|
|
Wednesday, February 08, 2012
|
|
|
|
|
ซื้อหุ้นลุ้น 2 เด้ง (ทั้ง) กำไรและปันผล
Posted on Monday, September 06, 2010 |
แรงซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในเดือนสิงหาคม ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ของปีรายวัน ทั้งที่ช่วงก่อนหน้านี้ตลาดแกว่งไร้ทิศทาง ทำให้นักลงทุนเกิดความสงสัยว่าแรงซื้อที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นของจริงหรือไม่ หรือเก็งกำไรระยะสั้น เพราะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าตลาดหุ้นยังคงอยู่เหมือนเดิม ขณะเดียวกัน ผลประกอบการไตรมาส 2 ของหุ้นนำตลาดหลายตัวลดลงจากไตรมาสแรก และมีแนวโน้มด้วยว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 3 น่าจะชะลอตัวลงอีก
เพื่อหาคำตอบในประเด็นข้างต้น รวมถึงช่วยคัดกรองหุ้นให้เหมาะกับภาวะตลาด กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญนักวิเคราะห์ 2 รุ่น จาก 2 สำนัก ได้แก่ คุณพิชัย เลิศสุพงษ์กิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Privillege Client Advisory บล.ธนชาต (TNS) ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับคุณวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหาร บล.ทรีนีตี้ (TNITY) บนเวทีเสวนา หัวข้อ “ ซื้อลุ้นหุ้น 2 เด้ง ทั้งกำไร และปันผล”
หุ้นไทยปีนี้ 900 จุดสบายๆ แต่มีปรับฐานเดือนกันยายน หรือตุลาคม รอซื้อเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน เพื่อขายที่ 1,000 จุด ปีหน้า
งานเสวนาเปิดฉากขึ้นเมื่อคุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ พิธีกรจาก Money Channel ซึ่งรับหน้าที่ดำเนินรายการขอให้วิทยากรตอบข้อสงสัยว่า มีโอกาสเห็นหุ้นไทยยืนเหนือ 900 จุดใน 4 เดือนสุดท้ายของปีมากน้อยเพียงไร คำตอบจาก 2 นักวิเคราะห์มือ ดีออกมาตรงกันว่า เป็นไปได้สูง เพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ
ประการแรก ไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนแถวหน้า เพราะเศรษฐกิจขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยครึ่งปีแรกเติบโตสูงที่สุดในรอบทศวรรษ ถึง 10% ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองที่ปะทุขึ้นตลอด 5 ปีเริ่มเบาบางลงไป ส่งผลให้หุ้นไทยมีผลตอบแทนสูงติดอันดับ 5 ของโลก โดยเป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย
ประการที่สอง เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถดำเนินมาตรการถอดถอน (Exit Startegy) ได้ในปีนี้ โดยมีโอกาสเกิดขึ้นช่วงกลางปีหน้า ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาหาผลตอบแทนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีหนี้สาธารณะในระดับต่ำ น่าจะดำเนินต่อไป เนื่องจากโอกาสทำกำไรเปิดกว้าง ทั้งกำไรจากราคาหุ้น เงินปันผล และค่าเงิน

ประการสุดท้าย เงินทุนไหลเข้า (Fund Flow ) ยังคงเบาบาง โดยนับตั้งแต่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในเดือนเมษายนและพฤษภาคมรวมกัน 6.2 หมื่นล้านบาท เพราะวิตกกังวลกับวิกฤตหนี้ยุโรป พอถึงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม เริ่มมีแรงซื้อหุ้นกลับเข้ามา แต่ก็ไม่มากพอจะพลิกยอดจากขายสุทธิมาเป็นซื้อสุทธิ ก่อนจะมีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ (Big Caps) โถมเข้ามาในเดือนสิงหาคม เมื่อนักลงทุนต่างชาติมีการซื้อเพื่อปิด position จากการทำ Short Sell หรือ Net Short ในตลาดอนุพันธ์ช่วงก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งการถือ NVDR และซื้อหุ้นในกระดานต่างประเทศ จะพบด้วยว่า เริ่มกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มมีมุมมองการลงทุนเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ดังนั้น หากมีปัจจัยบวกใหม่ๆ สนับสนุน จะทำให้มีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย (Overweight) ผลักดันให้ Fund Flow ไหลเข้ามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่ทางเลือกในการลงทุนมีอย่างหลากหลาย ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติมีความกังวลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป ตลอดจนการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้คาดเดาได้ยากว่า Fund Flow จะไหลเข้ามากน้อยเพียงไร และเมื่อไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะตัวเลขข้อมูลดัชนีภาคอุตสาหกรรม (PMI) ของจีน และสหรัฐฯ เพราะจะมีผลต่อการส่งออก และราคาโภคภัณฑ์ ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ยอดหนี้สาธารณะในยุโรป รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและการเมืองไทย ดังนั้น ตลาดหุ้นจะยังคงผันผวนสูงต่อไป และนักลงทุนอาจเห็นการปรับฐานในระยะสั้นๆ บ้าง โดยรอบแรกน่าจะเกิดในเดือนกันยายนหรือตุลาคม ดังนั้น นักลงทุนอาจขายทำกำไรออกไปรอบหนึ่งก่อน แล้วค่อยซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ต ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน ก่อนขายทำกำไรในครึ่งแรกปีหน้า เพราะผลดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายมีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาส 3 ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
“ราคาหุ้นขณะนี้สะท้อนความคาดหวังเรื่องเศรษฐกิจฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และยิ่งตลาดมีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กดดันผลดำเนินงานงวดครึ่งปีหลัง จึงทำให้ตลาดไม่น่ายืนระยะได้ในระดับ 900 จุดได้เร็ว เพราะฉะนั้น หากมีเงินไหลเข้าโดยไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ สนับสนุน สามารถตีความได้ว่า มี Hot Money เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น นักลงทุนควรฉวยโอกาสขายทำกำไรบ้าง” คุณพิชัย หรือน้องเล็ก ให้ข้อคิด สำหรับหุ้นที่ควรขายทำกำไรออกมาบ้าง ได้แก่หุ้นกลุ่มอาหาร เกษตร ยานยนต์ และค้าปลีก เพราะราคาหุ้นหลายตัวปรับขึ้นค่อนข้างแรงแล้ว
ในทางกลับกัน ควรฉวยจังหวะที่ตลาดหุ้นพักฐาน ทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีศักยภาพในการทำกำไรต่อเนื่อง กับหุ้นปันผลดีกลุ่มโรงไฟฟ้า โรงพยาบาล สื่อสาร ค้าปลีก มากกว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี เหล็ก โดยเลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy)
กระนั้น การปรับฐานของดัชนีน่าจะอยู่ในกรอบ 6-8% เพราะนักลงทุนในประเทศให้ความสนใจกับหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Mid and Small Caps) มากกว่าหุ้น Big Caps มาตลอด 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ทำให้เมื่อประเมินสถานการณ์โดยรวม สิ้นปีนี้น่าจะเห็นหุ้นไทยขยับขึ้นมายืนได้บริเวณ 900 จุด แต่หากมี Fund Flow ก้อนใหญ่ไหลเข้ามา ได้เห็นดัชนีทะยานเหนือ 1,000 จุด ภายในครึ่งแรกปีหน้าแน่
“ตลาดหุ้นไทยระยะกลางถึงระยะยาวยังคงเป็นตลาดกระทิง (bull market) อยู่ โดยหากตั้งสมมติฐานว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนขยายตัว 17% ดัชนีตลาดที่เหมาะสมปีนี้ จะอยู่ที่ 911 จุด ก่อนพุ่งไปที่ 1,035 จุด ในปีหน้า” คุณวิศิษฐ์ หรือพี่ฮิม ให้ความมั่นใจนักลงทุน
สูตรเพิ่มมูลค่าพอร์ต คละหุ้นใหญ่ กลางและเล็ก ADVANC AOT BANPU BBL DCC GLOW IHL KBANK LPN MCOT PTT SCC SINGER THAI TUF
เพื่อดักรอ Fund Flow ก้อนใหญ่ วิทยากรแนะให้นักลงทุนจัดพอร์ตลงทุนแบบผสมผสาน หุ้น Big Caps กับหุ้น Mid and Small Caps โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร ยานยนต์ อาหาร พลังงาน ขนส่ง โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก และบันเทิง
“หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำลังเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ เพราะมีปัจจัยผลักดันกำไรทุกด้าน ทั้งสินเชื่อที่เร่งตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้นที่หนุนให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) สูงขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตในทุกบริการ และมีภาระในการตั้งสำรองลดลง เนื่องจากสามารถบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มขนส่ง ธุรกิจการบินมีความโดดเด่นมากที่สุด เพราะราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคมาก ประกอบกับไทยได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักแห่งหนึ่งของโลก ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตอย่างมั่นคง แม้จะเผชิญเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ไข้หวัดนก โรคซาร์ส เหตุการณ์สึนามิ วิกฤตเศรษฐกิจโลก มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย อุตสาหกรรมยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.7% ขณะที่หุ้นกลุ่มค้าปลีก นอกจากจุดเด่นเรื่องสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดสุทธิสูง ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ หรือลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ให้เติบโตขึ้นได้ง่ายแล้ว ยังเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จึงเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยสูง (Safety Net) อีกด้วย” คุณเล็ก ขมวดประเด็น
“หุ้นกลุ่มสื่อสาร และยานยนต์ น่าสนใจเพราะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันทางอุตสาหกรรม และราคาหุ้นยังมี upside สูงจากการประเมินราคาด้วยวิธี Forward P/E สำหรับหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง พลังงาน โรงพยาบาล บันเทิง และขนส่ง มีหลายตัวที่มูลค่าทางบัญชี (P/BV) ยังต่ำ ทำให้การลงทุนมีโอกาสได้ทั้ง Capital Gain และเงินปันผลที่สูง” คุณฮิม ชี้แจง

อย่างไรก็ดี เมื่อลงรายละเอียดเรื่องตัวหุ้น วิทยากรกลับมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง เนื่องจากน้องเล็กจะให้น้ำหนักกับ Big Caps มากกว่า อย่างหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เขาแนะนำหุ้น KBANK BAY และ BBL โดยให้เหตุผลว่า KBANK เป็นผู้นำสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SMEs และได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นมากที่สุด ทำให้กำไรมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งที่สุด ส่วน BAY ราคา laggard มากที่สุดในกลุ่ม และมีความเป็นไปได้ด้วยว่าจะเริ่มเห็นการเติบโตของกำไรอย่างมีนัยสำคัญภายในครึ่งหลังปีนี้ เพราะกระบวนการจัดโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจรใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขณะที่ BBL ได้ประโยชน์จากการมีพอร์ตสินเชื่อเพื่อธุรกิจในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับราคาหุ้นยังถูก เนื่องจากซื้อขายที่ P/BV เพียง 1.2-1.3 เท่า จึงมี upside ค่อนข้างสูง
สำหรับหุ้นกลุ่มขนส่ง เขาแนะนำ THAI กับ AOT ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ทำให้ความสามารถในการทำกำไรเติบโตอีกครั้ง โดย THAI น่าจะมีกำไรปีนี้โตกว่าปีก่อน 25% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสามารถลดต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ AOT มีรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอยู่ถึง 40% ช่วยผลักดันให้กำไรปีนี้ขยายตัวจากปีก่อนถึง 74% และประการสุดท้าย ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ซื้อขายต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคมาก อย่าง THAI ซื้อขายที่ P/E เพียง 8-9 เท่า เทียบกับอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 12 เท่า ส่วน AOT ซื้อขายที่ EV/EBITDA ระดับ 6-7 เท่า เทียบกับอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 9-10 เท่า
นอกจากนี้ เล็กยังแนะให้เก็บหุ้น BANPU CPALL LPN SCC และ TUF ไว้ในพอร์ตด้วย เพราะธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง สามารถลุ้นกำไร 2 เด้งทั้งจากราคาหุ้น (Capital Gain) และเงินปันผล
“ในกรณีของ SCC จะได้เงินปันผลเฉลี่ย 7% ตลอด 3 ปีนี้ เพราะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว ขณะที่ BANPU กับ TUF จะได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว สำหรับ CPALL การมีกระแสเงินสดในมือสูง ทำให้มีทางเลือกที่จะลงทุนเพิ่มเพื่อต่อยอดรายได้เพิ่มขึ้น หรือจ่ายปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้นได้ ส่วน LPN ราคา laggard มากที่สุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่แนวโน้มกำไรเฉลี่ยช่วง 3 ปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม ใกล้เคียงกับ PS ไม่ว่าจะพิจารณาจากยอด Presales ยอด Backlog หรือความสามารถทำกำไร (ROE) ที่สูงถึง 25%” เล็กสรุปประเด็น
ด้านพี่ฮิม เปิดประเด็นด้วยหุ้น Big Caps ที่ควรมีไว้ Balance Port ลงทุน 5 ตัว ประกอบไปด้วย BGH DCC GLOW PS และ SCC เพราะนอกจากการลงทุนมีโอกาสได้เงินปันผลตอบแทนทุกปี ควบคู่ไปกับ Capital Gain ซึ่งเกิดจากกำไรเติบโตต่อเนื่องแล้ว ยังให้ความรู้สึกสบายใจได้อีกด้วย เนื่องจากมีประสบการณ์ทางธุรกิจยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ทำให้ธุรกิจมีความมั่นคง สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจที่ทำอยู่ทุกวันนี้
ต่อจากนั้น เขาแนะนำหุ้น ADVANC IHL MCOT TUF โดยให้เหตุผลว่า มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ทำให้ราคาหุ้นยังมี upside สูง เมื่อประเมินราคาจากเทคนิค Forward P/E
“การเข้าซื้อกิจการของ MW Brands ทำให้ TUF ขึ้นเป็นผู้ผลิตทูน่าอันดับหนึ่งของโลก ได้ทั้ง Brands ที่แข็งแรง ฐานการผลิต และฐานการตลาดที่ครอบคลุมทั้งในสหรัฐฯ เอเซีย และยุโรป ขณะที่คืนทุนได้ภายใน 4 ปี โดยใน 2 ปีแรก มีความเป็นไปได้ว่า กำไรจะทรงตัวในระดับ 4.0-4.5 พันล้านบาท เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง ทำให้การลงทุนอาจได้เงินปันผลลดลงจากเดิม แต่ในระยะยาวมีความคุ้มค่าสูงมาก หนุนให้ราคาเหมาะสมปรับเพิ่มจาก 54 บาท เป็น 63 บาท เมื่อประเมินด้วยวิธี EVA (Economic Value Added)” คุณฮิม อธิบาย
ส่วน MCOT มีจุดเด่นจากการทำ Cross-selling ช่องทางสื่อในมือ ทั้งโทรทัศน์ ทีวีดาวเทียม วิทยุ อินเตอร์เนต ซึ่งเป็นจุดได้เปรียบรายอื่น ขณะเดียวกัน ยังมีทรัพยากรในมือที่ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ ทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นความถี่ MMDS ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำโทรทัศน์เฉพาะท้องที่ และยังมีที่ดิน 50 ไร่ บริเวณรัชดา และเงินสดในมืออีกกว่า 4 พันล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปลงทุนได้ทันที และยิ่งรายได้จากโฆษณาปีนี้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้ราคาเหมาะสมอยู่ที่หุ้นละ 30 บาท ส่วนเงินปันผลทั้งปีคาดจ่าย 2.40 บาท หรือราว 7-8%
“ IHL เป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ขาขึ้น ประกอบกับบริษัทมีการขยายกำลังการผลิตเบาะรถเพิ่มจากเดือนละ 2.5 ล้านตารางฟุต เป็นเดือนละ 3-4 ล้านตารางฟุต เพื่อให้สอดรับกับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรน่าจะฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 3 นี้ และยิ่งราคาหุ้นซื้อขายกันที่ PER ระดับ 7-8 เท่า ขณะที่ ROE ซึ่งเป็นตัวบอกความสามารถทำกำไรสูงถึง 47% ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า บริษัทมีศักยภาพการเติบโตสูงมาก หากจะถือเพื่อรับเงินปันผล เฉพาะปีนี้ไม่น่าต่ำกว่า 55 สตางค์ หรือสูงถึง 9% ขณะที่ราคาหุ้นน่าจะปรับขึ้นได้อีก โดยเมื่ออิง PER ปีนี้ที่ 10 เท่า จะได้ราคาเหมาะสมที่ 12 บาท” พี่ฮิมให้ข้อมูล
สำหรับ ADVANC คาดได้ผลดีด้านต้นทุนที่ลดลงจาก 25-30% ไม่ว่าจะประมูลใบอนุญาตใหม่ 3G (เหลือ 6%) หรือจะแปลงสัมปทาน 2G เป็นใบอนุญาต (เหลือ 12.5%) และยิ่งบริษัทมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ทำให้การลงทุนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจ่ายปันผลปีนี้ ในอัตราหุ้นละ 6.30 บาท ขณะที่ระดับราคาเหมาะสม หากอิง 3G จะอยู่ที่หุ้นละ 112 บาท แต่หากอิง 2G จะได้หุ้นละ 100 บาท
เขาปิดท้ายด้วยหุ้นที่ต้องลงทุนระยะยาว เนื่องจากมีปัจจัยกดดันราคาไม่ให้ปรับขึ้นมาก ทั้งที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ดี โดยระบุว่า มีหุ้น Big Caps 7 ตัว ประกอบไปด้วย BCP ESSO KTB PTT SCB TOP TTW และหุ้น Mid and Small Caps 2 ตัว ได้แก่ AH และ SINGER ซึ่งหากลงทุนถูกจังหวะจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลกำไรอย่างคุ้มค่า
เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น คุณฮิมได้ยกตัวอย่างกรณีของ PTT อธิบายเพิ่มเติม โดยบอกว่า นับตั้งแต่ราคา PTT ทำ High ที่ 285 บาท ในวันที่ 7 เมษายน หลังจากนั้น ราคาหุ้นไม่เคยทะยานถึง 270 บาทเลย เพราะถูกกดดันจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และยิ่งกำไรไตรมาส 2 อ่อนตัวลงไตรมาสแรกถึง 28% เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทย่อยที่ปรับตัวลดลง โดยธุรกิจปิโตรเคมี ทั้งสายโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์ spread ผลิตภัณฑ์ลดลงจากกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีผลขาดทุนจาก Stock Loss และการตีราคาสินค้าคงเหลือ แต่หากพิจารณาเฉพาะรายได้ของ PTT จะพบว่า ไม่ได้เหวี่ยงตามราคาขายแต่อย่างใด แถมยังมีส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติช่วยชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมีบางส่วน จึงทำให้ Downsize ของหุ้น PTT มีจำกัด ซึ่งหากธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมคลี่คลาย และโรงแยกก๊าซ 6 เริ่มดำเนินการผลิต PTT จะมีราคาเหมาะสมไม่ต่ำกว่า 310 บาท เมื่อเปรียบเทียบมุมมองของนักวิเคราะห์จากค่ายต่างๆ (Median Concencus) แต่หากคำนวณจากวิธี Sum of the part valuation ของ TNITY จะมีมูลค่าเหมาะสมสูงถึง 365 บาท แยกเป็นมูลค่าธุรกิจของ PTT ได้ 166 บาท ส่วนมูลค่าของธุรกิจในเครือ รวม PTTEP จะอยู่ที่ 199 บาท หรือมี upside กว่า 40%
ซึ่งการเลือกหุ้น Mid and Small Caps นี้ คุณเล็กได้เสริมว่า ยังมีหุ้นที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูง และไม่ได้รับความสนใจจรอให้นักลงทุนเสาะแสวงหาอีกมาก ใครหาเจอ มีโอกาสเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่าการลงทุนในหุ้น Big Caps ซึ่งได้รับความสนใจในวงกว้าง
บทส่งท้าย อย่าลืม ASSET ALLOCATION
แต่ก่อนงานเสวนาจะปิดฉากลง 2 นักวิเคราะห์มือดี ได้ฝากให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วย โดยแบ่งพอร์ตการลงทุนออกไปในหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน แต่จะให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ประเภทใด ขึ้นอยู่กับความชอบ และพื้นฐานการเงินของแต่ละคน ถ้าไม่ชอบเสี่ยงมาก ควรให้น้ำหนักกับตราสารหนี้มากกว่าทางเลือกอื่น แต่หากเงินลงทุนเป็นเงินหมุน ควรเน้น Money Market Fund มากกว่าตราสารหนี้ระยะยาว
หากนักลงทุนชอบเสี่ยงสูง ควรให้น้ำหนักกับหุ้นเกินครึ่ง แต่ต้องไม่ลืมแบ่งเงินลงทุนกระจายการลงทุนออกไปในกองทุนหุ้น ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนกองทุนทางเลือก แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนแบบไหน อย่าลืมซื้อกองทุนคู่แฝดช่วยประหยัดภาษี LTF กับ RMF ด้วยนะครับ ใกล้สิ้นปีกันอีกแล้ว
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W กันยายน 2553
| Posted on Monday, September 06, 2010 (Archive on Monday, September 13, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|