|
|
Sunday, February 05, 2012
|
|
|
|
|
จัดพอร์ตหากำไร รับเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว
Posted on Tuesday, October 06, 2009 |
หากใครมีเวลาแวะเข้าไปนั่งในห้องค้าหลักทรัพย์ช่วงไตรมาส 3 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะ หรือเสียงพูดคุย เช่น “ไปอีกแล้วๆ ไปอีกแล้วๆ” กับ“ไม่น่ารีบขายเลย” เกิดขึ้นเสมอๆ เพราะหุ้นไทยในไตรมาสนี้ สร้างปรากฏการณ์ไต่ระดับอย่างต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีการฟื้นตัวอย่างอ่อนๆ และสวนความคิดของนักวิเคราะห์หุ้น
ปรากฎการณ์พิเศษในตลาดหุ้นไทยอันนี้ จะเกิดขึ้นต่อในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้หรือไม่ และนักลงทุนควรปรับตัวเองอย่างไร ทำให้กองบรรณาธิการ M&W อดสงสัยไม่ได้ จึงเชิญกูรูตัวจริงเสียงจริง อย่างคุณสุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ กสิกรไทย (KSEC) ซึ่งมีสายสัมพันธ์ในการติดต่องาน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนสถาบันกว่า 2 ทศวรรษ แต่ไม่ชอบเปิดเผยตัว ชอบอยู่เบื้องหลัง (Behind the scene) ขึ้นเวทีร่วมกับ ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) และคุณณสุ จันทร์สม กรรมการผู้จัดการกลุ่มอีเอฟจี (EFG) ของสิงคโปร์ ที่ได้รับการยอมรับในวงการกองทุนว่าเป็น มือดี “รุ่นเก๋า” และ ”รุ่นกลาง” มาช่วยกันคิดค้นกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตให้ได้กำไร
และเพื่อสร้างบรรยากาศให้งานสัมมนาที่เครียด เปลี่ยนเป็นสบายๆ เข้าใจได้ง่ายๆ กองบรรณาธิการ จึงยกเวทีให้เนาวรัตน์ เจริญประพิณ รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ เหมือนเคย
เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น แต่น่าห่วงว่าจะยั่งยืนหรือไม่ กลางปีหน้า คือบทพิสูจน์
เนาวรัตน์ เปิดงานด้วยการซักถามถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งมีสัญญาณการฟื้นตัวอ่อนๆ ให้เห็นกันแล้วว่า สามารถจะชี้ให้เห็นภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้นี้ไหม
คำตอบจากวิทยากรทุกคน ออกมาตรงกันว่า การที่เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นจุดต่ำสุด (bottom out) ประกอบกับรัฐบาลมีการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ”ไทยเข้มแข็ง” เป็นปัจจัยช่วยให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวยังไม่อาจบอกได้ว่าจะมีความยั่งยืนหรือไม่ เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง มีอาการซวนเซแทบทุกครั้งที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ประการแรก ภาคเอกชนมีการลงทุนต่ำมาก ดูได้จากอัตราขยายตัวของสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจไทย (Loan Growth rate) ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โตเพียง 4% แต่หากหักเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เพื่อคำนวณอัตราขยายตัวของสินเชื่อสุทธิ (Real Loan Growth rate) จะพบว่า ขยายตัวแค่ 2% ซึ่งการขยายตัวในอัตรา 2% ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างงานเพิ่มมาก ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศขยายตัวในอัตราที่ต่ำ ไม่อาจหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทันทีที่ภาคส่งออกหรือภาคท่องเที่ยวมีปัญหา ซึ่งทุกฝ่ายเห็นผลที่ชัดเจนแล้ว กับวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งรุนแรงที่สุด (The Greatest Recession) ในปีที่ผ่านมา
ประการที่สอง ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีโลก (Comparative Advantage) ในหลายอุตสาหกรรมลดน้อยถอยลง เพราะยังไม่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่สามารถคุมต้นทุนให้ต่ำพอจะแข่งขันได้ดีพอ และน่าเป็นห่วงมากขึ้น เพราะวิกฤตเศรษฐกิจโลกทำให้ตลาดหดตัว สวนทางการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้นขึ้น
ประการสุดท้าย การขาดเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้แนวนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจไม่คืบหน้า ส่งผลให้แนวปฏิบัติต้องทอดเวลาออกไป และหลายครั้งมีประเด็นเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้แนวนโยบายและแนวปฏิบัติไม่เดินไปในทางเดียวกัน
กระนั้น วิทยากรทุกคนต่างมุ่งหวังให้รัฐบาลปัจจุบัน ใช้โครงการ “ไทยเข้มแข็ง” สร้างการจ้างงาน พลิกฟื้นความเชื่อมั่นภาคเอกชนเพื่อเร่งรัดการลงทุนใหม่ๆ โดยเร็วที่สุด ก่อนจะผลักดันมาตรการต่างๆ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนควบคู่กันไป เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพราะตั้งแต่กลางปีหน้าเป็นต้นไป แนวนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง ลดดอกเบี้ย ที่ทุกประเทศใช้เป็นสูตรสำเร็จแก้ไขวิฤกตเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาจะปิดฉากลงไป และปรับเปลี่ยนไปตามที่รัฐบาลและธนาคารกลางแต่ละประเทศตัดสินใจกันเอง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ระลอกใหม่อีกครั้ง
โดยปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยต้องเผชิญจะมี 2 เรื่อง คือ การลงทุนภาคเอกชนว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หากไม่เกิดเศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วง เพราะรัฐบาลไม่สามารถก่อหนี้สาธารณะเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแล้ว ส่วนอีกเรื่องจะเป็นโจทย์ที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญคือดอกเบี้ยและเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับขึ้นทั้งคู่ จากผลของการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการอัดฉีดเงินเพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐฯและยุโรปช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้รัฐบาลและธนาคารกลางเหล่านี้ต้องเริ่มต้นบริหารและจัดการหนี้สาธารณะ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการออกพันธบัตร หรือพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม แต่ทั้ง 2 วิธีนี้ จะสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในทางอ้อม และในที่สุด ธนาคารกลางจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามมา
หุ้นแตะ 700 จุด เพราะ Fund flows ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ
“ในเมื่อเศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ทำไมหุ้นถึงดีดขึ้นไปแตะ 700 จุดล่ะคะ” เนาวรัตน์ ซักต่อ
“ปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐฯ และยุโรปต้องใช้เวลาแก้ไขหลายปีกว่าจะเห็นผลสำเร็จ ดังนั้น การลงทุนในสหรัฐฯ และยุโรปจึงไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนได้มาก ทำให้มีการโยกเงินเข้ามาหาผลตอบแทนในภูมิภาคเอเซียเป็นจำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หุ้นเอเซียรวมทั้งหุ้นไทยจะปรับฐานเร็วและแรง เพราะราคาหุ้นถูก drive จาก fund flows ไม่ใช่ fundamental เศรษฐกิจเหมือนในอดีต” คุณสุชีล เปิดประเด็น
“ต้องยอมรับว่า fund flows มีผลต่อตลาดหุ้นไทยมาก อย่างในปีที่แล้ว ตลาดหุ้นปรับฐานจาก 850 จุด ลงมาแกว่งบริเวณ 450 จุด เมื่อมีเงินไหลออกราว 1.6-1.7 แสนล้านบาท แต่ 9 เดือนแรกปีนี้ มีเงินไหลเข้า 4.0-5.0 หมื่นล้านบาท หนุนให้ดัชนีไต่ระดับขึ้นมาแตะ 700 จุด หากมีเงินไหลเข้าอีก หุ้นไทยน่าจะปรับตัวทะลุ 700 จุดได้ ซึ่งเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วโอกาสจะเห็นเงินไหลเข้าอีกมีความเป็นไปได้สูง เพราะเศรษฐกิจเอเซียวันนี้มี downsize risk ต่ำ” ดร.พิชิต กล่าวเสริม
“สไตล์การลงทุนของฝรั่ง เวลาซื้อจะไม่มองว่าอะไรถูกหรือแพง จะโยนเงินลงมาก้อนหนึ่งกระจายการลงทุนออกไปในตลาดหุ้นต่างๆ ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ แล้วถือหุ้นเพื่อรอจังหวะขาย โดยการขายจะเกิดทันทีที่ได้กำไรในระดับที่พอใจ ซึ่งกำไรในระดับที่พอใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความโลภของผู้จัดการกองทุนแต่ละคน แต่หากประเมินจากสถานการณ์ขณะนี้ ตลาดหุ้นยังมี upside อยู่” คุณณสุ อธิบาย
แม้ตลาดหุ้นจะยังมี upside อยู่ แต่วงสัมมนาได้ฝากเตือนนักลงทุนให้มีความระมัดระวังในการลงทุนด้วย เพราะเงินที่ไหลเข้าส่วนหนึ่งเป็นเงินลงทุนระยะสั้น (Hot Money) และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนต่างชาติเปลี่ยนแนวคิดในการลงทุนหุ้นเป็นระยะสั้นมากขึ้น พิสูจน์ได้จากระยะเวลาในการถือครองหุ้นของต่างชาติที่ปรับลดลงจาก 9 เดือน เหลือเพียง 2-3 เดือน เพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำในการประเมินแนวโน้มเงินลงทุนว่าจะอยู่สั้นหรือยาวอย่างง่ายๆ ด้วยว่า ให้นักลงทุนติดตามภาวะตลาดหุ้นจีน และค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ
ในประเด็นตลาดหุ้นจีน นอกจากจะมีประเด็นเรื่องความไม่เข้าใจแนวนโยบายของรัฐบาลจีนที่ไม่ยึดหลักการสากล รวมถึงความไม่มั่นใจในข้อมูลที่ทางการจีนเปิดเผยออกมาว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงไร คอยสร้างแรงกดดันให้กองทุนต้องทบทวนแผนลงทุนอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการดีดตัวของราคาหุ้นช่วยเร่งการตัดสินใจขายทำกำไรพ่วงเข้ามาด้วย ส่งผลให้ทุกครั้งที่กองทุนเริ่มปรับพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้นจีน จะมีผลต่อเนื่องถึงตลาดหุ้นภูมิภาคตามไปด้วย
ส่วนประเด็นค่าเงินบาท มีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของกองทุนสหรัฐฯ และยุโรป เพราะผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องที่นักลงทุนกลุ่มนี้กลัวที่สุด แต่หากพิจารณาจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงเศรษฐกิจไทย จะพบว่า การแข็งค่าของเงินบาทไม่น่าวิตกกังวลมาก เพราะแม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงินยูโร มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท แต่การที่เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพิงการส่งออกอยู่ ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเงินไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ไม่น้อยกว่า 9.5 แสนล้านบาท จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะดูแลค่าเงินบาทให้แกว่งตัวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 33-34 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ 48-49 บาท ต่อ 1 ยูโร ได้ตลอด 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ช่วยลดแรงกดดันที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะโยกเงินออกจากตลาดหุ้นได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ในวงสัมมนายังมีการให้ความเห็นด้วยว่า นักลงทุนอาจเห็นตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงในช่วงสั้นๆ แต่ไม่รุนแรง แค่ 30-70 จุด ก่อนไต่ระดับขึ้นไปยืนบริเวณ 730-750 จุด ในต้นปีหน้า
กลยุทธ์ทำกำไรปีนี้ ต้องกระจายพอร์ตลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น สำหรับคอหุ้นต้องเลือกซื้อทั้งหุ้นใหญ่ และหุ้นกลาง แต่อาจเล่นรอบสั้นๆ
ต่อจากนั้น วงสัมมนาเริ่มหันมาพูดคุยกันถึงกลยุทธ์ในการลงทุน โดยกำหนดเป้าหมายการลงทุนเอาไว้เพียงแค่ช่วงสั้นๆ ไม่เกินกลางปีหน้า ประเดิมที่ผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคลจากสิงคโปร์
คุณณสุชี้แจงว่า ปกติเขาจะแนะนำลูกค้าให้แบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนแรกลงทุนในตราสารหนี้ ทั้งพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง และลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี (Money Market Fund) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ อีกส่วนหนึ่งนำไปลงทุนในหุ้น และสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่หากลูกค้ายอมรับความเสี่ยงสูงได้ ถึงค่อยปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือก และลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ลงมา ในทางกลับกัน หากลูกค้ายอมรับความเสี่ยงได้ไม่มาก ก็จะปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือก แล้วเพิ่มน้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้แทน
สำหรับกรอบการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ในส่วนตราสารหนี้ คุณณสุแนะให้เริ่มสนใจพันธบัตรรัฐบาลประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางแทนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ ส่วนหุ้น เขาให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นจีนกับสิงคโปร์ ซึ่งมี story ในการลงทุน และมีสภาพคล่องสูง ขณะที่หุ้นไทย คุณณสุให้ความสนใจหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Middle and Small Capitalization) ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูง (Value Stock) แต่หากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Capitalization) จะต้องเลือกหุ้นในอุตสาหกรรมที่ยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง หรือหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ (Dividend stock) เช่น กลุ่มโรงพยาบาล อาหาร ยานยนต์ และท่องเที่ยว
อย่างไรก็ดี คุณณสุกลับไม่ให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำ น้ำมัน และโภคภัณฑ์ มากนัก เพราะประเมินว่าราคาจะไม่ผันผวนเหมือนในปีที่ผ่านมา เนื่องจาก story เปลี่ยน ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนน่าจะต่ำ ไม่คุ้มกับเงินลงทุน
ด้านผู้บริหารกองทุนรวม MFC บอกว่า หุ้นยังคงเป็นทางเลือกในการหาผลตอบแทนที่ดีที่สุดไปจนถึงกลางปีหน้า เพราะ mood ตลาดยังดีต่อเนื่อง แต่การลงทุนจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีรอบการเล่นสั้นลง แม้แต่ MFCยังต้องปรับกลยุทธ์ในการลงทุนหุ้นใหม่เพื่อให้ปรับตัวได้ทันการณ์ขึ้น โดยแบ่งทีมลงทุนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่คัดเลือกหุ้นที่น่าจะลงทุน อีกกลุ่มทำหน้าที่บริหารพอร์ตลงทุนเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็ช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่การลงทุนในลักษณะนี้อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนรายย่อย ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดทุกวัน
อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด อาจลดความเสี่ยงได้โดยกระจายพอร์ตลงทุนออกไปในหุ้นนำตลาด กลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการเลือกซื้อหุ้นส่งออกที่มีสภาพคล่องสูง อย่างหุ้นกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ หรือหุ้นกลุ่มอาหาร เก็บในพอร์ต และรอขายปีหน้า
ขณะที่ผู้บริหาร KSEC แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นว่า ควรให้ความสำคัญกับหุ้นปันผล (Dividend Stock) เพราะนอกจากหุ้นเหล่านี้จะมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอจะรับมือกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจแล้ว การลงทุนยังจะได้เงินปันผลเพิ่มความสบายใจกลับไปอีกด้วย สำหรับจังหวะลงทุน คุณสุชีลแนะให้รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เพราะเชื่อว่า หุ้นไทยน่าจะปรับฐานลงมาราว 4-5% ภายใน 1-2 เดือนนี้ ก่อนไต่ระดับขึ้นไปใหม่ ในเดือนที่ 3-4
“แรงซื้อ Big Capitalization นำโดยหุ้นน้ำมัน และปิโตรเคมี ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เป็นตัว drive หุ้นไทยให้ outperform เมื่อเทียบกับหุ้นภูมิภาค ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวถึงจุดๆ หนึ่ง จะเริ่มมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นกระจายตัวออกมา ทำให้ตลาดปรับฐานช่วงสั้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณางบการเงินไตรมาส 2 และงวดครึ่งแรกปีนี้ จะพบว่า บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ทำกำไรดีขึ้น เพราะได้ margin เพิ่มจากการบริหารสินค้าคงคลัง แต่กำไรส่วนนี้จะเริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3 ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3 และครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก กดดันให้กองทุนต้องปรับพอร์ตการลงทุนบางส่วนตามมา และหลังจากหุ้นปรับฐานเสร็จ ก็จะวิ่งต่อ โดยมีหุ้นน้ำมันเป็นตัว drive เพราะน้ำมันในตลาดโลกขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล” คนโตตัวเล็ก ของ KSEC อธิบาย
ส่วนหุ้นแนะนำ คุณสุชีลเลือกหุ้นขนาดใหญ่จาก 4 กลุ่ม ประกอบไปด้วย หุ้นพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร และโรงพยาบาล โดยหุ้นพลังงาน เขาให้น้ำหนักกับหุ้น GLOW และ PTTEP โดย GLOW เป็นโรงไฟฟ้าที่มีจุดเด่นในการควบคุมต้นทุน ไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ ทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับ PTTEP น่าสนใจตรงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นเป็นลำดับ จากยอดขายส่วนหนึ่ง และการได้ประโยชน์จากการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอีกส่วนหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัย KSEC ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปีหน้าว่า จะปรับตัวขึ้นจากปีนี้มาแกว่งตัวบริเวณ บาร์เรลละ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะเศรษฐกิจจีนน่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการบริโภคน้ำมันสูงถึงครึ่งหนึ่งของทั้งโลกต่อไป
สำหรับหุ้นธนาคารพาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ KSEC ที่ดูแลนักลงทุนสถาบัน เลือก BBL และ KTB เพราะไม่สามารถแนะนำ KBANK ได้เพราะขัดต่อจรรยาบรรณ โดยให้เหตุผลว่า มีความได้เปรียบจากขนาด และฐานลูกค้า ประกอบกับน่าจะได้ประโยชน์จากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนตามไปด้วย
เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล นอกจากจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จนได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยมากแล้ว การที่คนไทยมีความตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับสังคมไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า กำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคผู้สูงอายุครองเมือง” โดยคนสูงอายุไทยจะมีมากเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น ทำให้ธุรกิจมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามฐานลูกค้าคนไทยที่มีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้น่าจะได้ประโยชน์จากเงินปันผลที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งโรงพยาบาลบางแห่งมีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการด้วย จึงทำให้ยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลให้ BGH และ BH เป็นหุ้นที่ควรมีในพอร์ต
ขณะที่หุ้นสื่อสาร มีการแนะนำ ADVANC DTAC และ TRUE ซึ่งได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนกฎกติกาในการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ตามเกณฑ์ใบอนุญาตใหม่ที่ถูกลง ประกอบกับการเปลี่ยนคลื่นความถี่ในการทำธุรกิจเป็นระบบ “3G” จะช่วยให้ผู้บริโภคเสียค่าบริการถูกลง ช่วยเพิ่มยอดการใช้ให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนะระยะกลางถึงระยะยาว
แต่หากต้องเลือกหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ คุณสุชีล ให้น้ำหนัก ADVANCเป็นลำดับแรก เพราะเป็นหมายเลข 1 ในตลาด ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูงกว่าคู่แข่งรายอื่น รองลงไปเป็นหุ้น DTAC เพราะเป็นหมายเลข 2 ทำให้มีศักยภาพเป็นรองเพียงเล็กน้อย ส่วน TRUE เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น (trading) เท่านั้น เพราะมีส่วนแบ่งตลาดด้อยกว่า ADVANC และ DTAC แถมโครงสร้างทางการเงินยังไม่แข็งแรงมากพอด้วย
เทคนิคเพิ่มกำไรพอร์ตหุ้น ใช้กองทุน และ TFEX บริหารความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม กรรมการผู้จัดการ KSEC ขอออกตัวไม่ให้ความเห็นต่อหุ้นกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงหุ้นส่งออก เพราะไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดลึกซึ้งเพียงพอ แต่เขาได้ทิ้งท้ายว่า อยากให้นักลงทุนเปลี่ยนความคิดในการลงทุนหุ้นให้เป็นระยะยาวมากขึ้น หากซื้อหุ้นวันนี้ น่าจะถือจนข้ามปี เพราะหากดูตลาดมากเกินไป อาจมีผลเสียมากกว่าผลดี
สำหรับคนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ดีพอ อาจใช้เครื่องมือ เช่น SET50 Index Futures หรือ Stock Futures ช่วยบริหารความเสี่ยงจากพอร์ตหุ้นอีกทางหนึ่ง แต่หากนักลงทุนคนใดยังไม่มีความชำนาญพอ ควรลงทุนผ่านกองทุนหุ้นแทน เพื่อกระจายความเสี่ยง
แนวคิดนี้ได้รับการขานรับจากกรรมการผู้จัดการ บลจ.MFC เช่นเดียวกัน แต่เพื่อสร้างความกระจ่างมากขึ้น ดร.พิชิต ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนหุ้นพลังงาน กับการซื้อหน่วยลงทุนกองทุนน้ำมัน ด้วยว่า เป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
ขณะที่คุณณสุ ฝากให้นักลงทุนที่มีพื้นฐานการลงทุนแข็งแรง ให้ลองใช้กลยุทธ์ลงทุนเชิงเปรียบเทียบ (Relative Strategy) บริหารพอร์ตลงทุน ด้วยการซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี 1-2 ตัว แล้วนำเงินที่เหลือนำไปลงทุนใน SET50 Index Futures เพื่อเก็งกำไรจากตลาดนี้อย่างเดียว เพราะการปรับตัวของ SET50 Index Futures จะปรับตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ส่วนหุ้นที่ถือไว้ ก็รอเก็บเกี่ยวดอกผลในอนาคต เพราะมั่นใจว่า กลยุทธ์ดังกล่าวน่าจะเหมาะกับตลาดหุ้นยุค Fund flows ชี้นำมากที่สุด
กลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ น่าจะใช้ได้กับทุกคนนะครับ.... ใครชอบสไตล์ไหน .... ณสุ ... สุชีล ... หรือพิชิต ... เลือกกันเอาเอง
จากคอลัมน์ Smart Money โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W ตุลาคม 2552
| Posted on Tuesday, October 06, 2009 (Archive on Tuesday, October 13, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|