Wednesday, February 08, 2012
  Add Comment



ส่งข้อความ
  View Comments
Text Size :Small | Medium |Large


  Seminar  



ยุทธการ...ขี่หลังกระทิง !!

Posted on Friday, April 09, 2010

การดีดตัวของตลาดหุ้นไทยรวดเดียวกว่า 10% สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ของปีเหนือ 785 จุด ในสัปดาห์ก่อนสุดท้ายของเดือนมีนาคม ทั้งที่ 6 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ดัชนีแตะจุดต่ำสุดของปีที่ 686 จุด ได้สร้างคำถามตามให้นักลงทุนทั่วไปว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะกระทิงจริงหรือ ในเมื่อนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากหลายสำนักยังมองแค่การปรับฐานระยะสั้น ไม่เกิน 750 จุด

ดังนั้น เพื่อตอบข้อสงสัยข้างต้น กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญคุณประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ หรือ “คุณฮุย” ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน (CIO) บลจ.อยุธยา (AYF) ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลกองทุนตราสารหนี้ดีเด่นจากสถาบันจัดอันดับกองทุนรวม “มอร์นิ่งสตาร์ รีเสริช (ประเทศไทย)” สดๆ ร้อนๆ พร้อมกับนักวิเคราะห์สาวที่มาดมั่น และกล้าพูด 2 ราย ได้แก่ คุณจิตรา อมรธรรม หรือ “คุณปุ๋ย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) และคุณรัชนก ด่านดำรงรักษ์ หรือ “คุณส้ม” นักกลยุทธ์การตลาดบุคคล ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ธนชาต (TNS) ขึ้นเวทีสัมมนาหัวข้อที่ฟังแล้วตื่นเต้น อย่าง “ยุทธการ...ลงจากหลังกระทิง”

อย่างไรก็ดี เมื่อนิตยสารฯออกวางจำหน่ายนั้น หัวข้อเรื่องถูกเปลี่ยนเป็น “ยุทธการ...ขี่หลังกระทิง” ไปโดยปริยาย เพราะตลาดหุ้นไทยในยามนี้มีมูลค่าการซื้อขายที่คึกคักจากเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้น Blue chip อย่างไรก็ดี คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ ซึ่งรับหน้าที่ผู้ดำเนินงานสัมมนาอีกเช่นเคย ก็ได้ตั้งประเด็นคำถามและหาคำตอบให้นักลงทุนได้แง่มุมข้อวิเคราะห์ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้

“เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นไทยในเดือนที่ผ่านมาคะ” เป็นคำถามเปิดสัมมนา

หุ้นไทยระยะสั้นผันผวน แต่คงไม่เห็นดัชนีต่ำกว่า 700 จุดอีก

วิทยากรทุกคนชี้แจงสาเหตุที่ทำให้หุ้นไทยทะยานตัวกว่า 10% ภายใน 5 สัปดาห์ ว่า เกิดจากมีแรงซื้อกระจายตัวเข้ามาในตลาดหุ้น ทั้งเพื่อเก็งกำไรผลดำเนินงาน และลงทุนเพื่อรับเงินปันผล ซึ่งเริ่มต้นทันทีที่ตลาดซึมซับข่าวร้ายต่างๆ ใน 2 เดือนแรกของปีได้แล้ว และอีกส่วนหนึ่งเป็นการโยกเงินของนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาหาผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นภูมิภาคเอเซีย ซึ่งนอกจากจะสามารถทำกำไรได้จากราคาหุ้นแล้ว ยังทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อีกต่อหนึ่งด้วย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจเอเชียแข็งแกร่งที่สุด ทำให้เงินสกุลต่างๆ ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยแรงซื้อเปิดฉากขึ้นหลังจากตลาดรับรู้ผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท

แต่หากมองภาพระยะสั้นๆ แค่ไตรมาส 2 ไตรมาสเดียว ตลาดมีโอกาสพักฐานในเดือนเมษายน และพฤษภาคมนี้ เนื่องจากตลาดดีดตัวอย่างร้อนแรงในเวลาที่รวดเร็ว จนทำให้มีแรงขายทำกำไรกระจายตัวออกมาเป็นระยะๆ แม้แต่นักลงทุนต่างประเทศเองยังขายสุทธิผ่านตลาด Futures ทั้งที่ไล่ซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า แม้นักลงทุนต่างประเทศจะซื้อสุทธิตลอด 3 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม แต่สัดส่วนการลงทุนกลับปรับลดลงจากค่าเฉลี่ยปกติ 25% ของมูลค่าการซื้อขายรวมเหลือเพียง 19% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ทำให้สามารถประเมินได้ว่า เม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นส่วนหนึ่งเป็นเงินลงทุนระยะสั้น (Hot Money)

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาบรรยากาศการลงทุน จะพบด้วยว่า ตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ กระตุ้น มิหนำซ้ำยังอาจเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบเดิมๆ ได้อีก ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลเศรษฐกิจที่ไร้ทิศทาง การตัดสินใจถอดถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Exit Strategy) ปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ความผันผวนของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สถานการณ์การชุมนุม หรือเสถียรภาพของรัฐบาล

นอกจากนี้ ตลาดกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงใหม่อันเนื่องมาจากแนวนโยบายทางการจีน ทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และการปรับขึ้นค่าเงินหยวนให้สอดคล้องกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโร ซึ่งไม่ว่าทางการจีนจะดำเนินนโยบายใด จะมีผลให้ตลาดหุ้นผันผวนทันที

อย่างไรก็ตาม วิทยากรยังมองโลกในแง่ดีว่า แม้ตลาดมีโอกาสพักฐานในไตรมาส 2 แต่ดัชนีจะไม่หลุด 700 จุด ยกเว้นเกิดเหตุไม่คาดหมายที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนก (Panic) เพียงกรณีเดียวเท่านั้น และหลังจากพักฐานระยะหนึ่ง ตลาดจะเริ่มไต่ระดับอีกครั้ง ทว่าการดีดตัวของตลาดรอบนี้จะไม่ร้อนแรงเหมือนในปีก่อน โดยในเบื้องต้น มีการประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปี ที่บริเวณ 820-860 จุด เนื่องจาก 2 สาเหตุ คือ กระแสเงินลงทุนปีนี้จะไม่มากเหมือนปีก่อน เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลกเป็นขาขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับรัฐบาลและธนาคารกลางแต่ละประเทศจำเป็นต้องทยอยดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบเพื่อถอดถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งมีผลจากตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจลดลง เพราะแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปีนี้จะเติบโตเพียง 13-14% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นภูมิภาคถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การแข็งค่าของเงินบาทที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรหุ้นกลุ่มส่งออก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลให้ราคาหุ้นไทยต้องถูกกว่าหุ้นในภูมิภาค
ซึ่งเมื่อลงรายละเอียดเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการลงทุนปีนี้ วิทยากรทุกคนจะให้แนวคิดตรงกันว่า นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง หรือจ่ายปันผลในอัตราจูงใจ

เนื่องจากผู้จัดการกองทุนไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับหุ้นรายตัวได้ เพราะเป็นกฎกติกามารยาท ทำให้เนาวรัตน์ต้องยกเวทีให้กับ 2 นักวิเคราะห์สาว ประเดิมที่คุณปุ๋ย จาก FSS

หุ้นในดวงใจ FNS

สาวปุ๋ยเปิดประเด็นด้วย Theme ลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน ปิโตรเคมี วัสุดก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ อิเล็คทรอนิกส์ อาหารและเกษตร พาณิชย์ และขนส่ง โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองก็ตาม เห็นได้จากรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่สูงเกินคาด ขณะที่องค์ประกอบของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ มีการฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ และมีสัญญาณฟื้นตัวที่เด่นชัด โดยมีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 83% ของ GDP ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม หากให้เลือกหุ้นในดวงใจ โดยประเมินจากอัตราเติบโตผลดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนปีนี้ที่ 14% และปีหน้าที่ 17% ซึ่งอ้างอิงจากสมมติฐานอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ และปีหน้าที่ 3.5% และ 4.5% ตามลำดับ ประกอบเข้ากับราคาหุ้น และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เธอแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุน (Overweight)  หุ้น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงานและปิโตรเคมี อิเล็คทรอนิกส์ และพาณิชย์  (กราฟ FSS หน้า 24-25 ประกอบ)

“หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่น ทั้งจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตต่อเนื่อง และรายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 10% จากปีก่อน ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาขึ้น หนุนให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ดีขึ้น เห็นผลแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรกที่ผ่านมา โดยมี KBANK เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากมีศักยภาพในการทำกำไรสูงที่สุด เฉลี่ย 19-20% ทั้งในปีนี้และปีหน้า รองลงไปเป็น BAY ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้จากการการซื้อกิจการ GEMT อย่างเต็มปีตั้งแต่ปีนี้ ช่วยหนุนกำไรให้เติบโตเฉลี่ย 30% ทั้งในปีนี้และปีหน้า และอันดับ 3 เป็น SCB ที่มีพอร์ตสินเชื่อลูกค้ารายย่อยมากกว่าธนาคารอื่นๆ ช่วยหนุนให้กำไรเติบโต 14-15% ทั้งในและปีหน้า” ปุ๋ย สรุปประเด็น

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น เฉลี่ยทั้งปีไม่ต่ำกว่าบาร์เรลละ 80 เหรียญสหรัฐฯ หนุนกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมี PTT และ PTTEP เป็นหุ้นนำ แต่เมื่อเปรียบเทียบความน่าสนใจของหุ้น 2 กลุ่มนี้แล้ว หุ้นกลุ่มพลังงานจะโดดเด่นในครึ่งปีหลังตามวัฏจักรธุรกิจ ขณะที่หุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะโดดเด่นกว่าในครึ่งปีแรก เพราะค่าการกลั่น และส่วนต่างราคา (spread) อะโรเมติกส์ปรับตัวขึ้น โดยมี PTTAR เป็นหุ้น Top pick ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข่าวการควบรวมกิจการกับ IRPC

สำหรับหุ้นกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการที่ธุรกิจเริ่มฟื้นตัว (Turn around stock) มี DELTA เป็น Top pick เพราะสามารถทำการตลาดได้ดีขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงเข้ามาในสายการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระแสเงินสดดี และปันผลสม่ำเสมอ รองลงไปเป็น KCE ซึ่งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสูงจนเป็นที่ยอมรับของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก และเริ่มประสบความสำเร็จในการบริหารต้นทุนทองแดง และคุมต้นทุนของเสียได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็นผลตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลประกอบการน่าจะพลิกจากขาดทุนสะสมมาเป็นกำไร และเริ่มจ่ายปันผลได้ในปีนี้ 

ขณะที่หุ้นกลุ่มพาณิชย์ แนวโน้มการเติบโตของกำไรยังดีอย่างต่อเนื่อง รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมี CPALL และ MAKRO เป็น Top pick

สาวปุ๋ยยังชี้แจงเหตุผลที่ให้ความสำคัญกับหุ้นกลุ่มวัสุดก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ อาหารและเกษตร กับขนส่งน้อย โดยบอกว่า หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในกลุ่มเหล่านี้บางตัวราคาปรับขึ้นมาก หรือบางตัวกำไรจะเติบโตไม่มากเพราะฐานปีก่อนสูง เช่น หุ้นกลุ่มอาหาร อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง ขณะที่หุ้นบางตัวกำไรปีนี้โตจากปีก่อน แต่กำไรจะยังไม่สูงเหมือนในอดีต เช่น หุ้นขนส่ง นิคมอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงสามารถรอจังหวะลงทุนในหุ้นเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาอ่อนตัว (กราฟ FSS หน้า 18 ประกอบ)

หุ้นในดวงใจ TNS

 ส่วนสาวส้ม แนะหุ้น 3 ตัว คือ ADVANC PTT และ KTB
 “หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน ถือเป็นหุ้นนำตลาด และมีปัจจัยพื้นฐานดีสอดรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่หากให้เลือกหุ้นที่น่าสนใจ TNS เลือก KTB กับ PTT เพราะยังมี laggard จากราคาเหมาะสมราว 20% โดย KTB มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ของธนาคารรัฐที่อาจมีการหมกเม็ด แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น ธนาคารสามารถควบคุม NPL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขยายสินเชื่อได้อย่างต่อเนื่อง หนุนกำไรให้กำไรเติบโตขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้า เฉพาะปีนี้ TNS ให้ราคาเหมาะสมที่ 14 บาท ส่วน PTT กำไรสุทธิจะโตต่อเนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่ปรับสูงขึ้น บวกด้วยส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทในเครือ ทั้งธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมีที่ฟื้นตัวขึ้น และการได้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการ ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมากพอสมควรแล้ว ทำให้มี upside จากราคาเหมาะสมที่ 300 บาทอีกราว 20%” ส้มอธิบาย

สำหรับ ADVANC นอกจากจะโดดเด่นในฐานะผู้นำตลาด และการมีความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใช้ระบบ 3G แล้ว การที่ราคาหุ้น ADVANC ทรุดตัวจากราคาปิด 88 บาท ในวันตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ มาทำสถิติต่ำสุดของปีที่ 75 บาทในสัปดาห์ถัดมา เพราะนักลงทุนกังวลว่าบริษัทจะถูกฟ้องร้องให้จ่ายค่าสัมปทานย้อนหลัง ทั้งในกรณีแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือเป็นภาษีสรรพสามิต ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2547-2550  ซึ่งทำให้ บมจ.ทศท.คอร์ปอเรชั่น (TOT ) ซึ่งเป็นคู่สัญญาเสียประโยชน์เนื่องจากมีการนำเอาภาษีสรรพสามิต 10% หักออกจากค่าสัมปทานที่จ่ายปกติในอัตรา 15% และในกรณีขอลดส่วนแบ่งรายได้ (revenue sharing) ของค่าบริการมือถือระบบบัตรเติมเงิน (prepaid) ที่ต้องจ่ายให้ TOT ในอัตรา 25% สำหรับปี 2544-2548 และอัตรา 30% สำหรับปี 2548-2558 มาเป็นอัตราคงที่ 20% ตลอดอายุสัมปทาน

โดยมีการประเมินกันว่า หาก ADVANC แพ้ทุกคดี มูลค่าหุ้นจะหดหายไปถึง 27.30 บาท แต่เนื่องจากบริษัทไม่ได้กระทำความผิด และตามปกติแล้วขั้นตอนทางกฎหมายมักไม่มีผลบังคับย้อนหลัง จึงทำให้คาดว่า ADVANC จะได้รับผลกระทบเฉพาะการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ของระบบ prepaid ให้ TOT  เพิ่มขึ้นตลอดอายุสัมปทานที่เหลือ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นไม่เกิน 6.80 บาท จึงยังมี Upside จากราคาเหมาะสม (Fair Value) ที่ 100 บาทไม่ต่ำกว่า 15%  (กราฟ TNS หน้า 7 ประกอบ)

นอกจากนี้ การที่ ADVANC มีการจ่ายปันผลในอัตราสูงมาก โดยประกาศจ่ายปันผลงวดบัญชีครึ่งหลังปีก่อน ในอัตราหุ้นละ 8.30 บาท (ขึ้นเครื่องหมาย XD 12 เมษายนนี้ ) และคาดว่าจะจ่าย 10.30 บาทสำหรับงวดบัญชีปีนี้ ทำให้การถือลงทุนระยะยาวไปถึงเดือนเมษายนปีหน้าจะได้รับเงินปันผล 3 งวด รวม 18.60 บาท ซึ่งให้ผลตอบแทนเกิน 20% ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก

ในเรื่องนี้ สาวปุ๋ยซึ่งมีความชำนาญในหุ้นกลุ่มสื่อสารมากเป็นพิเศษ ได้ออกมาขานรับคล้ายๆ กันว่า น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ให้ราคาเหมาะสมต่ำกว่าเล็กน้อย ที่ 94 บาท

หุ้นยังน่าสนใจ แต่ต้องไม่ลืมกระจายพอร์ตลงทุนด้วย

คุณฮุยซึ่งได้คิวเป็นคนสุดท้ายให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แนวคิดและหลักการลงทุนของ 2 สาวเป็นสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากนักลงทุนมีฐานะทางการเงิน และสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน จึงอยากเสนอแนะให้นักลงทุนตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า มีเป้าหมายในการลงทุนอย่างไร สามารถถือหุ้นได้ยาวนานแค่ไหน เพื่อให้การลงทุนสามารถเก็บเกี่ยวดอกผลได้อย่างสบายใจ

คุณฮุยได้หยิบเอาหุ้น ADVANC มาใช้ประกอบการอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจเพิ่มเติม โดยชี้ว่า แม้หุ้น ADVANC จะมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และจ่ายปันผลในอัตราสูงราว 10% แต่หากประเมินความเสี่ยงจากการฟ้องร้องเรื่องค่าสัมปทานซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ทำให้ในระยะสั้น ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มสื่อสารลดลง แต่สำหรับคนที่สนใจ สามารถลงทุนหุ้น ADVANC ได้ถ้ามีเป้าหมายการลงทุนระยะยาวเท่านั้น 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรมีการผสมผสานหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลางและเล็ก ในพอร์ตการลงทุนส่วนตัว เพราะการกระจายพอร์ตการลงทุนในลักษณะนี้ จะช่วยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และสอดรับกับภาวะตลาดหุ้นซึ่งมีแนวโน้มความผันผวนสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

และเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ผู้บริหาร AYF ได้แนะนำให้นักลงทุนกระจายพอร์ตการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อีกด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบรรยากาศการลงทุนปีนี้ หุ้นยังคงเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่เพราะตลาดหุ้นมีโอกาสผันผวนมากกว่าปีก่อน จึงควรให้น้ำหนัก 50% และกระจายพอร์ตลงทุนไปในตราสารหนี้ 30% ที่เหลือ 20% ให้กระจายพอร์ตลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ โดยการให้น้ำหนักขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

“หากย้อนกลับไปดูสถิติตลาดหุ้นไทยตลอด 34 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า การลงทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 11% จึงทำให้หุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเสมอ แต่เมื่อพิจารณาการปรับตัวของดัชนีรายปี กลับพบว่า ดัชนีมีการปรับขึ้นและลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยหุ้นไทยมีการปรับขึ้น 18 ปี และปรับลง 16 ปี ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นออกไปในต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มค่าเงินในพอร์ตได้ในอีกทางหนึ่ง” คุณฮุย ชี้แจง
การเปิดประเด็นเรื่องการกระจายพอร์ตลงทุนหุ้นต่างประเทศ ทำให้ผู้ดำเนินงานสัมมนา ได้โอกาสยิงคำถามปิดท้ายทันที “แล้วหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะกระทิงหรือเปล่าคะ”

บทสรุปจากวิทยากรทุกคนออกมาตรงกันว่า หากมองการลงทุนข้ามปี ถือได้ว่า หุ้นไทยยังอยู่ในภาวะกระทิง แต่หากมองระยะสั้นแค่ปีนี้ปีเดียว หุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในลักษณะ sideway มีทั้งปรับขึ้นและปรับลงตาม sentiment ตลาดในแต่ละช่วง

“หุ้นไทยจะกระทิงหรือไม่กระทิง ไม่สำคัญเท่าจังหวะในการซื้อของนักลงทุน” สาวส้ม ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

“หุ้นที่ดีจะมีศักยภาพในการทำกำไรดี และเติบโตสม่ำเสมอ ช่วยผลักดันราคาให้ยืนหยัดได้ไม่ว่าภาวะตลาดจะผันผวนเพียงไร” ผู้บริหาร FSS ย้ำปิดงานสัมมนา

จากคอลัมน์ Smart Money  โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W เมษายน 2553


Posted on Friday, April 09, 2010 (Archive on Friday, April 16, 2010)
Posted by suchitra  Contributed by wasittee


อ่านข่าวทั้งหมด

BR>

      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
nisara.laowakul@ktb.co.th 
อยากทราบว่าจะดูรายการสัมภาษณ์ ย้อนหลัง จะทำอย่างไง ทำไม่เป็นคะ ขอโทษไม่เก่ง ไม่อยากนั่งอ่านเป็นบทความ ตัวหนังสือ ประมาณนั้น ช่วยสอนด้วย ส่งทางเมล์นะคะ


  Rating: 5 [  4/17/2010 11:32:33 PM]
 Page:  of 1 



  Advertisement