Wednesday, February 08, 2012
  Add Comment



ส่งข้อความ
  View Comments
Text Size :Small | Medium |Large


  Company Focus  



BJC สินค้า “เราขาย” กิจการ “เราซื้อ”

Posted on Thursday, September 02, 2010
หุ้น BJC คึกคักอีกครั้งหลังมีข่าวประกาศร่วมทุนกับต่างชาติ และเตรียมยื่นประมูลซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกชื่อดัง ขณะที่เอ็มดีใหญ่ “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” มองว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเป็นผลมาจากผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ไม่ปฏิเสธว่าการประกาศใช้กลยุทธ์ “M&A” ช่วยสะท้อนภาพการเติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัทเป็นเหตุให้นักลงทุนหันมาจับตาหุ้นตัวนี้อีกครั้ง

แม้ว่า บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) จะเป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้ผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งมีแบรนด์ติดตลาดอยู่หลายรายการ เช่น กระดาษทิชชู่เซลล็อกซ์ ขนมขบเคี้ยวแบรนด์เทสโต โดโซะ ปาร์ตี้ และสบู่นกแก้ว แต่อีกหนึ่งธุรกิจที่มีความโดดเด่น คือ การเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ของไทย ซึ่งปัจจุบันสายงานสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งรวมเอาธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์นี้ไว้ก็สร้างรายได้ถึง 47% ของรายได้รวม และทำกำไรถึง 33% จากกำไรสุทธิของบริษัททั้งปี

ก่อนหน้านี้บริษัทประกาศการร่วมทุนกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่สุดในโลกอย่าง โอเว่น อิลลินอยส์ โดยตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อว่า BJC O-I Glass ซึ่งในเดือนที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนดังกล่าวได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท มาลายากล๊าส โปรดักส์ จากมาเลเซีย มูลค่าราว 221.7 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหากนับเฉพาะสัดส่วนการลงทุนของกลุ่ม BJC จะตกอยู่ราว 89 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่สุดในเอเชียอาคเนย์ทันที

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ประเมินว่าการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากมาลายากล๊าส มีโรงงานอยู่ถึง 4 แห่งตั้งอยู่ในมาเลเซีย ไทย จีน และเวียดนามเพื่อผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์ ซึ่งปี 2552 บริษัทมียอดขายรวม 126 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อรวมกำลังผลิตเดิมที่มีอยู่ 2,400 ตันต่อวัน จะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3,300 ตันต่อวัน

นอกจากนี้ อัศวินเผยว่ายุทธศาสตร์ของ BJC ปีนี้จะเน้นการขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านการแสวงหาพันธมิตรและการเข้าซื้อกิจการ โดยคาดว่าอย่างน้อยน่าจะได้เห็นอีก 2 ดีลภายในสิ้นปีนี้

“งบลงทุนปีนี้ 700 – 1,000 ล้านบาท จะใช้เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร อีก 300 – 400 ล้านบาทเป็นงบทำ M&A ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทในเวียดนาม ทั้งกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้งสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจผลิตกระดาษชำระ รวมถึงผลิตขนมขบเคี้ยว ทั้งนี้เวียดนามยังถือเป็นชัยภูมิที่ดีสำหรับการตั้งเป็นฐานผลิตและกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้”

ปีที่ผ่านมา BJC ทำยอดขายรวมได้ราว 2.3 หมื่นล้านบาท ส่วนปีนี้อัศวินคาดว่าจะเติบโตได้อีก 10% โดยปัจจุบันนอกจากสินค้าอุตสาหกรรม (รวมธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์) ซึ่งทำรายได้ 47% ของรายได้รวม บริษัทยังมีรายได้ราว 30% จากการขายสินค้าอุปโภคบริโภค และอีก 20% จากสินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์ ส่วนที่เหลือมาจากยอดขายจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งอัศวินคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5 – 6% ปีนี้แต่ยังไม่รวมยอดขายจากดีลที่กำลังเจรจาซึ่งหากสำเร็จก็น่าจะได้เห็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นชัดเจนกว่านี้

สำหรับข่าวการเข้าประมูลกิจการค้าปลีก “คาร์ฟู” ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนของ BJC ก่อนหน้านี้ แม้จะไม่ออกตัวแรงแต่เขาก็ยอมรับว่าเล็งเป็นหนึ่งในผู้ยื่นซองประมูลเพื่อเติมเต็มช่องทางการขายของบริษัท ซึ่งขณะนี้เร่งทำการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งการเข้าซื้อคาร์ฟูในไทย (40 สาขา) คาร์ฟูร์มาเลเซีย (20 สาขา) และคาร์ฟูร์สิงคโปร์ (2 สาขา)

ประเมินจากกลยุทธ์ดังกล่าว อัศวินให้คำจำกัดความของ BJC ในวันนี้ว่า “สินค้าเราก็ขาย ส่วนบริษัทที่น่าสนใจเราก็ซื้อ” นับเป็นการเดิน 2 กลยุทธ์คู่ขนานที่ทำให้ BJC มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม อัศวินบอกว่าการทำ M&A นั้นไม่ง่ายเพราะสำคัญที่ต้องวางจังหวะเวลาให้เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น กรณีมาลายากล๊าสที่ทำดีลกันนานถึง 3 ปี อย่างไรก็ดีเขาบอกเช่นกันว่ามีความพร้อมในทุกด้าน รอเพียงจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งเชื่อว่าหากมองเห็นโอกาสชัดเจน BJC ก็ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะก้าวกระโดดอีกครั้งแน่นอน

จากคอลัมน์ Corporate Strategy โดย จิราพร เพ็งจันทร์ นิตยสาร M&W กันยายน 2553



Posted on Thursday, September 02, 2010 (Archive on Thursday, September 09, 2010)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด




      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement