากลัวเหมือนปี 2010ถึง 2012 ฯลฯ คนส่วนใหญ่ในโลกยึดติดกับเหตและผลเฉพาะหน้าอย่างตรงไปตรงมา ย่อมลดพอร์ทกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่า คนส่วนน้อยย่อมซื้อ อยู่ในเม็ดเงินที่เท่ากับคนส่วนใหญ่ที่ขาย เพราะซื้อเท่ากับขายเสมอ ราคาก็จะเคลื่อนตัวไปในทางที่ระบบได้ประโยชน์ คนส่วนน้อยได้ประโยชน์ เหตผลต่างๆก็จะตามมา support อธิบายตามหลังได้เสมอ

ตรรกะของการ trading ในตลาดเก็งกำไรต่่างๆ ไม่ได้มีแต่ตรรกะของเหตุและผลนะครับ ยังมีตรรกะอื่นๆที่คนบางกลุ่มใช้อีก เช่น ตรรกะของการเป็นคนส่วนน้อย ซึ่งคนที่ trade บนตรรกะนี้ ไม่ได้ยึดติดกับเหตและผลแน่นอนหรือแม้แต่ข้อเท็จจริงใดๆ ถ้าเราต้องการเป็นคนส่วนน้อยด้วย และอยากถูกต้องตามเหตผลด้วยนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่คนส่วนใหญ่แทบทั้งหมดตัดสินใจซื้อ หรือขาย ไปในทิศทางเดียวกันหมด เขาเหล่านั้นย่อมถูกต้องตามเหตผลอยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่ลงทุน ก็ล้วนแต่เป็นคนฉลาดทั้งสิ้น แต่เขาพลาดเสมอ เพราะยึดติดกับเหตผลข้อเท็จจริงมากเกินไป โดยละเลยตรรกะอื่นๆ ของคนที่ฉลาดกว่าเรามากๆ ที่เขามีเป้าหมายจะกินเงินของเรา 

ราคาทองเป้าหมายอยู่ที่เกินกว่า 1450 เหรียญขึ้นไปครับ

Hits: 2103
0

Posted by on in พิชัย จาวลา

ทองก็เป็นขาขึ้น ส่วนดอลล่าห์ปีนี้พักผ่อน

ส่วนสาเหตที่หุ้นไทยจะขึ้นแรงปีนี้(และตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาคเอเซียด้วยเช่นกัน) ก็เนื่องจากเหตผลโดยรวมยังคงเป็นลบ หรือค่อนข้างทรงตัว เช่น  QE มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง และ FED

เตรียมขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าแล้ว สถาบันระดับโลก มีมุมมองเชิงค่อนข้างลบ ต่อตลาดหุ้น Dowjones และราคาสินทรัพย์ในประเทศอเมริกา เนื่องจากราคาขึ้นมาสูงแล้ว เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน เมื่อรวมกับเหตผล เรื่องดอกเบี้ยที่เตรียมปรับตัวขึ้น จึงเกรงว่าจะมีการเทขายเกิดขึ้น

ส่วนประเทศไทย เศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ กำลังซื้อต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง อสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว Bank เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ฯลฯ

เมื่อเหตผลต่างๆเป็นลบมากกว่าบวก ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย และในภูมิภาคเอเซีย รวมถึง Dowjones ก็จะปรับขึ้นได้อีก จากระบบผลประโยชน์ที่ซื้อ ในเวลาที่คนส่วนใหญ่ขาย โดยไม่คำนึงถึงเหตผลเป็นตัวนำ ก็จะไปเปลี่ยนสถาณการณ์ให้ดูดีขึ้น สร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น กล้าลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นไปพร้อมๆกับราคาที่สูงขึ้น

เนื่องจากคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจระบบผลประโยชน์ เมื่อเห็นราคาหุ้นขึ้น ก็คิดว่าคนอื่นๆมั่นใจในเศรษฐกิจ และกล้าซื้อกล้าลงทุนกันแล้ว ก็จะซื้อตามๆกันไป จากไม่จริงก็กลายเป็นจริง จากไม่ดีก็กลายเป็นดี ทั้งๆที่คนที่เข้าใจระบบผลประโยชน์ จะเข้าใจว่า ที่หุ้นปรับตัวขึ้นได้ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ไม่กล้าซื้อ และทะยอยขายต่างหาก  คนส่วนน้อยได้ซื้อ ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยระดับโลก ได้ประโยชน์

ระบบผลประโยชน์อธิบายว่า ราคาจะเคลื่อนตัวจากจุดที่คนส่วนใหญ่กลัว เหตผลดูไม่ดีทุกข้อ (ที่ประมาณ 1200-1300 จุด เมื่อต้นปี 57) และกลไกรราคาก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ  เหตผลดูดีขึ้นเรื่อยๆ คนซื้อหุ้นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มีแต่เหตผลชัดเจน ทุกข้อ ว่าควรซื้อ แล้วจึงปรับตัวลง ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1700-1800 จุด หรืออาจสูงกว่า ตามที่ได้วิเคราะไว้ในหลายๆ post ก่อนหน้านี้และใน youtube ส่วนบริเวณราคาที่ประมาณ 1450นี้ เป็นช่วงกลางๆ ของวงจร ที่คงจะสลับขึ้นลงระยะหนึ่ง ก่อนที่จะพุ่งขึ้นไปสร้าง New High ในที่สุด

คนที่เข้าใจระบบผลประโยชน์ จึงควรซื้อไปนานแล้ว ไม่ควรportว่างถึงตรงนี้ และไม่ควรทะยอยขายหรือลดพอร์ท ส่วนคนที่ยังไม่ได้ซื้อ กลยุทย์คือ หุ้นลงให้ทะยอยซื้อ หุ้นขึ้นไม่ขาย รายละเอียดให้กะเก็งเอาเอง

ทองคำจะเป็นขาขึ้นในระยะกลางๆ 1-3 ปี ให้ซื้่อเพิ่มได้ที่ประมาณ 1250 เหรียญ หรือต่ำกว่าื อย่าขายทิ้ง ตามเหตุผลต่างๆที่ชี้ให้ขาย เช่น เศรษฐกิจยุโรป อเมริกา ฟื้นแล้ว ช่วงวิกฤต ผ่านไปแล้ว  กลองทุนระดับโลกต่างๆ เทขาย เงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ  QE ทะยอยลด ฯลฯ ในมุมกลับ เมื่ออธิบายด้วยระบบผลประโยชน์ก็จะส่งผลให้ทองปรับตัวสลับขึ้นลง เป็น side way up ขึ้นไปได้ถึง 1450-1700 เหรียญ ภายใน 1-3 ปี ส่วน US Dollar ปีนี้ขอพักผ่อนหยุดแข็งซัก 1 ปี เนื่องจากต้นปีมีเหตผลมากมายที่ชี้ว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ถึง 33.5-34  หรือ 35-36 ก็เริ่มมีคนพูดถึง แม้ว่าด้วยเหตผลจะถูกต้อง เช่น การเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจอ่อนแอ มีการลด QE เตรียมขึ้นดอกเบี้ย ฯลฯ แต่พอมีเหตผลชัดเจนว่า เงินบาทจะอ่อนค่าจาก 33 ขึ้นไปเป็น34 35 คนส่วนใหญ่ก็ซื้อ Dollar เงิน Dollar ก็กลับอ่อนลง เงินบาทก็กลับแข็งค่ามาที่ 32 บาทกว่าๆทันที สวนยทางกับเหตผลข้อเท็จจริง และสภาพเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตผลที่ชี้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่า เริ่มลดลง จนหายไปในอนาคต เช่น ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นทั่วเอเซีย  เศรษฐกิจฟื้น การลด QE และดขึ้นอกเบี้ยไม่มีผล ฯลฯ(ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังจะเริ่มเกิดขึ้น) US Dollar ก็จะกลับมาเริ่มแข็งค่าอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นในปีหน้า ส่วนปีนี้ ถ้าเงินบาทจะแข็งค่ามาถึง 31.5 ก็ไม่แปลกอะไร เมื่ออธิบายด้วยระบบผลประโยชน์ และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เงินบาทจะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ตามหลักการณ์ในกรอบใหญ่ ที่ US Dollar Oversoldมากๆ และจะแข็งค่าในระยะยาว ซึ่งได้เคยอธิบายมาแล้ว

Hits: 8438

Posted by on in พิชัย จาวลา

บริเวณราคานี้ เป็น zone ซื้อ เรามี 2ทางเลือก

1. ไม่ซื้อราคานี้ และรอซื้อที่ต่ำกว่า 1200 ซึ่งกลยุทธิ์นี้ อาจทำให้คุณได้ซื้อถูก หรืออาจไม่ได้ซื้อเลย

2. เริ่มซื้อที่ 1260 เพิ่มเติม ถ้ารราคาลงไปอีกก็ซื้อเพิ่ม

ผมเลือกข้อ 2 ครับ รอบนี้ผมเลือกหุ้นอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มพลังงาน 2 ตัวกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (ยังมีกลุ่มอื่นๆที่ดีอีก แต่ผมไม่ได้ดูทุกกลุ่ม)  พลังงานตัวใหญ่ตัวแนก อักษรย่อตัวแรก และตัวสุดท้ายเป็นตัวเดียวกัน ชื่อเหมือนเกาะๆหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยว อยู่ใกล้ๆกระบี่ และภูเก็ต อักตัวหนึ่งคือ ชื่อบ้านนายก โดยราคาจะขึ้นได้ร่วม 50% โดยตัวแรกจะสามารถ Lead นำกลุ่มพลังงานขึ้้นสร้าง new high ได้

ส่วนDowjones ถึงเวลาปรับฐานระยะกลางๆ อาจใช้เวลาเป็นปีโดยอาจลงได้ถึง14500โดยประมาณ ส่วนตลาดหุ้นไทย อินเดียฮ่องกงดูดีกว่ามาก

(Dowjones  คงยังไม่ปรับฐานเร็วๆนี้ คงยังพอขึ้นต่อได้)

 

Hits: 4099

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ1200-1250เหรียญ  ซื้อทองเก็งกำไรได้  และถือยาวได้ในระดับหนึ่ง อาจจะ 6เดือน 1ปี  หรือนานกว่านั้น ทองจะเป็น  side way up เมื่อมองในภาพใหญ่  แแต่ถ้าระยะสั้นๆ จะมีการดีดขึ้นได้แรงเป็นช่วงๆ

เพียงแค่  8-9 เดือน sentiment ของการลงทุนในทองคำ เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างแปลกใจ  จากความกล้าผิดปรกติ เป็นความกลัวผิดปรกติ ซึ่งช่วงเวลาปัจจุบันย้อนหลังไป 1-2  เดือน ตั้งแต่สถาบันระดับโลก จนถึงระดับประเทศ กองทุน และโบรกเกอร์ต่างๆ จนถึงคนธรรมดา นักธุรกิจทั่วไป แม่ค้า ร้าน ตลาดต่าางๆ ต่างกลัวและหลีกเลี่ยงการซื้อทองคำทั้งสิ้น เปลี่ยนจากซื้อเป็นขาย หริอwait and see กันถ้วนหน้า

ปรากฏการณ์ลักษณะะนี้ เข้าทางระบบผลประโยชน์ทที่ชี้ให้มาซื้อ ในเวลาที่เหตุผลทุกข้อดูไม่ดี และชี้ให้ขาย และในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว ซึ่งราคาทองที่จะปรับตัวขึ้นในอนาคต เราจะเห็นเหตุผลที่ support ราคาที่สูงขึ้นได้เอง

เป้าหมายหรือ zone ของการขายทองคำอยู่ที่ 145 0 เป็นเป้าหมายแรก และระยะ 1-2 ปี อยู่ที่ประมาณ1450-1700 ไม่ทราบว่าตรงไหน แต่ตรงนี้ 1200 กว่าๆ อย่าขายทิ้ง อย่า cut lost ให้รอขายแพงกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ระยะยาว 5-20 ปีทองคำเป็นขาลง เนื่องจากได้เป็น bubble ไปแล้วที่ 1800 เหรียญ

หุ้นเป็น zoneซื้อ เพียงแต่รอบนี้อาจยืดเยื้อกว่าที่คิด กลยุทย์หลักคือ ซื้อเมื่อปรับตัวลง ถ้าลงต่อ ก็ซื้อเพิ่ม ถ้ายืดเยื้อ ก็รอได้ กลยุทย์รอง หรือกลยุทย์เสริมก็คือ เมื่อขึ้น ไม่ไล่ซื้อ และไม่ขาย (ลงมาก็หาจังหวะซื้อ) จะกำไรเป็นกอบเป็นกำในปีนี้ หุ้นจะขึ้นถึง 1550-1800 ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้

US Dollar จะแข็งค่าในระยะยาวถึง 40บาท ใน 1-2ปีนี้ ถ้าเกิดการอ่อนค่าของค่าเงินบาท เสริมกับการขึ้นของทองคำ เราจะเห็นทองคำเมื่อ convert เป็นบาท สามารถปรับตัวขึ้นได้มากเป็นพิเศษ จนใกล้ highเดิม หรือเกินกว่าได้ ภายใน 1-2 ปี แต่ราคาเมื่อเปรียบเทียบเป็นเหรียญ จะไม่เกินกว่า highเดิมที่  1900 เหรียญ

Hits: 4020

เงินบาทได้อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ถึง33บาทแล้ว และภายในปีนี้อย่างช้าปีหน้า ก็จะอ่อนถึง40บาท ตามที่ได้อ่านผ่านระบบผลประโยชน์ ช่วงนี้ สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า จาก 33 จะตกลงมา 32 หรือไม่31หรือไม่ จะเยืดเยื้อแค่ไหน วงจรจะเป็นอย่างไร สาระสำคัญคือ USD Over Sold มากๆ และจะแข็งค่าในระยะยาว

ถึงแม้ว่าช่วงนี้ เริ่มเห็นเหตุผลที่ว่าชี้ว่าควรจะซื้อdollar และ เงินบาท น่าจะอ่อนได้ถึง34บาท(ตามที่หลายสำนักได้เริ่มวิเคราะห์) เช่น การเมืองไม่แน่นอน และการลด QE. แต่ก็ยังเป็นเหตุผลแต่เพียงบางข้อ เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณ29-31บาท ที่แทบไม่เห็นเหตุผลใดๆชัดๆเลยว่า ทำไมUS  จึงแข็งค่าขึ้นมาถึง33จนไดั ตามระบบผลประโยชน์ แต่การอ่านค่าของเงินสกุลเอเซีย ยังไม่จบรอบใหญ่ และกลไกลของระบบผลประโยชน์ อธิบายให้ครบวงจรได้ดังนี้

"ราคาเริ่มขึ้นจากจุดที่ไม่มีเหตุผลใดๆชี้ว่าควรซื้อ แต่มีเหตุผลที่ชี้ว่าจะลงต่อ คนส่วนใหญ่จึงขาย (หุ้น400จุดปี 51 USD 30บาท) ราคาจะขึ้นจากบริเวณนั้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และเหตุผลคำอธิบาย ว่าทำไมควรซื้อ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (หุ้นประมาณ 6-700จุด, USD 33 บาท) คนก็เริ่มซื้อตามหลังราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สถาณการณ์ก็เปลี่ยนตามหลังราคา supportกับราคาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งที่มีแต่เหตุผลที่ชี้ว่าราคาจะขึ้นต่อไปอีก หาเหตุผลว่าราคาจะลดลงแทบไม่เจอ (หุ้น 1600 USD 40-44 บาท ในอนาคต) คนส่วนใหญ่ก็จะซื้อกันมากที่สุด คนส่วนน้อยขายในเม็ดเงินที่เท่ากัน ราคาก็จะเริ่มปรับตัวลง เป็นวงจรแบบนี้ทุกครั้ง

ทองคำสามารถ speculate buy ได้ที่ประมาณ 1200-1250 และทองคำจะ side way up สลับขึ้นลง แต่ขึ้นมากกว่าลงได้อีกประมาณ 6เดือน ถึง 2ปี zone ขายอยู่ที่ 1450 ถึง1700 เหรียญ จึงยังไม่ควร cut loss หรือขาทิ้งนะครับ เนื่องจากตอนนี้ ทองคำมีแต่เหตุผลด้านไม่ดี ที่ชี้ให้ขายทั้งสิ้น ( อ่าน 2 บทความก่อนหน้านี้) จึงกลายเป็นจังหวะที่ดี ที่ควรซื้อไป

หุ้นได้มีการคลาดเคลื่อน จากที่บทความก่อนๆได้คาดว่าจุดต่ำสุดที่ 1260 น่าจะผ่านไปแล้ว แต่ขณะนี้ลงมา 1230 แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือหุ้นซื้อลงทุนได้ และจะขึ้นในระยะยาว ยิ่งถูก ยิ่งน่าซื้อ

เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดทางการเมืองที่มีความร้อนแรง เกิดขึ้นมาผสมโรง อาจทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปตามข่าวสารเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบได้ (รายละเอียดอธิบายในหนังสือเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง ไว้อย่างละเอียด) แต่เหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ ก็ไม่สามารถหักล้างระบบผลประโยชน์ได้ เพียงแต่อาจทำให้ราคาคาดเคลื่อนเคลื่อนยืดยุ่นไปตามสถาณการณ์ได้(แต่ก็ไม่ทุกครั้ง)

เพียงแต่ว่ารอบนี้ การลงของหุ้น อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด และราคาอาจลงลึกกว่าที่คิดเท่านั้นเอง กลยุทธ์จึงคือ ยิ่งลงยิ่งทยอยซื้อ และรอได้ แม้จะนาน และหุ้นขึ้นก็ไม่ไล่ตามซื้อและพอหุ้นขึ้นและตกกับลงมาอีก ก็ซื้อเพิ่ม  การทำอย่างนี้ จะทำให้เราได้กำไร เป็นกอบเป็นกำ เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะ 6 เดือน อาจจะเป็นปีก็ได้ ให้คิดเผื่อใจไว้ก่อนเพื่อความสบายใจ

สิ่งที่ผมกำลังมองดูก็คือ ถ้าค่าเงินบาทอ่อนต่อเนื่องในปีนี้ไปจนถึง 40 บาท ก็จะทำให้การลดลงของหุ้นรอบนี้ลึกกว่าที่คิด และยืดเยื้อกว่าที่คิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะรอบนี้หรือรอบไหน ก็ไม่ใช่ประเด็ญสำคัญ สิ่งสำคัญคือหุ้นลงต้องซื้อไปเรื่อยๆ หุ้นขึ้น ไม่ขาย

เนื่องจากคราวที่แล้ว ผมคาดว่า 1260 จุด เป็นจุดต่ำสุดไปแล้ว และเกิดจุดต่ำสุดใหม่ จึงทำให้วันนี้ผมไม่อยากกะเก็ง ว่าตรงไหนอย่างไร เท่าไหร่นัก อยากให้กะเก็งว่าจะซื้อตรงไหน ทยอยอย่างไรกันเอาเอง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ผมลองเดาดูใหม่ ผมคาดว่า หุ้นน่าจะอยู่ในกรอบ 1200-1300 ระยะหนึ่ง แม้ลงต่ำกว่า 1200 ก็ไม่เป็นไร ยิ่งหน้าซื้อ ถ้าขึ้นไป 1300 หรือเกินกว่าบ้าง ก็อาจกลับลงมาที่เดิมได้อีก เป็นการวนเวียน ก่อนจะขึ้นจริงในที่สุด

 

Hits: 2123

Set ต่ำกว่า 1350 เป็น zone ซื้อ อาจขึ้นช้าหรือเร็ว หรือลงต่อและยืดเยื้อก็ได้ ให้ใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อได้ เนื่องจากเหตุผลด้านไม่ดีที่ให้ขาย หรือชะลอการลงทุนชัดเจน เหตุผลดีๆแทบไม่มี จึงกลายเป็นจังหวะซื้อ เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์ หุ้นจะขึ้นถึง 1450 ได้ไม่ยาก และไม่นานเกินรอ ส่วนการที่หุ้นจะขึ้นถึง 1550 - 1800 จุดนั้น คงต้องใช้เวลาภายในปีหน้าได้เห็น ส่วนทองคำเป็น bubble. และจะเป็นขาลงในระยะยาว 10-20 ปี แต่ระยะ 6 เดือน ถึง 1 หรือ 2 ปี จะเป็นขาขึ้นก็ได้ เนื่องจาก oversold คนส่วนใหญ่กลัวและขาย กองทุนขาย สถาบันระดับโลกเชียร์ให้ขาย และวิเคราะว่า จะลงต่ำกว่า 1100 - 1000 ในปี 2557 แต่ระบบผลประโยชน์อ่านว่า 1192 เหรียญน่าซื้อมาก (ต่ำกว่า1250เหรียญ ถูกทุกราคา) โดยราคาจสลับขึ้นลงจนถึงเป้าหมายที่ 1450 - 1700 เหรียญ (ไม่ทราบว่าถึงตรงไหน)  ภายในประมาณ 6 เดือน ถึง 2 หรืออาจ 3 ปี

US dollar oversold และจะแข็งค่าในระยะยาว และถูกทุกราคาครับ แต่เราเป็นคนไทย ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้ใช้ ก็อาจซื้อเล่นๆบ้าง หรือไม่ซื้อก็ได้ แต่หน่วยงานหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง น่าซื้อไว้ครับ

Hits: 4252

อย่าเพิ่งแปลกใจ ว่าผม anti การลงทุนในทองคำ ทำไมแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรได้ ขออธิบายว่า ระบบผลประโยชน์ยัง confirm ว่าทองคำจะเป็นขาลงในระยะยาว 10-20 ปี แต่ระยะสั้น ถึงระยะกลางประมาณ 1 ปี อาจเป็นขาขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณ 1250 เหรียญต่อออนซ์นี้ น่าสนใจซื้อ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว และเหตุผลทุกข้อดูไม่ดี และชี้ให้ขาย ซึ่งเข้าทางระบบผลประโยชน์ จนอดไม่ได้ที่จะแนะนำให้ซื้อเลยก็ได้และถ้าลงก็ซื้อเพิ่มก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นการซื้อเพื่อเป็นการขายออก ณ จุดๆหนึ่งในปีหน้า ประมาณ +/-1500 เหรียญ (อาจต่ำกว่าหรือสูงกว่า)

เหตุผลต่างๆ ที่ชี้ให้ขายทองมีดังนี้

  1. หลายสถาบันระดับโลก วิเคราะห์ว่า ทองคำจะตกต่ำลงอีกถึง 1100 หรือต่ำกว่าในปีหน้า
  2. กราฟดูไม่ดี เป็น Head& Shoulder มีแนวโน้มจะหลุดลงไป Test Low เดิมที่ 1180 เหรียญ(ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่คิดเหมือนๆกันไปหมด)
  3. เคยมั้นใจสุดๆ ว่าทองเป็น Safe Heaven แล้วผิดหวังรุนแรง โดยไม่ได้เผื่อใจไว้เลย จึงปรับใจไม่ถูก เมื่อทุกอย่างผิดพลาด ดังนั้น เมื่อมีข่าวด้านลบมากระทบ จึงกลัวมากกว่าปรกติ (เมื่อรักมาก คราวผิดหวังก็จะเกลียดมาก) ซึ่งคนซื้อหุ้นแล้วตกไม่เป็นแบบนี้ เนื่องจากเจ็บมาเยอะจนชิน และเผื่อใจไว้เสมอ

เหตุผลปลีกย่อย หลายแง่มุมอื่นๆอีกมาก เช่นเรื่องเพดานหนี้สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะผ่านไปได้ในที่สุด ฯลฯ

ส่วนหุ้น confirmed เหมือนเดิมว่า หุ้นลงต้องซื้อ เพื่อไปขายที่ 1550-1800 จุด ตรงไหนไม่อาจรู้ได้ เดี๋ยวค่อยไปดูกันอีกที ในเวลานั้น

Apply ระบบผลประโยชน์กับตลาดหุ้นอินเดียจะเห็นภาพชัดว่า ข่าวร้ายท่วมตลาด GDP โตลดลงมาก ค่าเงินอ่อน 30-40% เป็นประวัติการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ฯลฯ แต่เมื่อคนส่วนใหญ่กลัวจะขายหุ้นที่ 18000-17000 ราคาก็ดีดกลับทันที จนปัจจุบันใกล้ Test High เดิม ที่ระดับ 20000 จุดเศษๆแล้ว และจะขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล อาจถึง 2500 จุด

Dowjones ก็เช่นกัน ข่าวร้ายยิ่งมาก ยิ่งกลัวมาก หุ้นก็จะขึ้นไปได้อีกมากกว่าที่ทุกตนคิด (ข่าวร้ายที่อเมริกามีอะไรบ้าง คงจะรู้ๆกัน ไม่ต้องเขียนนะครับ) ตลาดหุ้นฮ่องกงก็ดูดี น่าจะสร้าง New High เกินกว่า 25000 เช่นกัน

Hits: 7756

Posted by on in พิชัย จาวลา

จุดต่ำสุดของหุ้นรอบนี้ ได้ผ่านไปแล้วที่ 1260 จุด และพลิกกลับอย่างรวดเร็วเกินคาด หุ้นไทย และตลาดหุ้นในเอเซีย ได้กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นอินเดีย และที่ฮ่องกง การขึ้นของ set รอบนี้ จะกินเวลาหลายๆเดือน หรืออาจเป็นปี โดยจุดสูงสุด น่าจะอยู่ระหว่าง 1550-1800 จุด ตรงไหนไม่อาจรู้ได้ ดังนั้น จึงต้องซื้อไว้ก่อน เมื่อปรับตัวลง กลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่ม bank พลังงาน และ property แน่นอนว่ายังมีกลุ่มอื่นๆที่น่าสนใจอีก แต่ผมไม่ได้ดูหุ้นทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง  จึงแนะนำเฉพาะที่แน่ใจได้ (รายละเอียด อ่านบทความก่อนหน้านี้ประกอบด้วย) ส่วนกลุ่มที่ดคย hot เมื่อ set อยู่ที่ 1600 จุด รอบที่แล้ว แม้รอบนี้ หุ้นอาจ test high เดิม หรือสร้าง highใหม่ แต่กลุ่มเหล่านั้น คนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ ก็อาจไม่ได้ทุนคืน นี่คือธรรมชาติของบริเวณราคาที่เมื่อตลาดหุ้นเข้า zone over bought และตกลงมา ถ้าจะขึ้นไปใหม่ที่เกินกว่าจุด over boughtเดิม ก็จะสลับกลุ่มขึ้น คนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ ก็ไม่ได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การซื้อรอบนี้ ก็เพื่อไปขาย ณ.จุดๆหนึ่งอยู่ดี น่าจะเป็นปีหน้า แต่ภาพของการปรับตัวลงของหุ้นอย่างยืดเยื้อรอบนี้ ไม่เกิดขึ้น และเลื่อนออกไปเนื่องจากคนส่วนใหญ่กลัว เมื่อ set หลุดทุกแนวรับ อีกทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างชัดเจน อสังหาชะลอตัว อเมริกาจะยุติ QE ภายใน 1ปี ฯลฯ เมื่อคนส่วนใหญ่กลัว เนื่องจากเหตุผลไม่ดี จึงกลับตัวขึ้นอีกครั้ง

ส่วนทำไมถึงคิดว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว ที่1260 จุด ให้อ่านบทความ "กล้าๆกลัวๆ" อีกครั้ง จะเห็นว่า บริเวณราคา 1400-1500 เมื่อ 2-3เดือนก่อน เตํมไปด้วยข่าวร้าย เหตุผลไม่ดีต่างๆ แต่คนส่วนใหญ่กัดฟันซื้อ เนื่องจากเห็นว่า ตกลงมาในสัดส่วนที่พอดีๆ ประมาณ 2-300 จุด เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (1150 ตกลงมา  850 และ 1250 ตกลงมา 1100) ช่วงเวลาเหล่านั้น ก็เต็มไปด้วยข่าวร้ายเช่นกัน และคนส่วนใหญ่ก็พลาดโอกาศซื้อของถูก เนื่องจาก focus ที่ข่าวร้าย แต่หุ้นก็กลับขึ้นไปสร้าง new high ได้

คราวนี้ 1650 ตกลงมา 1400 จึงซื้อสวนตลาดแม้มีข่าวร้าย จากวิธีคิดในเชิงเปรียบเทียบอดีต เมื่อคนส่วนใหญ่คิด 2ชั้น แล้วซื้อ ตลาดก็ปรับตัวลงต่อ จนหลุดแนวรับ ซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย ที่ 1300 จุด เมื่อความหวังสุดท้ายหลุดลอยไป คนส่วนใหญ่ ก็กลับมา focus ที่ข่าวร้าย ซึ่งมีอยู่เต็มตลาด (โดยเฉพาะการยุติ QE) และสรุปว่า ตลาดหุ้นที่ลงมารอบนี้ ไม่เหมือนกับ 2รอบที่แล้ว คราวนี้ลงของจริง จึงเริ่มขายหุ้นที่มีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาตลาด (ไม่ขาดทุนมาก) หรือหยุดซื้อ เพื่อรอจะให้หุ้นลงไปต่อลึกๆ แล้วค่อยซื้อ คิดว่าเพิ่งเริ่มหลุด low น่าจะต้องลงอีก แต่เมื่อคิดเหมือนๆกันหมด และขายออกมา เพื่อจะลงไปซื้อคืน เมื่อ massขาย ตลาดจึงปรับตัวขึ้น

ส่วนการอ่อนค่าของเงินบาทและสกุลเอเซียอื่นๆในรอบนี้ก็คงได้แค่นี้ และการอ่อนค่าอย่างมากๆของเงินสกุลเอเซีย ก็น่าจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า อย่างไรก็ตาม US Dollar ก็จะต้องกลับมาแข็งค่าอย่างมาก เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์ และอ่านด้วยหลักการณ์ระดับโลกต่างๆ หลายทฤษฎี (รายการ Hard Topic เมื่อวันที่ 28/8 ซึ่งจะ upload ใน YouTube ประมาณสัปดาห์หน้า)

Hits: 7214

Posted by on in พิชัย จาวลา

เมื่อวันที่ 28/8 ผมซื้อหุ้นเข้า port ประมาณ 20%. (เมื่อรวมกับประมาณ 30%. ที่ผมถือหุ้นที่ขึ้นลงไม่ค่อยอิงกับดัชนีอยู่ ก็เท่ากับ ผมมีหุ้น 50%. ของพอร์ท )วันที่ 29/8 ได้ไปคุยในรายการ Hard Topic ก็ได้พูดว่า เพิ่งเริ่มซื้อหุ้นไปเมื่อวาน ที่ 1270 จุด และระดับ 1280 จุด ลงมาถึง 1200 จุด เป็น zone ซื้อได้ หลังจากนั้น หุ้นก็ค่อยๆขึ้นทุกวัน มาเห็นอีกที อ้าว 1400 จุดแล้ว มาได้ไง แรงดีจริงๆ ก็เริ่มคิดว่า คนส่วนใหญ่ซื้อไม่ทันแน่เลย เห็นเพิ่งเริ่มหลุด low คงจะรอลึกๆแน่ๆ ดีนะที่เราเฉลียวใจ เริ่มซื้อไปบ้าง

จุดต่ำสุดของหุ้นรอบนี้ คงผ่านไปแล้วที่ประมาณ 1260จุด และต่อไปจะเป็นการขึ้นในระยะกลางๆหลายๆเดือน ดังนั้น ถ้าหุ้นปรับตัวลงมา ลึกมากหรือน้อย ให้หาจังหวะเข้าซื้อกันเอาเอง ส่วนจะขึ้นถึงไหน ถึง 1600 หรือไม่ ยังไม่ทราบ

หุ้นที่น่าสนใจ มีหุ้น bank ตัวเล็ก นอกสายตาตัวหนึ่ง จะกลับมาเป็นขาขึ้นได้มาก หลังจากเป็นขาลงมาตลอด ตัวนี้เหมาะกับคนที่ถือและรอได้นาน ส่วน บบล.ก็ดูดีจะขึ้นนำตลาด และจะมี surprise หุ้นกลุ่มพลังงาน จะ brake new high ได้ ไม่ช้าก็เร็ว

ลอง apply ระบบผลประโยชน์กับตลาดหุ้นต่างประเทศดูบ้าง ตลาดหุ้นอินเดีย ดูน่ากลัวที่สุด ภาคเศรษฐกิจจริงชะลอตัวชัดเจน ค่าเงินรูปีอ่อนค่ามาก แต่เมื่อคนส่วนใหญ่คิดด้วยเหตุผลแล้วขายหุ้น ตลาดหุ้นอินเดีย จึงจะ break new high ได้ ไม่ช้าก็เร็ว และราคาก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผลตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้ดูดีขึ้น สอดรับกับทิศทางราคาหุ้น ตลาดหุ้น Hong Kong ก็มีลุ้น break new high เช่นกัน

Hits: 3123
0

Set Index ที่ระดับเกินกว่า 1500 จุดนี้ ควรหาจังหวะทยอยขายได้แล้ว ได้ราคาดีเท่าไหร่ก็เท่านั้น หาจังหวะขายกันเอาเอง และให้ทำใจรอได้ ในที่สุด เราจะได้ซื้อหุ้นถูกกว่านี้อีกมากพอสมควรในปีหน้า ส่วนเหตุผลว่าทำไมควรขายหุ้น ? ทั้งที่ตลาดก็รับรู้การลด QE ไปแล้วตกลงมาระดับหนึ่ง ซึมซับข่าวร้ายเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวไปแล้ว กำไรบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ก็ยังเติบโตดีอยู่ ที่สำคัญ หุ้นปรับฐานลงมา 300 จุด และตอนนี้ Pattern Graph ของ Set ก็ตั้งหลักตั้งลำได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆได้ ข่าวร้ายก็ย่อมมีอยู่ด้วยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามัวแต่ Focus  ตรงข่าวร้าย ก็จะไม่ได้ซื้อหุ้นถูกซักที ตลาดอุตส่าห์ Discount มาให้ขนาดนี้ และทำท่าตั้งหลักได้แล้ว ยังมัวแต่กลัวข่าวร้ายกันอีกทำไม เดียวก็จะพลาดโอกาศเหมือนตอน 1150 จุด เมื่อปี 2554 ที่ตกลงมาเหลือ 900 จุด และ 1250 จุด ตกลงมา 1100 จุด เมื่อปี 2555 เราก็มัวแต่กลัวตลาดอยู่สูง และมีข่าวร้ายเยอะแยะเช่น เรื่องน้ำท่วมใหญ่ เรื่องการเมือง เรื่องวิกฤตยุโรป ฯลฯ และต้องไปซื้อแพงขึ้น ตลาดหุ้นไทย ก็สร้าง New High ขึ้นมาได้เรื่อยๆ ไม่สนข่าวร้าย ดังนั้นคราวนี้ต้องซื้อ อย่าพลาด พื้นฐานเรายังไม่เปลี่ยน

 

เหตุผลเหล่านี้ใช่ไหมครับ ที่ทำให้เราทยอยซื้อหุ้นกันอยู่ในเวลานี้ แต่เหตุผลดีๆครบทุกข้อเหล่านี้เช่นกัน ที่ทำให้ระบบผลประโยชน์ขายหุ้น อย่าลืมว่า แม้ถูกต้องตามเหตุผล แต่เวลานี้ เราคิดแบบนี้เหมือนๆกันไปหมด คุณค่าได้หายไปหมดแล้ว นอกจากนี้ ถ้าเราสังเกตุว่า คนส่วนใหญ่เพิ่มพอร์ทกันอยู่ทั้งนั้น ไม่จุดนี้ก็จุดนั้น แปลว่าคนส่วนน้อยขายอยู่ ในเม็ดเงินที่เท่ากันกับที่คนส่วนใหญ่ซื้อ เพราะซื้อต้องเท่ากับขายเสมอ และราคาก็จะเคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยกำไรเสมอ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลเฉพาะหน้า

Hits: 7388

Posted by on in พิชัย จาวลา

บริเวณบวกลบที่ 1400 จุดนี้ เป็นช่วงราคาที่ยังมีข่าวร้ายอยู่มาก แต่ก็เป็นจุดแนวรับที่สำคัญ เมื่อดูจาก pattern ของ graph set ในอดีต 2-3 ปีที่ผ่านมา ใจหนึ่งก็กลัวข่าวร้ายตั้งแต่การยุติ QE เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เศรษฐกิจไทยชะลอตัว แต่ใจหนึ่งก็อยากซื้อ เนื่องจาก set ตกลงมาในระดับที่ถึงแนวรับสำคัญ และเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานแล้ว และเมื่อย้อนไปในอดีตปลายปี 54 ที่ set ตกแรงๆจาก 1150 มา 900 และปีที่แล้วที่ตกจาก 1250 มา 1100 ช่วงนั้นก็มีข่าวร้ายมากเช่นกัน เรื่องน้ำท่วมใหญ่ กทม. และวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป คนส่วนใหญ่ ไม่กล้าซื้อเต็มพอร์ท ได้แต่ซื้อๆขายๆ และ Focus ที่ข่าวภัย และราคาหุ้นอยู่สูง ทำให้พลาดโอกาศที่จะทำกำไรเต็มๆ มาถึงรอบนี้ แม้มีข่าวภัยมากมายแต่เมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ในอดีต ตราวนี้จึงกล้าซื้อ กลัวพลาดโอกาศไม่ได้ซื้อของถูก

ความกล้าๆกลัวๆเช่นนี้ จะทำให้หุ้นน่าจะอยู่ในกรอบ 1300-1600 จุดได้นานหลายๆเดือน แต่เมื่อ set สลับขึ้นสลับลง และตั้งหลักตั้งลำได้ และมีแนวโน้มที่จะขึ้นผ่าน 1500 จุดขึ้นไปหรือผ่านขึ้นไปแล้ว GRAPH และ TECHNIQUE ก็จะ confirm ให้ซื้อ เมื่อรวมกับ PE ตลาดหุ้นไทยที่เหมาะสม และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ดี คนส่วนใหญ่ก็จะกล้าซื้อกันมาก  ระบบผลประโยชน์ก็จะทำงานและทำการขายได้มาก ราคาก็จะปรับตัวลง โดยไม่คำนึงถึงข่าว-สถาณการณ์-ปัจจัยพื้นฐาน ค่า PE ที่เหมาะสมต่างๆ และราคาหุ้นที่ตกลงไป ก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผล ข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้สอดคล้องกับราคาได้เอง กลยุทธ์จึงยังคงเดิมคือ เกิน 1550 จุด น่าขายทุกราคา ถามว่าถ้าเราต้องขายในเวลาที่เหตุผลข้อเท็จจริงต่างดูดี คนส่วนใหญ่ซื้อกันมาก เพียงเพราะเราจะเป็นคนส่วนน้อยที่แตกต่าง การเป็นคนส่วนน้อยที่มีคุณค่ามากกว่าเหตุผลข้อเท็จจริง ปัจจัยพื้นฐานต่างๆที่ดูดีหรือ? คำตอบก็คือใช่เพราะ

1. การตัดสินใจถูกตามเหตุผล มีคุณค่า เมื่อการตัดสินใจของผู้คนกระจัดกระจาย แต่เมื่อใดเราตัดสินใจถูกตามเหตุผลแต่เราทำเหมือนกันหมดเกินกว่า 90% คุณค่าของเหตุผลข้อเท็จจริงเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้ว และย้ายข้างไปอยู่ที่สิ่งนั้น over bought over sold หรือ over supply ยกตัวอย่าง เราสอบได้เกรด 4 แต่ได้เกรด 4 กันทั้งห้อง คุณค่าย่อมหายไป หรือเราตัดสินใจทำ service apartment แต่เมืองนั้นมีนักธุรกิจเก่งๆ และสร้างกันทั้งเมือง คุณค่าย่อมหายไป และย้ายข้างไปอยู่ที่ over supply เป็นต้น

2. ในตลาดที่มีสัดส่วนของการเก็งกำไรที่สูงมากเช่น ตลาดหุ้น ย่อมมีกองทุน หรือคนที่เก่งกว่าเรามากๆ ที่จะทำกำไรจากพวกเราคนส่วนใหญ่ ดังนั้นเป้าหมายของระบบผลประโยชน์จึงคือ ขายในเวลาที่คนซื้อมากที่สุด และซื้อในเวลาที่มีคนขายมากที่สุด เนื่องจากระบบจะได้ประโยชน์สูงสุด และราคาดีที่สุด แต่การทำเช่นนั้น ระบบย่อมอยู่ตรงข้ามกับเหตุผลและข้อเท็จจริง เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เนื่องจากเวลาที่คนขายมากที่สุด เหตุผลทุกข้อย่อมดูไม่ดี และชี้ว่าจะแย่ลงอีก ไม่เช่นนั้น คนส่วนใหญ่ จะขายหรือ ?  แต่ระบบจะไม่ให้ราคากับเหตุผลและข้อเท็จจริง เพราะระบบผลประโยชน์อยู่ในระดับ "ผู้กำหนดเหตุผล" ราคาที่เคลื่อนไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับเหตุผลข้อเท็จจริงในขณะนั้น ในทิศทางที่ระบบได้ประโยชน์สูงสุด ก็จะไปปรับเปลี่ยนเหตุผลข้อเท็จจริงใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับทิศทางราคาที่เคลื่อนไปได้

        ให้ลองสังเกตุดูจะเป็นเช่นนั้นทุกครั้ง เรื่องราวล่าสุดก็เช่น คนส่วนใหญ่ซื้อทองกันมากที่สุดที่ 1700-1900 เหรียญ เหตุผลดูดีน่าซื้อที่สุด หลังจากนั้นก็ปรับตัวลง หรือ set ตอน1650 จุดก็เช่นกัน แต่ set ไม่เหมือนทองตรงที่ทอง over bought มากๆ จนเป็น bubble ไปเลย ทองจึงจะเป็นขาลงยาวนาน เป็น 10-20 ปี ราคาจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ระดับ 1000 กว่าเหรียญเท่านั้น ไม่พ้น 2000 แม้อีกเป็นสิบปี แต่ราคาหุ้น over bought ในระดับหนึ่งแม้ซื้อกันมากที่สุดของคนที่เล่นหุ้น แต่ไม่กล้าและมากสุดๆเหมือนทอง เนื่องจากเคยมีบทเรียนที่เคยขาดทุนหุ้นที่ 1700จุด เมื่อปี40มาแล้ว และยังจำได้ ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวปรับฐาน และมีข่าวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆในปีหน้าคนส่วนใหญ่ก็จะขายออกมา และความกลัวของคนส่วนใหญ่ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่ดูไม่ดี ก็จะขับเคลื่อนหุ้นไทยให้ขึ้นต่อข้ามระดับ 2000 จุดได้ภายในประมาณ 5-10 ปี สอดคล้องกับเศรษฐกิจเอเซียที่มี potential สูงมากหลังเปิด AEC

         เหตุผลอะไร ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่กลัวและขายหุ้นออกมาในระดับต่ำกว่า 1300 จุดในอนาคต อาจจะเป็น 1-2 ปีข้างหน้า ก็คือเรื่องของค่าเงินบาท และเงินสกุลเอเซียที่จะอ่อนค่าไปมาก ถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดขึ้น คำตอบคือ อ่านจากระบบผลประโยชน์ ที่คนส่วนน้อยกำลังซื้อ US Dollar ที่คนส่วนใหญ่แทบทั้งหมดกลัว และลดพอร์ท หรือขาย US Dollar กันอยู่ ในเม็ดเงินที่เท่ากัน เพราะซื้อย่อมเท่ากับขายเสมอ เรามองแต่ด้านเดียว ว่าใครๆก็ลดพอร์ท US Dollar แต่แท้จริงมีคนส่วนน้อยซื้อหมดอยู่ด้วย โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและข้อเท็จจริง ราคาจึงเกิดขึ้นได้ เรายึดติดกับเหตุผลเฉพาะหน้า และเหตุผลด้านเดียว จากทองคำที่เหตุผลทุกข้อชี้ให้ซื้อที่ 1800เหรียญ แล้วขาดทุนมาขนาดนี้แล้ว วันนี้จะพลาดโอกาศทำกำไรใน US Dollar ที่จะแข็งค่าขึ้นโดยเชื่อเหตุผลเฉพาะหน้าและเหตุผลด้านเดียวที่ชี้ให้ขาย US Dollar กันอีกหรือ ? ผมตีความว่าอีกไม่นานเกิน 1-2 ปีนี้หรอกครับ ที่ระบบผลประโยชน์จะทำงานใน US Dollar โดยไม่ผิดพลาด

Hits: 4257
0

อาจได้แค่เก็งกำไรเท่านั้น ปีนี้โอกาศที่จะได้ขายหุ้นที่ 1600 จุด คงจะไม่มีแล้ว ถ้าได้เกิน 1500 กว่าๆก็ดีแล้ว ซึ่งการกะเก็งวงจรเป็นรอบ ให้พยายามดูกันเอาเองผมไม่ทราบจริงๆ ส่วนบริเวณราคาที่เริ่มจะเหมาะสมเข้าซื้อลงทุน ขอดูไปเรื่อยๆ เมื่อไร ก็เมื่อนั้น เท่าไร ก็เท่านั้น เมื่อข่าวร้ายท่วมตลาดจริงๆ ค่าเงินบาทอ่อนไปมากๆ คนส่วนใหญ่เริ่มกลัวจริงๆว่า วิกฤตเศรษฐกิจ จะมาเยือนเอเซียอีกครั้ง

ส่วนบริเวณราคา 1360 มีคนส่วนใหญ่ยังไม่กลัวจริงๆ และยังมองเป็นโอกาศด้วยซ้ำ จึงไม่ใช่เวลาที่ระบบผลประโยชน์ทำงานเต็มที่ ผมเองก็ยังไม่ได้เข้าซื้ออะไรเลยตั้งแต่ขายไป

สรุปว่าการปรับตัวราคาหุ้นรอบนี้ น่าจะกินเวลานานถึงปีหน้า โดยหุ้นจะสลับขึ้นลงวนเวียนไปมา แต่ลงมากกว่าขึ้นครับ

Hits: 3347
0

Posted by on in พิชัย จาวลา

สำหรับคนที่ได้ทยอยขายไป ก็คงตัวเบา และไม่ต้องรีบเข้าไปซื้อ ถ้าคุณเป็นคนที่ลงทุนระยะปี ในปีนี้ยังจะเห็นหุ้นถูกกว่านี้อีกมาก ตัวผมเอง ก็ได้ทยอยขายไปแล้ว ตั้งแต่ 1540จุด ถึง 1600จุด แทบจะขายวันเว้นวัน จนตอนนี้มีหุ้นเหลือในพอร์ทประมาณ1ใน 3 ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นหุ้นที่ไม่ขึ้นลงตาม set และยังดูดีอยู่

ส่วนคนที่เลล่นระยะสั้นถึงระยะเดือน ถ้าจะเก็งวงจรเป็นรอบๆ ก็ลองพยายามดูกันเอาเอง ผมไม่ทราบ แต่ซื้อแล้วต้องขายออก ตนเล่นสั้น และคนที่ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป กลยุทย์ก็คือ ยิ่งขายได้ไกล้เคียง หรืออาจแพงกว่า 1600จุดได้เท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเมื่ออ่านจากระบบผลประโยชน์ ช่วงเวลาแบบนี้ที่คนส่วนใหญ่ซื้อ เราต้องขาย ออกจากตลาดไปก่อน ช่วงเวลาที่ใครๆก็มีความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจ มั่นใจในกำไรของบริษัทจดทะเบียน อีกทั้งรอหุ้นลงเท่าไหร่ก็ไม่ลงซักที จนกลัวตกรถไฟ และเข้ามาซื้อกันมากไม่ตัวนั้นก็ตัวนี้ เราจะไม่ลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้

ส่วนเรื่องค่าเงินบาทที่แทบทุกฝ่ายเป็นกังวลกันอยู่นั้น ถ้าเข้าใจระบบผลประโยชน์ จะไม่กังวลเลย เงินบาทแข็งได้เท่าไหร่แข็งไป อย่า่งไรก็จะพลิกกลับมาอ่อนค่าเกินกว่า 30บาทอย่างแน่นอนในปีนี้ และอ่อนค่าในระยะยาว จากระบบผลประโยชน์ ที่จะซื้อลงทุนในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว คนส่วนใหญ่ขาย USดอลล่าห์ ถ้าเราจะซื้อในเวลาที่คนส่วนใหญ่กลัว และขาย USดอลล่าห์ ตามวิธีคิดของ WARREN BUFFET หรือตามหลักการณ์ของระบบผลประโยชน์ คือตัดสินใจแบบคนส่วนน้อย เราจะต้องอยู่ตรงข้ามกับเหตุผลและข้อเท็จจริง แล้วเป็นเรื่องธรรมดานะครับ เหตุผลและข้อเท็จจริงนั้น สามารถถูกกำหนดและเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ตามหลังราคาที่พลิกกลับจากระบบผลประโยชน์ ราคากำหนดสถาณการณ์ได้ ไม่ใช่สถาณการณ์กำหนดราคาได้อย่างเดียว

Hits: 8816
0

กลุ่มเกษตร ,สายการบิน ,พลังงาน , ค้าปลีก เริ่มไปไม่ไหว ส่วนกลุ่มสื่อสาร และ อสังหา ยังคงดูดีกว่า , กลุ่มธนาคาร ดูกํ้ากึ่ง เช่น บบล ยังน่าถือ ส่วนตัวอื่นฯ มีไม่ดีมากกว่าดี

 

สรุปคือ ทยอยขายหุ้นได้แล้ว ส่วนจุดสูงสุดจะอยู่ตรงไหน ก็ไม่สำคัญ เนื่องจากอยู่ใน zone อันตราย ใช้กลยุทธ์ทยอยขาย หุ้นจะลงมากกว่าที่คิด หรือลงน้อย ยึดเยื้อกว่าที่คิด หรือไม่ยึดเยื้อก็เป็นไปได้ ค่อยไปหาจังหวะเข้าซื้อทีหลัง และดูกันอีกที

 

สาเหตุหลักๆที่ให้ทยอยขาย ก็เนื่องจากเหตุผลด้านดีมีมากกว่าเหตุผลด้านไม่ดีอย่างชัดเจน QE ยังคงต่อเนื่อง อีกทั้งญี่ปุ่นและอังกฤษก็จะทำด้วย การตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลอเมริกา ไม่ส่งผลให้หุ้นลง แต่หุ้นกลับขึ้น สร้างจุดสูงสุดใหม่ ความกังวลคลี่คลาย นักลงทุนรีรออยู่นอกตลาดเริ่มทนไม่ไหว และเข้ามาลงทุนกันมาก นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการดัชนีSETสิ้นปีที่ 1650 ถึง 1700 บางค่ายให้ถึง 1800 ก็มี ฯลฯ

 

ส่วนข่าวร้ายชัดเจนไม่มี นอกจากว่าหุ้นจำนวนมาก PE สูงเกินจริง นักลงทุนที่กล้าซื้อ ก็เห็นแพงแล้วก็แพงอีก ส่วนที่ไม่ซื้อ ก็ไปซื้อตัวอื่นอยู่ดี และให้น้ำหนักกับ QE มากกว่า สรุปก็คือ คนส่วนใหญ่ซื้อครับ ระบบผลประโยชน์จะทำงาน และขายในเวลาที่มีคนซื้อมากที่สุดเป็นสาระสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและข้อเท็จจริง เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อกันมากๆ เหตุผลย่อมดูดีอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อ หมายถึงคนส่วนน้อยขาย ในเม็ดเงินที่เท่ากับเม็ดเงินของคนส่วนใหญ่ที่ซื้อ เพราะซื้อย่อมเท่ากับขายเสมอ และราคาก็จะปรับตัวเคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยมีกำไร คนส่วนใหญ่ขาดทุนเสมอ และราคาที่ปรับตัวลง ก็จะไปปรัลเปลี่ยนเหตุผล ข้อเท็จจริง คำอธิบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับราคาที่ปรับลดลงไปได้

 

คนรวยในโลกนี้ ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นจึงมีน้อย คนขาดทุนมีเยอะ เพราะราคาจะเคลื่อนไปในทิศทางที่คนส่วนน้อยเป็นผู้กำไรเสมอ ในภาพรวม จากระบบผลประโยขน์เป็นตัวนำ และทับซับซ้อนกับระบบผลเหตุผลอีกชั้นหนึง

Hits: 4429
0

ส่วนจะลงช้าลงเร็ว ลงลึกน้อยลึกมากแค่ไหน เดี๋ยวค่อยมาดูกันอีกที เมื่อถึงจังหวะเข้าซื้อ     เนื่องจากบริเวณ set index ที่ประมาณ1530 จุดนี้ มีข่าวดีมากกว่าข่าวร้ายชัดเจน คนจํานวนมากที่ซื้อขายสั้นฯเล็กฯน้อยฯ หรือรอหุ้นลงอยู่นอกตลาด เริ่มทนไม่ไหวที่จะเข้ามาซื้อหุ้น อันจะส่งผลให้ตลาดไปได้อีกไม่ไกล เมื่ออ่านด้วยระบบผลประโยชน์  ตลาดจะเริ่มปรับตัวลงหรือปรับฐาน อย่างชัดเจน

Hits: 4371

ให้รอซื้อกลุ่ม bank ตัวใหญ่ 2ตัวยกเว้น (บบล) เมื่อ  ปรับตัวลงอีก อาจลงช้าหรือเร็ว ลงลึกน้อยหรือมากกว่าที่คิด เดี๋ยวค่อยมาดูกัน และค่อยเข้าซื้อ เพื่อถือระยะยาว

Hits: 2076
0

Posted by on in พิชัย จาวลา

แบงก์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง (ที่ขออนุญาติเขียนเป็นCode) กำลังจะกลับมาทวงตำแหน่ง maket leader champion  คืนได้อย่างโดดเด่น หลังจากเสีย champไปร่วม 15 ปี  ให้รอเข้าซื้อขณะปรับตัวลง และถือในระยะกลางๆถึงยาว

Hits: 3055
0