Wednesday, February 08, 2012
  Add Comment



ส่งข้อความ
  View Comments
Text Size :Small | Medium |Large


  Seminar  



จับจังหวะลงทุน เลือกหุ้นไตรมาส 3

Posted on Tuesday, August 03, 2010
การดีดตัวของหุ้นขนาดกลางและเล็ก สวนทางหุ้นขนาดใหญ่ที่ซึมตัว หลังจากมีการไหลออกของเงินทุนบางส่วนออกไปชำระคืนหนี้ในกลุ่มสหภาพยุโรป และซื้อหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 4 ปี ที่จีน คิดเป็นมูลค่า 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดเดือนกรกฎาคม ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มกังวลว่า หุ้นไทยจะมีการปรับฐานแล้วหรือบางคนก็สงสัยว่า ควรขายหุ้นทำกำไรออกไปก่อนแล้วค่อยซื้อกลับดีหรือไม่ แต่ก็มีอีกหลายรายเหมือนกันที่ยังคิดไม่ออกว่า จะซื้อหุ้นอะไรเก็บเข้าพอร์ตดี

เพื่อหาคำตอบในประเด็นเหล่านี้ กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญนักวิเคราะห์จาก 3 สถาบัน ประกอบด้วยคุณเทอดศักดิ์ ทวีธีระธรม หรือ “คุณเทอด” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส (ASP) คุณสุกิจ อุดมศิริกุล หรือ “หนุ่มป๋อง” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับคุณวชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย หรือ “คุณแอ๊ะ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ (TNITY) ผ่านเวทีสัมมนา หัวข้อ “ จับจังหวะลงทุน เลือกหุ้นไตรมาส 3” โดยมอบหมายให้คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ พิธีกรจาก Money Channel รับหน้าที่ผู้ดำเนินงานสัมมนา

“มองหุ้นไตรมาส 3 อย่างไรคะ” เนาวรัตน์ ยิงคำถามเปิดงาน

หุ้นไตรมาส 3 แกว่งรายวัน
ไร้ Fund Flow


คำตอบจากนักวิเคราะห์จากทั้ง 3 ค่าย ออกมาตรงกันว่า หุ้นไทยไตรมาส 3 น่าจะอยู่ในลักษณะแกว่งตามกรอบ (Trading Range) ในลักษณะเดียวกับที่เกิดตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีจะขึ้นหรือลงตามแรงซื้อแรงขายของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ ในประเทศ ทั้งกองทุนรวม พอร์ตโบรกเกอร์ และนักลงทุนรายย่อย เพราะไม่มีปัจจัยบวกช่วยขับเคลื่อนตลาด ทำให้ไม่มีการไหลเข้าของเม็ดเงินใหม่ๆ จากต่างประเทศ (Fund Flow )
“เมื่อดูสถิติ Fund Flow ตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2538 เรื่อยมา จะพบว่า กรอบการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย มักจะอยู่ที่ระดับ PER ประมาณ 12 เท่า แต่หากมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ก็อาจปรับเพิ่มเป็น 14 เท่าได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาวะปัจจุบัน ตลาดน่าจะแกว่งตัวในกรอบระหว่าง 780-820 จุด ยกเว้นมีปัจจัยบวกใหม่ๆ ผลักดันให้มีเงินไหลเข้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ดัชนีมีโอกาสไต่ระดับไปถึง 880 จุด ในทางกลับกัน หากมีปัจจัยลบใหม่ๆ เกิดขึ้น อาจเห็นดัชนีปรับฐานลงเช่นกัน แต่คงไม่รุนแรงจนดัชนีหลุด 754 จุด” คุณเทอดศักดิ์ ให้ความมั่นใจ

“ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นไตรมาส 3 อยู่ในภาวะอึดอัด เนื่องจากไม่มี story ขับเคลื่อน ขาดปัจจัยบวกหนุน แม้แต่ข่าวดีเรื่องการส่งออกดีที่เกิดขึ้นตลอดไตรมาส 2 ก็จะเริ่มหมดไป เพราะการฟื้นตัวภาคอุตสาหกรรมเริ่มชะลอตัวตามการลดลงของสินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อใหม่ๆ ขณะที่การจับจ่ายใช้สอยเพื่ออุปโภคบริโภคในประเทศเริ่มซึมตัว ส่งผลให้ไม่มีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามา อย่างไรก็ดี การที่มีแรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศ จึงทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นบ้าง แต่ก็อยู่ในลักษณะ Sideway” สุกิจ ชี้ให้เห็นภาพ

“Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียตั้งแต่ต้นปี มีแนวโน้มจะไหลออกได้อีกในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสหภาพยุโรปประจำปี เช่นเดียวกับที่ไหลออกมาแล้วครั้งหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ประกอบกับตลาดยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกคอยฉุดผลดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่อีก โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี เหล็ก หรือเรือ มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ไม่สดใสเหมือนไตรมาสแรก หุ้นไทยจึงไปต่อไปไม่ได้” คุณแอ๊ะ ให้เหตุผล

อย่างไรก็ตาม เธอยังมีความมั่นใจว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไตรมาสสุดท้ายน่าจะสดใสขึ้น เพราะผลดำเนินงานหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาโภคภัณฑ์น่าจะฟื้นตัวจากที่ย่ำแย่สุด (Bottom Out) ในไตรมาส 3 ไปแล้ว ทำให้มีแรงซื้อหุ้นนำตลาดนี้กลุ่มนี้กลับมาอีกครั้ง หนุนให้ตลาดสดใสขึ้น โดยทุกฝ่ายน่าจะเห็นดัชนีไต่ขึ้นไปทดสอบ 900 จุด ในต้นปีหน้า เมื่อปัจจัยลบที่รุมเร้าตลาดหุ้นตลอดปีนี้ค่อยๆ ผ่อนคลายลงไป

การที่คุณแอ๊ะเปิดประเด็นให้ว่า หุ้นกลุ่มนำตลาดไม่สดใส ทำให้ผู้ดำเนินงานสัมมนาได้โอกาสซักถามถึงกลยุทธ์ลงทุนหุ้นทันที

“นักลงทุนควรลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี เหล็ก เรือเทกอง แล้วหันไปเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มอาหาร เกษตร ยานยนต์ บันเทิง หรือเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัย โดยเฉพาะหุ้นปันผล อย่างหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ค้าปลีก หรือสื่อสารแทน” นักวิเคราะห์สาวจาก TNITY ให้แนวคิด

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรายงานดัชนีภาคอุตสาหกรรม (PMI) ของประเทศสำคัญหลายแห่งอ่อนแอลง กลายเป็นปัจจัยกดดันราคาโภคภัณฑ์แทบทุกประเภท ทั้งน้ำมัน ปิโตรเคมี เหล็ก ค่าระวางเรือ และยิ่งดัชนี Oil Forward Curve บ่งชี้ว่าราคาน้ำมันยังไม่ใช่ขาขึ้น ทำให้มีการคาดหมายกันว่า ราคาน้ำมันครึ่งหลังปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวจากระดับเฉลี่ยในครึ่งปีแรก ที่บาร์เรลละ 77 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือไม่เกินบาร์เรลละ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีความเป็นไปได้ด้วยว่า ทุกฝ่ายจะเห็นการอ่อนตัวในไตรมาส 3 ทันที

ด้านนักวิเคราะห์หนุ่มใหญ่จาก ASP บอกว่า แม้ตลาดหุ้นจะไม่มี Fund Flow ใหม่ แต่โอกาสเห็นดัชนีปรับฐานก็มีอย่างจำกัด หรือมี downsize น้อย เพราะเมื่อได้ศึกษาข้อมูลการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติไม่น่าขายหุ้นออกมาอีก เนื่องจากหุ้นที่เก็บในพอร์ตปัจจุบันมีต้นทุนสูง การขายจะทำให้ขาดทุนมาก ดังนั้น ในระหว่างรอเม็ดเงินใหม่ไหลเข้า นักลงทุนควรทยอยซื้อสะสม เน้นไปที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ (Domestic Plays) เช่น หุ้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ จะดีกว่า

ส่วนนักวิเคราะห์รูปหล่อ ที่เพิ่งย้ายค่ายจาก SCRI ไปอยู่ที่ SCBS มองว่า การที่ตลาดข่าวดีหนุนทำให้นักลงทุนต่างชาติรอจังหวะลงทุนโดยหันมาพักเงินในตราสารหนี้และทองคำแทน ดังนั้น ทิศทางตลาดหุ้นในช่วงนี้จึงแกว่งตัวแคบๆ ตามเม็ดเงินในประเทศ ที่เคลื่อนย้ายสลับไปมารายวัน และรายกลุ่ม ส่งผลให้นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy)

“การลงทุนหุ้นไตรมาส 3 จะต้องเลือกเป็นรายตัว ดูฐานะทางการเงินประกอบการตัดสินใจ และรอจังหวะในการซื้อ เพราะตลาดยังมีความผันผวนอยู่เหมือนเดิม แม้จะไม่มีเงินใหม่เข้าก็ตาม” สุกิจ สรุปสั้นๆ ปิดท้าย

จากนั้น วงสัมมนาหันมาพูดคุยกันถึงหุ้นเด่นที่ลงทุนแล้วนักลงทุนน่าจะสบายใจกันต่อ


โผหุ้นสบายใจ SCBS
AOT ADVANC CENTEL CPALL KBANK KTB MINT


หนุ่มป๋อง นักกลยุทธ์น้องใหม่ค่าย SCBS แนะหุ้น 4 กลุ่ม ได้แก่ หุ้นธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก สื่อสารและท่องเที่ยว เพราะหุ้นเหล่านี้มีความผันผวนน้อยกว่าตลาด ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนลงทุนได้อย่างสบายใจ

“หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีศักยภาพในการทำกำไรดีต่อเนื่อง ทั้งจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และรายได้ดอกเบี้ยที่ขยายตัวตามการเติบโตของสินเชื่อ รวมถึงส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนหุ้นกลุ่มค้าปลีก ธุรกิจสามารถทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ ในอัตราสูงกว่าเงินเฟ้อ ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสาร มี story เรื่องการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G เป็นตัวกระตุ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะมีผลดีต่อผู้ประกอบการรายเดิมทุกราย เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานจะลดลง ส่งผลให้กำไรปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนุนให้ราคาหุ้นมี upside จากราคาปัจจุบันซึ่งยังไม่สะท้อนข่าวเรื่อง 3G แต่อย่างใด สำหรับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจอีกครั้ง ทำให้มีโอกาสทำกำไรจากราคาหุ้นซึ่งปรับฐานค่อนข้างแรงในช่วงก่อนหน้านี้” หนุ่มป๋อง ขมวดประเด็น

ซึ่งเมื่อให้เลือกหุ้นเด่นจาก 4 กลุ่มนี้ เขาเลือก AOT ADVANC CENTEL CPALL KBANK KTB และ MINT


โผหุ้นสบายใจ TNITY
ADVANC CPF GLOW MAJOR ROJNA TVO


ด้านนักวิเคราะห์สาวจาก TNITY ชี้ว่า การที่หุ้นนำตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ขาดปัจจัยบวกสนับสนุนการปรับขึ้นของราคาหุ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น การลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีความปลอดภัยสูง (Safety net) ได้แก่ CPF ADVANC TVO GLOW

โดย CPF และ ADVANC ถือเป็นหุ้นที่มีการเติบโตของกำไร และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ขณะที่ราคาหุ้นยังมี Upside ไม่ต่ำกว่า 10%

“ตัว CPF ไม่น่าจะไม่หยุดเติบโต ทั้งธุรกิจ Feed ธุรกิจ Farm และธุรกิจ Food และยิ่งบริษัทประกาศขยายสัดส่วนการการส่งออกเพิ่มจากปัจจุบัน 25% เป็น 50% โดยอาศัยแบรนด์ CP Fresh Mart ซึ่งประสบความสำเร็จในประเทศได้แล้ว ทำให้น่าจะเห็นอัตราเติบโตของกำไรปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30% ต่อเนื่องจากปีก่อนที่กำไรพุ่งถึง 3 เท่าตัว โดย TNITY ให้ราคาเหมาะสมที่ 25.25 บาท อิงตามค่า PER 12.5 เท่าในปีหน้า ส่วน ADVANC นอกจากการลงทุนจะหวังเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 6% ได้แล้ว ยังมี upside จากข่าวการประมูลใบอนุญาต 3G ได้อีก โดยหากการประมูลเกิดขึ้นจริง จะมีผลให้ราคาหุ้นสามารถปรับขึ้นได้อีก 12-25% แต่หากการประมูลถูกเลื่อนออกไป บริษัทก็มีแผนจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมอีก” คุณแอ๊ะ อธิบาย

ขณะที่ TVO และ GLOW ถือเป็นหุ้นที่ราคาถูก แต่สามารถให้ผลตอบแทนสูง เมื่อประเมินราคาจากมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV - Price per book value) และวัดผลตอบแทนจากอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE - Return on equity)

“เพราะ TVO สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็นวันละ 6,000 ตันได้ตั้งแต่ครึ่งหลังปีนี้เป็นต้นไป ทำให้ประเมินได้ว่า บริษัทน่าจะมีกำไรเฉลี่ยไตรมาสละ 500 ล้านบาท ซึ่งมีผลให้สามารถจ่ายปันผลได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยทั้งปีไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 1.50 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 7.5% สำหรับ GLOW คาดว่า กำไรสุทธิปี 2553-2555 จะโตเฉลี่ยปีละ 27% จากการขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 55% จาก 2,118 MWeq ในปีนี้ เป็น 3,275 MWeq ในอีก 2 ปีข้างหน้า และหากนับรวมผลตอบแทนจากโครงการ Gheco-One ที่บริษัทถือหุ้น 65% จะเริ่มออกดอกออกผลปลายปีหน้าเป็นต้นไป ทำให้ราคาเหมาะสมขยับเป็น 46 บาท อิงจาก EV/EBITDA 10 เท่าใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่เงินปันผลไม่น่าต่ำกว่า 5%” วชิราลักษณ์ สรุปประเด็น

เธอยังทิ้งท้ายหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากอีกตัวหนึ่ง คือ TPIPL แต่เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนี้ยังไม่แข็งแกร่งนัก จึงแนะนำแค่ “เก็งกำไร“ (Trading) โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 14 บาท

คุณแอ๊ะยังแนะให้จับตาหุ้น MAJOR และ ROJNA ด้วย เพราะกำไรมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก อย่าง MAJOR กำไรโตจากทั้งภาพยนตร์ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โฆษณาที่ฟื้นตัวขึ้น และกำไรพิเศษอีก 150 ล้านบาท จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ ในไตรมาส 3 แถมยังมีกำไรจากมูลค่าเงินลงทุนในบริษัทลูก โดยเฉพาะ SF ที่โตขึ้นมาก
เช่นเดียวกับ ROJNA ที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตสวนทางปัจจัยลบที่รุมเร้าเข้ามา เมื่อรายได้จากยอดขายที่ดิน และยอดขายไฟฟ้าภายในนิคมอุตสาหกรรม เป็นไปตามเป้าหมาย แม้จะมีสถานการณ์การเมืองปะทุขึ้นมา ส่วนธุรกิจคอนโดมีเนียมที่บริษัทแตกแขนงออกไปก็เดินหน้าด้วยดี โดยเฉพาะโครงการในจีน แม้จะเผชิญมาตรการคุมเข้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ต้นปี

และยิ่งบริษัทหันมารุกตลาดคอนโดมีเนียมในประเทศ ประเดิมโครงการแรกที่รัตนาธิเบศร์ ในไตรมาส 3 นี้ และมีแผนจะทยอยเปิดโครงการใหม่อีกหลายเฟส ทำให้มูลค่าเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า ขยับเพิ่มเป็น14 บาท เมื่ออิงจากระดับ PER 12 เท่า


โผหุ้นสบายใจ ASP
KBANK LH PS SAT SPALI STANLY STEC TASCO


สำหรับคุณเทอดประเดิมโผหุ้นเด็ดด้วยหุ้นกลุ่มพัฒนาที่ดินที่เขามีความถนัดมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า เป็นหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ พิจารณาได้จากระดับราคาหุ้นทั้งกลุ่ม (Property Sector Index) ที่ระดับราคาปัจจุบันอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงปี 2531 สวนทางตัวเลขงบการเงินที่มีความแข็งแกร่งขึ้นมาก ไม่ว่าจะดูจากงบกำไรขาดทุน หรืองบกระแสเงินสด (Cashfow) ที่พลิกกลับมาเป็นบวกในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาระดับราคาหุ้นช่วง 1 ปีล่าสุด จะพบด้วยว่า ก่อนราคาหุ้นจะเริ่มดีดตัวในช่วง 1-2 เดือนนี้ Property Sector Index มีการปรับฐานนานกว่า 8 เดือน สะท้อนให้เห็นว่า ราคาหุ้นได้แตะจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ดังนั้น ตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป น่าจะเห็นราคาหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ค่อยๆ ปรับขึ้น โดยเฉพาะหุ้น PS และ SPALI ซึ่งมี Presale และ Backlog สูงที่สุดในกลุ่ม เพราะแนวโน้มกำไรจะเติบโตอย่างเด่นชัด ในครึ่งปีหลัง แต่สำหรับนักลงทุนที่ชอบลงทุนระยะยาว ควรเลือก LH เพราะแนวโน้มกำไรจะเติบโตชัดเจนในปีหน้า

ถัดจากนั้น เขาลงรายละเอียดหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างทันที โดยอธิบายว่า มีสัญญาณบวกจากการลงทุนภาครัฐ และภาคเอกชน หนุนให้การรับงานใหม่ และ Backlog ของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีโอกาสสร้าง New High ในปีนี้ โดยงานภาครัฐ มีโครงการถนนไร้ฝุ่น และรถไฟฟ้าเป็นตัวนำ ประเดิมด้วยโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ต่อด้วยสายสีน้ำเงิน และรอจ่อคิวในสายสีแดง ขณะที่งบไทยเข้มแข็งน่าจะเบิกจ่ายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างเองก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรดีขึ้น เนื่องจากการส่งมอบงานที่มีกำไรขั้นต้น (Margin) ต่ำหมดลง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ผลดำเนินงานของ 7 บริษัทที่ฝ่ายวิจัย ASP ศึกษา จะพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร 1.5 พันล้านบาท ในปีนี้ หนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัว (Outperform) ได้ โดยเฉพาะ STEC ซี่งมี Backlog ค่อนข้างมาก ทำให้การรับรู้รายได้จะเริ่มเติบโตก้าวกระโดดตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
“ผลของโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการถนนไร้ฝุ่น ยังส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อย่าง TASCO ตามมาด้วย เพราะการเดินหน้าโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซีย ได้ช่วยสนับสนุนยอดส่งออกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทได้นำเข้าน้ำมันดิบเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของโรงกลั่นแล้ว 3.8 ล้านบาร์เรล จากเป้าหมายทั้งปี 6.0 ล้านบาร์เรล จึงทำให้โรงกลั่นถึงจุดคุ้มทุนตั้งแต่ไตรมาสแรกแล้ว ดังนั้น TASCO น่าจะทำกำไรทั้งปีได้ถึง 811 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อน 64% ทำให้ประเมินราคาเหมาะสมได้ 47.82 บาท เมื่อใช้ PER 10 เท่า” นักวิเคราะห์จาก ASP พูดเสริม
ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเขาเสนอแนะให้นักลงทุนกระจายพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มยานยนต์ เพิ่มเติมอีกด้วย

“หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และยานยนต์ เป็นอีก 2 กลุ่มที่สามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ โดยหุ้นธนาคารพาณิชย์มีจุดเด่นเรื่องสินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูง รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ นำโดย KBANK ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อกลุ่ม SMEs และรายย่อยถึง 65% ของสินเชื่อรวม บวกด้วยกำไรจากมูลค่าเงินลงทุนในเมืองไทยประกันชีวิต ช่วยผลักดันการเติบโตกำไร รองลงไปเป็น TCAP ซึ่งกำไรโดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก เพราะธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์มีแนวโน้มเติบโตสูงมากในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนกลุ่มยานยนต์มีการฟื้นตัวอย่างเด่นชัดแล้ว ทำให้ผลดำเนินงานไตรมาสแรกพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้แล้ว ทำให้ประเมินได้ว่า 7 บริษัทที่ฝ่ายวิจัย ASP ศึกษา จะทำกำไรได้ 1.6 พันล้านบาท หลังจากปีก่อนขาดทุนรวมกัน 439 ล้านบาท โดยมี SAT และ STANLY เป็น Top pick ของกลุ่ม” คุณเทอดทิ้งท้าย


แนวคิดลงทุนโภคภัณฑ์ ทองคำ และอนุพันธ์

วงเสวนายังได้ฝากแนวคิดในการลงทุน SET50 Index Futures และสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำทิ้งท้ายด้วย ประเดิมด้วยการลงทุนใน SET50 Index Futures ระหว่างเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน ซึ่งฝ่ายวิจัย ASP แนะให้นักลงทุนเริ่มเปิด Long หลังจากดัชนียืนได้บริเวณแนวรับ ซึ่งคงจะต้องพิจารณาตามภาวะตลาดกันต่อไป แต่หากดัชนีผ่าน 583 จุดได้ ค่อยเปิด Long เพิ่ม แล้วถือยาวเพื่อลุ้นดัชนีแตะ 607 จุด

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ TNITY ประเมินว่า หากมอง 12 เดือนขึ้นไป หรือมองระยะยาว ราคาน้ำมัน และทองคำยังคงดีอยู่ แต่ในระยะสั้นไม่ถึง 12 เดือน ราคาน่าจะแกว่งตามกรอบ (Trading Range) เท่านั้น จึงแนะนำให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวเท่านั้น

ขณะที่ถ่านหิน มีแนวโน้มชะลอตัวเช่นกัน แต่ไม่รุนแรงเท่าน้ำมัน และปิโตรเคมี โดยราคาอ้างอิง Barlow Jonker น่าจะแกว่งตัวในกรอบ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในครึ่งปีหลัง หลังจากครึ่งปีแรกราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 97.62 ดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งขึ้นจากปีก่อน 15% เพราะจีนยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่อยู่ ทำให้ถ่านหินเป็นโภคภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง เป็นรองแค่ทองคำเท่านั้น

จากคอลัมน์ Smart Money โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W สิงหาคม 2553




Posted on Tuesday, August 03, 2010 (Archive on Tuesday, August 10, 2010)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด

BR>

      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
cfo.mds@gmail.com 
อยากได้เนื้อหาของดร.สุวรรณและทฤษฎีผลประโยชน์ในตลาดหุ้น


  Rating: 5 [  8/10/2010 4:09:23 PM]
 Page:  of 1 



  Advertisement