Columnist Blogs บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี

    ช่วงนี้คนส่วนใหญ่ในโลกต่างให้ความสนใจกับการเมืองในสหรัฐฯ หลังจาก นาย Donald Trump ที่มีความคิดและหาเสียงแบบขวาจัดตกขอบชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบหักปากกาเซียนและผล Poll ทั้งหลาย  และกำลังกังวลกันว่าถ้าTrump ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ทุกอย่าง จะสร้างปัญหาอย่างมากต่อเศรษฐกิจและการเมืองของโลก

     พูดได้ว่า Trump ทำให้คนส่วนใหญ่มองข้ามปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป โดยเฉพาะการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลีในวันที่ 4 ธันวาคมที่จะถึงนี้  ซึ่งถ้ารัฐบาลแพ้นายกรัฐมนตรีคือ นาย Matto Renzi จะต้องลาออกและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามที่ประกาศไว้  

    กระแสรักชาติที่รุนแรงขึ้นในยุโรป อาจจะนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพของการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรปจนกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงไม่แพ้นโยบายของ Donald Trump ก็เป็นได้

ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2551/52 ปัญหาผู้อพยพจากตะวันออกกลางการก่อการร้าย การขาดอิสระในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก Euro Zone   รวมไปถึงการตกต่ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาการว่างงานระดับสูงของหลายประเทศสมาชิก EU ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมขึ้นในยุโรป

อิตาลีก็เผชิญปัญหาคล้ายกับประเทศอื่นเช่นกัน และมีปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงเพียงรองจากกรีซเท่านั้น
เศรษฐกิจของอิตาลีที่เคยขยายตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 2.1% ในคริสต์ทศวรรษ 1980  ลดลงเหลือเพียง 1.4% ในทศวรรษต่อมา  และหลังจากเข้าร่วม Euro Zone ในต้นทศวรรษ 2000 อัตราการขยายตัวทาง เศรษฐกิจกลับลดลงเหลือเพียง 0.6%เท่านั้น
ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาเศรษฐกิจอิตาลีโดยเฉลี่ยหดตัว 0.5% มีอัตราการว่างงานสูงกว่า 12% ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เป็นอัตราการว่างงานของวัยหนุ่มสาวที่สูงถึงกว่า 42% ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป
นอกจากนี้อิตาลียังมีปัญหาธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขโดยการเพิ่มทุนได้เพราะติดเงื่อนไขของ Euro Zone  

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ทับถมมากมายแล้ว  อิตาลียังมีปัญหา Corruption ที่รุนแรงจนประชาชนเอือมระอากับระบบการเมืองและราชการที่บริหารประเทศอยู่เมื่อเกิดปรากฏการณ์ Brexit บวกกับชัยชนะของTrump ยิ่งไปกระตุ้นให้กระแสชาตินิยมกระพือขึ้นทั่วยุโรป
ขณะเดียวกันกระแสต่อต้านสถาบันที่บริหารประเทศอยู่ก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าระบบที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาและสนองตอบความต้องการของประชาชนได้ จึงเกิดกระแสไม่พอใจและต่อต้านระบบ รวมไปถึงกระแสความเป็นชาตินิยมอิตาลีที่ไม่ใช่การเป็นยุโรปโดยรวม  รุนแรงมากกว่าประเทศสมาชิกEU อื่นเกือบทั้งหมด

ในโลกปัจจุบันเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดพรรคการเมือง รวมทั้งกลุ่มหรือบุคคลใหม่ๆที่ไม่ใช่นักการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบชาตินิยมหรือต่อต้านสถาบันที่ปกครองประเทศ (Anti Establishment) ประเทศอิตาลีก็เป็นหนึ่งในนั้น

ในปี 2552 ดาราตลกฝีปากกล้าของอิตาลีชื่อ BeppeGrilloและผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจ IT ชื่อ GianrobertoCasalggioได้ก่อตั้งพรรค 5-Star Movement (M5S) โดยมีพื้นฐานความคิดว่าระบบประชาธิปไตยผ่านตัวแทนที่มีผู้แทนในรัฐสภา เป็นระบบที่ล้มเหลวและเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆโดยเฉพาะ Corruption จึงมีความเห็นว่าระบบการเมืองควรเป็นแบบประชาธิปไตยโดยตรงหรือ “Direct Democracy” โดยให้สมาชิกพรรคเลือกผู้สมัครของพรรคได้โดยตรงผ่านระบบ Online พร

รคM5S นี้ไม่ใช่ทั้งพรรคฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาแต่เป็นพรรคที่ต่อต้านสถาบันที่ปกครองประเทศอยู่ และต้องการให้อิตาลีออกจาก Euro Zone และ EU โดยมีนโยบายสำคัญคือ จะให้มีการลงประชามติว่าอิตาลีจะอยู่กับสหภาพยุโรปหรือไม่

ส่วนนโยบายอื่นๆ มีลักษณะเป็นเรื่องๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น ฟรี Internet จัดทำสถิติการเติบโตของ SME ลดหนี้สาธารณะ กำหนดเพดานผลตอบแทนของของผู้บริหารของบริษัทที่ถือหุ้นโดยรัฐ ส่งเสริมการผลิตท้องถิ่นและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรลดการใช้รถยนต์โดยสนับสนุนการใช้จักรยาน และประกันรายได้เมื่อว่างงาน (Unemployment Benefit) เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีทิศทางหลักและไม่มีเป้าหมายร่วมกันเพียงแต่เอานโยบายหลายๆเรื่องมาผสมเข้าด้วยกันเท่านั้นไม่มีนโยบายที่จะตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแต่อย่างใด

แม้ว่าพรรค M5S จะเป็นพรรคการเมืองใหม่และไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวแต่กระแสรักชาติและต่อต้านระบบ/สถาบันที่ปกครองประเทศที่เป็นอยู่ทำให้พรรคนี้มีสมาชิกถึง 1 ใน 4 ของสภาผู้แทนเป็นรองเพียงพรรค Democratic Party (DP) พรรคเดียวเท่านั้น M5S ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วล่าสุดในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นตัวแทนพรรคชนะการเลือกตั้งหลายแห่งซึ่งรวมถึงเมืองใหญ่อย่าง Rome และTurin ซึ่งเมือง Turin เป็นเมืองที่ DP ได้รับเลือกตั้งมาโดยตลอด

ถ้านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันต้องลาออกเนื่องจากแพ้การลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ  และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วกว่าที่กำหนดไว้เดิมในปี 2561ก็มีโอกาสค่อนข้างสูงที่พรรคM5S จะได้ที่นั่งในสภามากที่สุดและจัดตั้งรัฐบาลได้  และถ้าเป็นเช่นนั้น ก็มีแนวโน้มที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคM5S  จะจัดให้มีการลงประชามติว่าจะอยู่ในสหภาพยุโรปหรือ EU ต่อไปหรือไม่และอาจจะมีการท้าทายอำนาจของ EU และ Euro Zone เป็นระยะๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้สหภาพยุโรป เกิดความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพขึ้นมา

แล้วเหตุการณ์ตามที่ผมกล่าวข้างบน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร ลองติดตามการวิเคราะห์สถานการณ์ของผมต่อไปนะครับ  

ปัจจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รัฐบาลปัจจุบันของอิตาลีเดินมาสู่จุดนี้ ก็คือ การที่นายกรัฐมนตรีMatto Renzi ต้องการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลเพราะในอดีตที่ผ่านมามีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยมากทำให้มาตรการต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง (ตั้งแต่สิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีมีรัฐบาลทั้งหมดถึง 63 รัฐบาลมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก) จึงเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญให้ลดจำนวนวุฒิสมาชิกจาก 315 คนเหลือ 100 คนและลดอำนาจของวุฒิสมาชิกไม่ให้มีสิทธิลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเหมือนปัจจุบัน  นายMatto Renziประกาศชัดเจนว่าจะลาออกถ้าแพ้การลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 4 ธันวาคมที่จะถึงนี้

ล่าสุดจากการสำรวจของ 4 องค์กรได้ผลตรงกันว่า สัดส่วนของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากกว่าที่เห็นด้วย  และสัดส่วนที่บอกว่าไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นมากกว่าการสำรวจครั้งก่อนขณะสัดส่วนที่เห็นด้วยค่อนข้างคงที่หมายความว่ามีโอกาสสูงที่รัฐบาลจะแพ้การลงประชามติและนายกรัฐมนตรีต้องลาออกตามที่ประกาศไว้ ปัญหาที่ตามมาก็คือจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น
    
ปัญหาที่ตามมาอย่างแรกก็คือจะต้องมีการตั้งรัฐบาลชั่วคราวเพื่อบริหารประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ประมาณไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งรัฐบาลนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาสำคัญแร่งด่วน เช่น การเพิ่มทุนธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาและเจรจากับ Euro Zone ในเรื่องนี้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจจะเป็นในไตรมาส3 
ปัญหาอย่างที่สอง คือถ้าพรรค M5S ได้ที่นั่งมากสุดในการเลือกตั้งใหม่และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะสร้างปัญหาต่อความมั่นใจในเสถียรภาพของสหภาพยุโรปหรือ EU ทันที เพราะนโยบายของพรรคแสดงอย่างชัดเจนไว้ว่าจะให้มีการทำประชามติว่าอิตาลีจะอยู่ใน EU ต่อไปหรือไม่

แม้ว่าอิตาลีจะมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าอังกฤษแต่การออกจากการเป็นสมาชิกEU ของอิตาลีจะส่งผลกระทบต่อ EUมากเพราะอิตาลีเป็นสมาชิก EuroZone ที่ใช้เงินสกุลยูโรการออกจาก EU หมายความว่าต้องออกจากการเป็นสมาชิก Euro Zone ด้วย ซึ่งหมายถึงว่าอิตาลีจะต้องหันไปใช้เงินสกุล Italian Lira ของตนเอง  การเปลี่ยนจากการใช้เงิน Euro ไปใช้เงิน Lira ในภาวะที่เศรษฐกิจของอิตาลียังอ่อนแอมาก และภาคการเงินการธนาคารก็ยังมีปัญหา  จะทำให้ เงิน Lira มีค่าอ่อนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้หนี้ภาครัฐที่มีอยู่สูงถึงประมาณ 120% ของ GDP และส่วนใหญ่เป็นสกุลเงิน Euro เมื่อแปลงกลับเป็นเงิน Lira จะขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีก 

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังแย่ บวกกับภาระหนี้ขยายตัว จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลอิตาลีแย่ลง และถ้าเมื่อใดที่รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดจะส่งผลต่อเนื่องถึงเจ้าหนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินในยุโรปที่มีฐานะการเงินอ่อนแออยู่แล้ว และปัญหาอาจจะขยายตัวรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ได้

แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเพราะยังมีขั้นตอนอีกหลายอย่างกว่าจะไปถึงขั้นนั้น อย่างแรกก็คือ ผลของการลงประชามติวันที่ 4 ธันวาคมนี้ว่าจะเป็นอย่างไร  ถ้านาย Matto Renzi แพ้ ก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่เร็วกว่าเดิม ซึ่งก็ไม่แน่ว่า M5S จะได้เสียงมากที่สุดและถึงแม้ได้เสียงมากที่สุดก็อาจจะไม่สามารถรวบรวมเสียงจากพรรคอื่นมากพอจนตั้งรัฐบาลได้

ขั้นต่อไป ถ้าพรรค M5S ได้เป็นรัฐบาลและจัดให้มีการลงประชามติว่าจะอยู่หรือออกจาก EU   ก็ยังไม่แน่ว่าการลงประชามติจะชนะเพราะจากผลการสำรวจก็ยังก้ำกึ่ง ที่สำคัญก็คือผลของประชามติไม่มีผลตามกฎหมายที่รัฐสภาจะต้องทำตาม(เหมือนกรณี Brexit)กรณีของอิตาลีถ้าต้องการออกจาก EU จริงจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของเสียงในรัฐสภา แม้อาจจะมีข้อถกเถียงได้ว่าถ้าประชาชนลงมติอย่างไรรัฐสภาก็ต้องทำตามนั้น ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ก็ต้องรอดูถึงวันนั้นจริงๆ 

อย่างไรก็ตาม ที่แน่ๆ ก็คือการแพ้ประชามติของนาย Matto Renzi ในวันที่ 4 ที่จะถึงนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของยุโรปซึ่งรวมกันมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นจะเกิดการผันผวนทางการเงินค่อนข้างแน่นอน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การลงทุนและการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็จะชะลอตัว ทำให้เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวหรืออาจจะถดถอย  เมื่อเศรษฐกิจใหญ่ทรุด จะทำให้เศรษฐกิจโลกซวดเซ  ซึ่งจะทำให้การส่งออกของไทยยังคงย่ำแย่ต่อไป  นอกจากนี้ ยังจะมีผลต่อราคาน้ำมัน ทำให้ราคาโภคภัณฑ์อื่นๆ ส่วนใหญ่ลดลงและกระทบต่อประเทศไทยอีกทางหนึ่ง

โดยรวมแล้ว แม้การลงประชามติของอิตาลีในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ แม้จะเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นเรื่องของเพียงประเทศเดียว แต่ถ้าเกิดการแพ้ประชามติในอิตาลี จะยิ่งเป็นการเสริมกระแสชาตินิยมและต่อต้านระบบ/สถาบันที่บริหารประเทศ เหมือนในกรณีของ Brexit และชัยชนะของ Trump  และจะส่งผลกระเทือนต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2560 ในหลายประเทศ

ที่สำคัญคือ เยอรมนี และฝรั่งเศส กรณีเยอรมนีอาจจะไม่มีปัญหาเพราะ นางAngela Merkel ลงสมัครรับเลือกตั้งทำให้คาดว่าจะชนะการเลือกตั้งได้  ส่วนฝรั่งเศสนั้น กระแสชาตินิยมและต่อต้านสถาบันยังรุนแรงก็จะเสริมกระแสของพรรค National Front ของฝรั่งเศส ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่พรรคนี้จะได้คะแนนเสียงสูงสุดมากขึ้น ดังนั้นการลงประชามติที่จะถึงนี้และการเลือกตั้งในปี 2560 จะชี้ว่าอนาคตของ EU จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี
อาจารย์เกียรติคุณ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

คอมเมนท์

เราขอแนะนำ

  • 0-2009-9988
    Ext.3061

  • สนใจลงโฆษณา กับทางเว็บไซต์
    Money Channel

  • 0-2009-9988
    Ext.3051-3054

  • แนะนำติชมรายการ ทางช่อง
    Money Channel

  • สมัครสมาชิก

  • เพื่อรับข่าวสารจาก จากทีมงาน
    Money Channel โดยเฉพาะ

13,153,437
Pageviews
2,120,413
Unique IP