หน้าแรก การรับชม Money Channel ผังรายการ ข้อมูลย้อนหลัง แผนผังเว็บไซต์ เกี่ยวกับสถานี ติดต่อเรา  
+  พบกับการวิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์การเก็งกำไรหุ้นรายตัวในไตรมาส 3 กับกิจกรรม SET Learning Corner “ไตรมาส 3 Uptrend หรือ Downtrend” กับผู้เชี่ยวชาญจาก บล.ซีไอเอ็มบี 4 ก.ย.นี้ 13.30-17.00 น. ณ ห้องสมุดมารวย @ Esplanade ถ.รัชดาภิเษก โทร. 0 2229 2222  +  พบกับกิจกรรมแนะนำ และให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ในบูธ Financial Clinic โดย บล.พัฒนสิน วันที่ 5-6 ก.ย.นี้ เวลา 13.00-18.00 น. ณ ห้องสมุดมารวย @ Esplanade ถ.รัชดาภิเษก หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cns.co.th  +  ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมมนา ดัก Fund Flow ต่างชาติ … “ซื้อก่อน – โกยกำไรก่อน” วันศุกร์ที่ 10 กันยายนนี้ 14.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ.รัชดาภิเษก สนใจโทร 0 2229 2222 หรือ www.moneychannel.co.th ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย  +  พบกับคำแนะนำเกี่ยวกับการประกันการส่งออก เพื่อลดความเสี่ยง ได้ที่บูธของธนาคารไทยพาณิชย์ ในงาน EXIMSurance Alliance Fair วันที่ 9-10 ก.ย. 53 ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน  +  พบกับ “โกลด์ฟิวเจอร์ส สัญจร จ. อุบลราชธานี” ร่วมฟังมุมมองแนวโน้มของราคาทองคำ เรียนรู้กลยุทธ์การลงทุนพร้อมรับคำปรึกษาการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ 4 ก.ย. นี้ ที่ รร.เซ็นทารา คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ. อุดรธานี สอบถาม 0 2229 2222 หรือ www.tfex.co.th   +  เชิญชวนเยาวชนระดับประถม-อุดมศึกษา (อายุไม่เกิน 25 ปี) ร่วมพิสูจน์ความสามารถทางดนตรี ทั้งการขับร้องหรือเล่นเครื่องดนตรีทุกชนิดที่ไม่ใช้ไฟฟ้า ในเวทีการประกวดเซ็ทเทรดเยาวชนดนตรีฯ ครั้งที่ 14 รับสมัครตั้งแต่วันนี้-15 ต.ค. 53 สอบถาม 0-2800-2525 ต่อ 107-108   +  เชิญผู้ประกอบการร่วมงานเสวนา “กลยุทธ์การเติบโตสำหรับ SME เพื่อเตรียมพร้อมเข้าตลาดทุน” พบกลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ และการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยธรรมาภิบาล 7 ก.ย.นี้ 12.30–16.30 น. โรงแรมแลนด์มาร์ค ฟรี! โทร 0 2888 8822   - Thursday, August 26, 2010 +  Wealth Society ตอน “เกษียณบนกองเงิน” พบกับดร.สุวรรณ วลัยเสถียร และคุณประจบ วงษ์นิ่ม (ป.ดัชนี) ที่จะมาแนะแนวการวางแผนการเพื่อการวัยเกษียณ อาทิตย์ 26 ก.ย. 53 เวลา 09.30-15.30 น. ณ สภาคริสตจักรในประเทศไทย (ใกล้สะพานหัวช้าง) สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.tsi-thailand.orgหรือ 0-2229-2222   +  เชิญร่วมงานเสวนา “กลยุทธ์การเติบโตสำหรับ SME เพื่อเตรียมพร้อมเข้าตลาดทุน” พบกลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ และการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยธรรมาภิบาล 7 ก.ย.นี้ 12.30–16.30 น. โรงแรมแลนด์มาร์ค ฟรี! สำรองที่นั่งได้ที่ 0 2888 8822  +  Wealth Society by TSI ตอน“เกษียณบนกองเงิน” แนะแนวการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณพร้อมแนะนำวิธีการดูกราฟเทคนิคเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน อาทิตย์ 26 ก.ย. 53 ดูรายละเอียดที่ www.tsi-thailand.org สอบถาม 0-2229-2222   +  ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญผู้ลงทุนร่วมกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน Opportunity Day ไตรมาส 2/2553 พบและสอบถามข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง 9 ส.ค.-7 ก.ย. นี้ ณ อาคารตลท. สอบถาม S-E-T Call Center 0 2229 2222 ชมการถ่ายทอดสดและชมย้อนหลังที่ www.set.or.th/oppday  +  เทรดอนุพันธ์กับ บล.ไทยพาณิชย์ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธ.ค. 53 ลุ้นรับ รถนิสสัน มาร์ช สำหรับผู้สะสมคะแนนสูงสุดและไม่ต่ำกว่า 15,000 คะแนนในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้สะสมคะแนนตามเกณฑ์รองลงมาจะได้รับรางวัลถัดไป รวมทั้งสิ้น 85 รางวัล มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.scbs.com โทร.02-515-2013-5   +  ขอเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงาน The Future of Food 2010 Insightful Business Trends on The Food & Beverage Industry วันที่ 2-4 พ.ย. 53 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนติดต่อ โทร 0-2716-1722 ต่อ 800 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม   +  ตลาดอนุพันธ์ประกาศรับสมัครสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ เพื่อร่วมพัฒนาตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 ธ.ค.2553 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมาชิกของ TFEX ได้ทาง www.tfex.co.th หรือสอบถาม 0-2229-2757 
Friday, September 03, 2010
Text Size :Small | Medium |Large


  Seminar  



เกาะกระแสเงินทุนโลก ลงทุนอย่างไร ให้อินเทรนด์

Posted on Monday, February 11, 2008

ผลขาดทุนจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ (Subprime) ที่เกิดกับสถาบันการเงินระดับโลก อย่างซิตี้ คอร์ป หรือเมอร์ริล ลินช์ และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวรุนแรงจนอาจเผชิญภาวะถดถอย (Recession) กลายเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทยปรับฐานลงมาเป็นลำดับ สวนทางราคาทองคำที่พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ ออนซ์ละ 900 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามตามว่า กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flows) ในปีนี้จะผันผวนยาวนานแค่ไหน และหุ้นปีนี้ จะยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอยู่หรือเปล่า

เพื่อตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้ กองบรรณาธิการนิตยสาร M&W จึงจัดงานเสวนา หัวข้อ “เกาะกระแสเงินทุนโลก ลงทุนอย่างไรให้อินเทรนด์” ขึ้นมา โดยเชิญคุณมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี ประเทศไทย คุณอาชัญ จามพันธ์ ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคาร อีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ อันดับ 3 ของสวิสเซอร์แลนด์ และ Top 10 ของโลก คุณรัชตวรรณ มหาศรานนท์ กรรมการ บริษัท ควอนท์กรุ๊ป ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้บริหารกองทุนร่วมลงทุน ซึ่งเน้นการลงทุนเฉพาะการควบรวมกิจการ หรือซื้อกิจการ และในปีที่ผ่านมา เป็นผู้ทำดีลของ บมจ.ธนาคารไทยธนาคาร (BT) มาร่วมกันถอดรหัสเกี่ยวกับกระแสเงินลงทุน พร้อมกับเปิดเคล็ดลับการลงทุนของผู้จัดการกองทุนทุกประเภท เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนไทยทั่วไป

การลงทุนหุ้นปี 2551
ต้องทำใจยอมรับความผันผวนของเงินทุน

คำถามเปิดงานสัมมนาวันนั้น เนาวรัตน์ เจริญประพิณ จาก Money Channel ซึ่งรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเหมือนเช่นเคย เข้าประเด็นทันทีว่า กระแสการไหลเข้า หรือไหลออกของเงินทุนในปีนี้ จะผันผวนอย่างที่เกิดตลอดเดือนมกราคมหรือไม่ ซึ่ง 3 ผู้บริหารกองทุนตอบตรงกันว่า มีแนวโน้มผันผวนตลอดทั้งปี เนื่องจากสองสาเหตุ

ประการแรก การที่ภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐ และกลุ่มสหภาพยุโรป ชะลอตัวลง และถูกกดดันมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมัน และการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ (Subprime) ซึ่งบานปลายไปสู่ภาคการเงิน และภาคการผลิตจริง ผลักดันให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องปรับกลยุทธ์ในการบริหารนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายดอกเบี้ย หรือนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ให้สอดคล้องกันระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จนทำให้เกิดความผันผวนของกระแสเงินทุนที่รวดเร็วขึ้น

ประการที่สอง ปัญหา Subprime ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาในภาคสถาบันการเงิน จนสถาบันการเงินมีความไม่ไว้วางใจกัน ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อระหว่างกัน สังเกตได้จากการที่ดอกเบี้ยอ้างอิงในการกู้ยืม (LIBOR) ไม่ได้ปรับลดตามดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้น (Fed Funds Rate) ทั้งที่ธนาคารกลางหลายแห่ง นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) จะช่วยกันอัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินโลก จนปริมาณเงินในระบบการเงินโลกปัจจุบันทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนั้น การที่ไม่มีใครประเมินออกว่า ผลกระทบที่เกิดจากปัญหา Subprime ได้บทสรุปชัดเจนแล้วหรือยัง จึงทำให้ผู้บริหารกองทุนจำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาวะการณ์ หุ้นซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ จึงถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนมากที่สุด

อย่างไรก็ดี ทั้งคุณมาริษ และคุณอาชัญ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า หลังจากสถานการณ์โดยรวมกลับสู่ภาวะปกติ และผู้บริหารกองทุนเริ่มประเมินออกว่า ควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร เม็ดเงินจะหวนกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นอีกครั้ง ซึ่งหากให้ประเมินสถานการณ์ในวันนี้ ทั้ง 2 ผู้บริหารกองทุน คาดว่า น่าจะเริ่มเห็นความสดใสในตลาดหุ้นได้ช่วงครึ่งปีหลัง

“หลายคนกังวลว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวรุนแรงถึงระดับถดถอย (Recession) แต่จากการติดตามข้อมูลข่าวสาร ผมเชื่อว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่รุนแรงถึง Recession แต่น่าจะอยู่ในลักษณะ Big Cycle Slowdown หรือชะลอตัวนานกว่าจะฟื้นตัวได้ เพราะนอกจาก FED จะประกาศจุดยืนในการแก้ไขปัญหา Subprime อย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว การที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐต่ำเพียง 2% ทำให้มั่นใจได้ว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น Fed Funds Rate หวังผลในการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคภายในสหรัฐเองมากกว่าการคุมเงินเฟ้อ ทำให้ปัญหาน่าจะอยู่ในวงจำกัดมากขึ้น ดังนั้น เมื่อผู้จัดการกองทุนประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจน ก็พร้อมโยกเงินกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งในช่วงกลางปีเป็นต้นไป” ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ อธิบาย

“หากมองในแง่พื้นฐานเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรปปีนี้ จะขยายตัวต่ำกว่า 2.0% อย่างในปีก่อน แต่การที่เศรษฐกิจจีน และอินเดีย ยังคงขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย และลาตินอเมริกา ก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทำให้สำนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลกทุกแห่งประเมินตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวได้สูงประมาณ 4.5% ซึ่งดีกว่าอัตราขยายตัวเฉลี่ย 3% ที่เกิดจริงตลอดช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้แย่ สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจน่าจะยังคงทำกำไรได้ต่อ และยิ่ง FED กับ ECB จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐ และยุโรปเอง จึงทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนหุ้นยังมีอยู่ เพราะปกติ หุ้นจะสดใสเมื่อดอกเบี้ยลด แต่หุ้นไทยจะสดใสเพียงไร ต้องดูปัจจัยการเมือง และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย ซึ่งในความเห็นส่วนตัว คาดว่า หุ้นน่าจะเริ่มคึกคักช่วงครึ่งปีหลัง” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี ประเทศไทย ให้ความมั่นใจ

แนวคิดลงทุนปี 2551
กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ และวางแผนลงทุนระยะยาว

เมื่อผู้บริหารเงินลงทุนเปิดประเด็นให้ว่า ครึ่งปีหลังน่าจะเห็นตลาดหุ้นคึกคัก คุณเนาว์จึงยิงคำถามตามทันทีว่า “แล้วในระหว่างที่รอเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น นักลงทุนรายย่อยควรปรับตัวเองอย่างไร”

คำตอบที่ได้จากวิทยากรทุกคน สอดคล้องกันหมดว่า จะต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ต่างๆ ในลักษณะคล้ายกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่กระจายการลงทุนออกไปในหุ้น ตราสารหนี้ (ตั๋วเงินคลัง ตั๋วเงินธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้เอกชน) อสังหาริมทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ แต่สัดส่วนในการลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนเอง ว่า มีพฤติกรรมในการลงทุนอย่างไร มีพื้นฐานทางการเงินเท่าไร และมีเงื่อนไขในการลงทุนยาวนานแค่ไหน

ในเรื่องการจัดพอร์ตลงทุนนี้ คุณมาริษ แนะให้นักลงทุนที่ไม่ชอบลงทุนเกิน 1 ปี เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ประเภท 3 เดือน 6 เดือน หรือ 9 เดือน เพราะสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อย แถมยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินประจำ ประเภท 3 เดือน หรือ 6 เดือน ส่วนหนึ่งเกิดจากดอกเบี้ยที่ได้รับจากกองทุนตราสารหนี้ ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก

สำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนได้เกิน 1 ปี ควรให้ความสนใจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะเข้าใจง่าย มีความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าตราสารหนี้เล็กน้อย แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เฉลี่ยปีละ 5 - 9% ที่สำคัญ กองทุนประเภทนี้ในบ้านเรา ยังมีไม่มาก แต่แนวโน้มจะต้องเติบโตสูงเหมือนต่างประเทศแน่นอน เพราะ 2 เหตุผล ผู้บริหารกองทุนต้องคัดเลือกคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ที่จะนำมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงให้แล้วว่า ต้องอยู่ในทำเลที่ดี สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างยั่งยืน และข้อสุดท้าย เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันคนสหรัฐ และยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ เริ่มให้ความสนใจซื้อบ้านหลังที่สองในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพราะต้องการทำเลที่มีแดด และมีค่าครองชีพถูก ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้บ้านเรามีพร้อม ทำให้โอกาสพัฒนากองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเปิดกว้างในระยะต่อไป

ส่วนคนที่สนใจลงทุนหุ้น อยากให้รอความชัดเจนจากปัจจัยการเมือง และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน เพราะกองทุนหุ้นของ บลจ.ไอเอ็นจี เองก็พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้น จากที่ถือเงินสด 10% และถือหุ้น 90% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มาถือเงินสดแค่ 5% และถือหุ้นเพิ่มเป็น 95%

ผมอยากบอกว่า Theme การลงทุนในโลก นับจากวันนี้เป็นต้นไป เงินทุนจะไหลเข้าหรือออกรวดเร็วตามข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้น นักลงทุนรายย่อยไม่ควรหวังผลตอบแทนสูง และจำเป็นจะต้องเลือกลงทุนในสิ่งที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หากต้องการลงทุนในเรื่องที่ซับซ้อน ควรปล่อยให้กองทุนบริหารเงินให้แทน เพราะกองทุนมีคนที่มีความรู้เรื่องซับซ้อนอย่างจริงจัง” คุณมาริษ ทิ้งท้าย

ผมเห็นด้วยกับคุณมาริษ แต่อยากแนะนำนักลงทุนเพิ่มเติมว่า อย่ามองแค่ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงในการลงทุนด้วย เพราะความเสี่ยงคือปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการลงทุน แม้แต่การบริหารพอร์ตกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ของเรา ซึ่งระดมทุนจากบุคคลธรรมดา ในวงเงินขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 – 34 ล้านบาท เรายังต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกค้าของเราเลยว่า หากต้องการผลตอบแทนสูง เขาจะต้องยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงตามไปด้วย ถ้าเขายอมรับหลักการดังกล่าว เราก็จะให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น ต่อจากนั้น เราจะชี้แจงเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนหุ้น อย่างน้อย 3 – 5 ปี ก็จะเห็นผล ซึ่งในเรื่องนี้ อาจไม่ตรงใจนักลงทุนรายย่อยคนไทย เพราะส่วนใหญ่มองการลงทุนระยะยาวไม่เกิน 1 ปี” คุณอาชัญ อธิบาย

หลังจากนั้น ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ ได้ขยายความเรื่องระยะเวลาในการลงทุนเพิ่มเติมว่า “จากการศึกษาพฤติกรรมลงทุนของของมหาเศรษฐีทั่วโลก ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราพบว่า ในพอร์ตการลงทุนของคนรวยที่สุดในโลกเหล่านี้ จะลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ เฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 33% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด รองลงไปเป็นตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ ในสัดส่วนประมาณ 25% และ 20% ตามลำดับ ที่เหลือเป็นสินทรัพย์อื่นๆ หรือซื้อกองทุน และอีก 10% ถือเงินสดเอาไว้ในรูปเงินฝากสถาบันการเงินเผื่อฉุกเฉิน และเมื่อศึกษาลงรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนหุ้น เรายังพบด้วยว่า คนรวยเหล่านี้จะลงทุนในหุ้นตัวเดียว เกิน 5 ปี บางรายเกิน 10 ปีด้วยซ้ำ เพราะวางแผนลงทุนสำหรับลูกหลาน หรือกันเอาไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ ใน 20 ปีข้างหน้า”

แม้แต่คุณรัชตวรรณ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนร่วมลงทุน ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของนักลงทุนรายใหญ่ (Private Equity Fund) ยังขานรับเช่นกันว่า การลงทุนระยะยาวจะสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า

“ปกติ การลงทุนด้วยการซื้อกิจการ หรือเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ต้องใช้เงินทุนสูงเป็นหลักพันล้านบาท หรือหลักหมื่นล้านบาท ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนจะต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบโดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน ดังนั้น Private Equity Fund จึงต้องลงทุนระยะยาวเท่านั้น กรณีเร็วที่สุด ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี โดยช่วง 1- 2 ปีแรก เป็นการตกลงเงื่อนไขในการลงทุน และเริ่มบริหารกิจการ ส่วนช่วง 3 ปีต่อมา เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจจนประสบความสำเร็จ และเมื่อประสบความสำเร็จ ก็ต้องใช้เวลาในการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์จากการขายหุ้นอีก ซึ่งปกติ Private Equity Fund จะหวังผลตอบแทนจากการลงทุนเกิน 20% แต่จากสถิติที่มีการเก็บรวบรวมเอาไว้ จะพบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนประเภทนี้จะสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี S&P 500 อยู่ 10 – 15%” กรรมการ ควอนท์กรุ๊ป ชี้แจง

เปิดกลยุทธ์ลงทุนผู้จัดการกองทุน
ลงทุนต้องระมัดระวัง จังหวะลงทุนสำคัญที่สุด

การตอกย้ำแนวคิดการลงทุนระยะยาว ของ 3 ผู้จัดการกองทุน ทำให้เนาวรัตน์ ถือโอกาสซักต่อเรื่องกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนต่างๆ ในปีนี้ต่อทันที โดยชี้เป้าไปที่วิทยากรสาวคนเดียวบนเวทีวันนั้นเป็นคนแรก ซึ่งคุณรัชตวรรณ ตอบตรงประเด็นทันทีว่า แม้ Private Equity Fund จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหา Subprime เนื่องจากการซื้อกิจการ หรือการเข้าไปร่วมลงทุนจะให้ความสำคัญกับอนาคตของธุรกิจเป็นประเด็นหลัก และส่วนใหญ่จะเปิดเจรจากันล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อปัญหา Subprime เกิดขึ้น กลับมีผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจ Private Equity Fund เริ่มชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อในการซื้อกิจการมากขึ้น จึงลดวงเงินสินเชื่อ หรือเพิ่มเงื่อนไขการลงทุนที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ Private Equity Fund จำเป็นต้องกดราคาซื้อกิจการ หรือต่อรองขอเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้มากขึ้น พลิกผันจากช่วงก่อนเกิดปัญหา Subprime ในปี 2548 – 2549 ซึ่ง Private Equity Fund ไม่เกี่ยงเรื่องราคามาก

อย่างไรก็ตาม เธอให้รายละเอียดเพิ่มว่า ที่ผ่านมา Private Equity Fund ให้ความสนใจธุรกิจไทยหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ สถาบันการเงิน โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจรมากขึ้น หรือเพิ่มความได้เปรียบด้านต้นทุน อันเนื่องจากการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale)

ถึงคิวคุณอาชัญถ่ายทอดกลยุทธ์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลบ้าง เขาบอกว่า เพราะทุกวันนี้ เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดมาจาก 2 แหล่ง คือ จีน ซึ่งมีเงินทุนสำรองสูงที่สุดในโลก และตะวันออกกลาง ซึ่งมีรายได้จากน้ำมันวันละ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งปัญหา Subprime ยังไม่มีบทสรุปเรื่องความเสียหายชัดเจนพอ ตลาดหุ้นสหรัฐก็จะยังไม่มีความน่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อหุ้นทั่วโลกตามมาด้วย ดังนั้น เงินทุนส่วนใหญ่จะไหลไปในหาผลตอบแทนตลาดโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพวกสินค้าเกษตร ซึ่งมีความต้องการบริโภค และใช้เป็นพลังงานทดแทนประเภทไบโอดีเซล สูงเกินปริมาณผลผลิตที่ทำได้ และทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด (Safe Heaven) ส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์เหล่านี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่ง ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ ประเมินว่า น่าจะแตะออนซ์ละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตกประมาณ บาทละ 16,000 – 18,000 บาท ตามราคาขายในบ้านเรา

อย่างไรก็ตาม การที่เงินทุนจากจีน และตะวันออกกลาง เข้าไปลงทุนในสถาบันการเงินสหรัฐ และยุโรป มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นสหรัฐถูกมาก กองทุนเหล่านี้ก็จะเสียประโยชน์ ทำให้เงินทุนที่ไหลเข้าไปในตลาดโภคภัณฑ์จะต้องหวนกลับมาในตลาดหุ้นอีกครั้ง ซึ่งจังหวะเวลาน่าจะอยู่ในช่วงกลางปี เพราะช่วงนั้น ดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกถึงจุดต่ำสุด ประกอบกับความกังวลเรื่องปัญหา Subprime เริ่มคลี่คลายลงไป ทำให้การปรับตัวของราคาหุ้นสมเหตุสมผล โดยหุ้นนำตลาด จะเป็นหุ้นสถาบันการเงินที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหา Subprime และหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี เช่น พร๊อกเตอร์แอนด์แกมเบิ้ล แอปเปิ้ล เป๊ปซี่ หรือโคคาโคล่า

แต่การปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกจะมากน้อยแตกต่างกันไป ตามความสัมพันธ์ทางการค้าที่แต่ละประเทศมีกับสหรัฐ และพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเอง ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนปีนี้ ควรกระจายพอร์ตการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แต่หลักการคงหนีไม่พ้นสูตรการลงทุนของคนรวย ซึ่งเขาได้อธิบายไว้ข้างต้น

และปิดท้ายด้วยคุณมาริษ ซึ่งเข้าประเด็นทันทีว่า อยากให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนกระจายออกไปในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนต่างประเทศ ทองคำ หรือตราสารหนี้ ตามฐานะทางการเงิน และความเข้าใจของแต่ละคน โดยให้น้ำหนักกับหุ้น 25% ที่เหลือ 75% กระจายไปในตราสารหนี้ และสินทรัพย์ประเภทอื่น

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี แนะให้นักลงทุนลองศึกษาข้อมูลหุ้นกลุ่มเกษตร เน้นไปที่ผู้ผลิตอาหาร และสินค้าเกษตรที่นำมาพัฒนาเป็นพลังงานทดแทน รวมถึงหุ้นบริษัทน้ำ เพิ่มเติมจากหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในกลุ่มสถาบันการเงิน พลังงาน พาณิชย์ สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง โดยทยอยซื้อหุ้น เมื่อราคาอ่อนตัว หรือรอจังหวะที่ปัจจัยการเมืองชัดเจน และสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว

บทส่งท้าย

เวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะ ทำให้ผู้ดำเนินการสัมมนาขอให้วิทยากรทิ้งท้ายเกี่ยวกับเคล็ดลับความสำเร็จในการลงทุนปี 2551 นี้ ซึ่ง 3 ผู้บริหารกองทุนยืนยันว่า ความสำเร็จในการลงทุนปีนี้ ขึ้นอยู่กับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อเฉลี่ยผลตอบแทนจากการลงทุน

อย่างไรก็ดี หุ้นยังคงมีความน่าสนใจมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น เหมือนเคย แต่ปีนี้ หุ้นเกษตร โภคภัณฑ์ (Commodities) และสถาบันการเงิน น่าจะมีความโดดเด่นมากขึ้น แต่นักลงทุนต้องจับจังหวะซื้อเมื่อตลาดหุ้นลง หรือเริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหา Subprime แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ นักลงทุนรายย่อยควรเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการลงทุน ให้เป็นระยะยาว 1 ปีขึ้นไป เพราะความผันผวนของกระแสเงินทุนตลอดทั้งปี ทำให้ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนได้เกิน 10%


Posted on Monday, February 11, 2008 (Archive on Monday, February 18, 2008)
Posted by host  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด

BR>

      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement