Wednesday, February 08, 2012
  Add Comment



ส่งข้อความ
  View Comments
Text Size :Small | Medium |Large


  Speech  



“เราต้องทำให้ Small Pond ใหญ่ขึ้น อะไรที่กระทบกับความเชื่อมั่นเราไม่ทำ”

Posted on Wednesday, February 04, 2009
นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวปาฐกถาเรื่อง การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในตลาดทุนไทย ในงานเสวนาพิเศษเรื่อง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ฟื้นความมั่นใจผู้ลงทุนไทยได้จริงหรือ โดยชี้ให้เห็นว่า ณ สิ้นปี 2551 สถิติที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 พบว่า

- ดัชนีลดลงจาก 858 จุด เหลือ 450 จุด หรือลดลงกว่า 48%
- มูลค่าตลาด (Market Cap) ลดลงจาก 6.64 ล้านล้านบาท เหลือ 3.57 ล้านล้านบาท หรือลดลงมากกว่า 46%
- มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ลดลงจาก 1.7 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท และลดลงต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทในการซื้อขายบางวันของเดือนมกราคม 2552

ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลอดปี 2551 ประมาณ 1.62 แสนล้านบาท เป็นการขายในทุกระดับราคา (at all cost) หรืออาจเรียกได้ว่า “ขายขาดทุน” เพื่อนำเงินไปแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัทแม่ในสหรัฐฯและในยุโรป ภาวะนี้เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นหลายประเทศลดลงไปถึง 60-70% ทำให้ความมั่งคั่งหายไป อีกทั้งบริษัทที่เตรียมจะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นก็เหลือเพียง 11 บริษัท จากที่ตั้งเป้าไว้สูงถึง 107 บริษัท


นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย – Elephants in a Small Pond

ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯยังเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ต่างอะไรกับหนองน้ำเล็ก ๆ (Small Pond) ที่มีโขลงช้าง (Elephants) หรือกองทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เข้ามาลงเล่นน้ำหรือมาลงทุน ซึ่งนั่นทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อช้างเล่นน้ำในหนองน้ำ แต่ก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อโขลงช้างออกไปจากหนองน้ำ

แม้สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นจะอยู่ที่เพียง 25-40% แต่กลับมีอิทธิพลต่อความผันผวนของราคาหลักทรัพย์อย่างมาก ทว่าเมื่อโขลงช้างจากหนองน้ำไปแล้ว นักลงทุนรายย่อยซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากกว่าครึ่ง หรือประมาณ 52% กลับเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้ด้วยการเข้ามาซื้อสุทธิในปี 2551 ที่ผ่านมาถึง 1.16 แสนล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนสถาบันซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนประมาณ 17% ก็ช่วยซื้อสุทธิไว้ 4.6 หมื่นล้านบาท


อะไรที่กระทบกับความเชื่อมั่นเราไม่ทำ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกตำหนิว่า แทบจะไม่ทำอะไรในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนไทย แต่ปกรณ์ชี้ให้เห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้มีหน้าที่หลักที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่อะไรที่จะกระทบกับความเชื่อมั่นตลาดหลักทรัพย์จะไม่ทำ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ปิดทำการในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และรัสเซียปิดทำการชั่วคราว รวมทั้ง ไม่มีการห้ามทำ Short Sale อีกด้วย ปกรณ์บอกว่า ตลาดหุ้นต้องมีสภาพคล่อง นักลงทุนสามารถซื้อหรือขายได้ในทุกขณะ และไม่ควรจำกัดวิธีการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงตามกฎของการดูแลเรื่องการเก็งกำไร พร้อมกันนี้ยังเข้มงวดให้การ Clearing และ Settlement เกิดความผิดพลาดได้แม้แต่ครั้งเดียว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน


คิดนอกกรอบหาทางสร้างโอกาสในวิกฤติ

ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบอกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้จำเป็นที่จะต้องคิดนอกกรอบ เช่น ประเทศจีนให้ประชาชนหยุดยาวในช่วงปีใหม่ เพื่อนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย และธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ตั้งกองทุน เพื่อนำมาซื้อหุ้นของธนาคารต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ราคาหุ้นลดลงลงไปมาก ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับมาตรการแจกเงิน 2,000 บาท ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล เพราะขณะนี้ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภค

สำหรับการคิดนอกกรอบของตลาดหลักทรัพย์เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาสในวิกฤติมีด้วยกันใน 3 ประเด็นคือ

1. “หุ้นดีราคาถูก” มีให้นักลงทุนเลือกมากมาย
บริษัทจะทะเบียนประมาณ 240 แห่ง ราคาหุ้นต่ำกว่า Book Value ในขณะนี้ และดอกเบี้ยเงินฝากก็ตกต่ำ จึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะเข้าลงทุน โดยนักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลจากบทวิเคราะห์และปรึกษากับบริษัทหลักทรัพย์ได้

2. บริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและเล็กอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง
หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากหนี้เสีย (NPL) อย่างมาก จึงไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจได้ง่าย ๆ บริษัทเอกชนขนาดกลางและเล็กจึงหันมาระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แทน ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ก็อาจเดินตามรอยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกก็เป็นได้

3. ตลาดหลักทรัพย์พยายามทำ Small Pond ให้กลายเป็น Big Pond
- ตลาดหลักทรัพย์ปรับโครงสร้างองค์กร ด้วยการแยกส่วนธุรกิจตลาดหุ้น (Exchange Function) ออกจากส่วนให้ความรู้ (Capital Market Development Fund)

- ตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน และทำให้เป็นวาระแห่งชาติ ในการวางแผน 5 ปี สำหรับตลาดทุนในทุกรูปแบบ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน

- การเพิ่มทุนเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ (TSFC) ดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้ความช่วยเหลือของบริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พร้อมกับมีแผนนำ TSFC เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

- จัดทำ Asean Stock Board ด้วยการเชิญชวนให้ 5 สมาชิกอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมทั้ง ไทย เลือกบริษัทจดทะเบียน 30 บริษัท ให้เข้ามาอยู่ในกระดานเดียวกัน 180 หุ้น ใช้จุดซื้อ-ขายเดียวกันเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

- จัดสัมมนาด้วยการเชิญผู้ว่าราชการทุกจังหวัด มาเรียนรู้ถึงบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ในการเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญของประเทศ เพื่อให้ผู้ว่าฯกลับไปมองหาช้างเผือกในจังหวัดแล้วสนับสนุนให้เข้ามาระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ

Posted on Wednesday, February 04, 2009 (Archive on Wednesday, February 11, 2009)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra


Speech อื่น ๆ




      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement