|
|
Wednesday, February 08, 2012
|
|
|
|
|
KBANK จัดทัพใหม่ ปั้นลูกหม้อชิงเก้าอี้ผู้นำ
Posted on Tuesday, August 03, 2010 |
ในงานแถลงข่าวการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของเครือธนาคารกสิกรไทย ภายหลังจากที่ “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่นั้น
งานนี้ “คุณปั้น” – บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเปิดใจว่าทั้งรู้สึกเสียดาย และภาคภูมิใจต่อการที่ดร.ประสาร ขอลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอด 6 ปีที่ดร.ประสาร เป็นกรรมการผู้จัดการได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้ามาสู่องค์กรแห่งนี้ เป็นที่รักและเคารพของพนักงานทุกคนมาโดยตลอด
“สำหรับผมเป็นการส่วนตัว ดร.ประสารเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นคู่คิดที่ดี และดีใจที่ดร.ประสารได้ก้าวไปสู่การทำงานที่สูงขึ้นอีกขั้น ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดมาจากความรู้ ความมีวินัยและคุณความดีที่ได้สั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงานของท่าน จนกระทั่งได้ก้าวไปสู่การทำงานเพื่อประเทศในครั้งนี้”
ในส่วนของเครือธนาคารกสิกรไทยจากนี้ไป ก็ต้องปรับทีมบริหารใหม่ ซึ่งธนาคารต้องมีกรรมการผู้จัดการ ขณะนี้จึงถึงเวลาแล้วที่ทีมผู้บริหารรุ่นต่อไปของเครือธนาคารฯ จะได้ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในการบริหารจัดการ ภาวะสูญญากาศที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาส เป็นเวทีที่ผู้บริหารรุ่นใหม่จะได้พิสูจน์ฝีมือในบททดสอบช่วงสุดท้าย ซึ่งผู้บริหารรุ่นถัดไปจะพัฒนาศักยภาพของตนเองขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
“เรื่องเอาคนนอกมาเป็นกรรมการผู้จัดการไม่อยู่ในความคิด นอกจากดร.ประสารแล้ว คงไม่มีใครที่จะมีความสามารถทำได้อีก ผู้บริหารที่เติบโตมาก็มีความแข็งแกร่งในการบริหารการเงิน เพราะฉะนั้นผู้บริหารรุ่นต่อไปที่จะมาคุมบังเหียน จึงอยู่ในกลุ่มของผู้บริหารธนาคารที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าวันนี้ คณะกรรมการธนาคารจะยังไม่พร้อมที่จะแต่งตั้งใครขึ้นมานั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ก็โดยปริยายที่ผมเองต้องกลับมารั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไปก่อนอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะมีความพร้อมแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่”
เขากล่าวต่อว่า การปรับโครงสร้างการบริหารของเครือธนาคารกสิกรไทยใหม่ จะแบ่งการบริหารเป็น 4 ภูมิ (Domain) ได้แก่ ภูมิด้านธุรกิจ (Business Domain) ดูแลเรื่องการบริการลูกค้า (สินเชื่อและธุรกรรม) การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การตลาดทั่วไป โดยมีกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ประสานงานภูมิด้านธุรกิจ, ภูมิด้านบริหารความเสี่ยง (Risk Domain) ดูแลเรื่องการบริหารความเสี่ยง การบริหารคุณภาพหนี้ การกำกับการปฏิบัติตามกฎ การตรวจสอบภายใน โดยมีปรีดี ดาวฉาย รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ประสานงานภูมิด้านบริหารความเสี่ยง
ภูมิด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Domain) ดูแลเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การปฏิบัติการ และโครงการ K-Transformation โดยมีธีรนันท์ ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ประสานงานภูมิด้านโครงสร้างพื้นฐาน, และภูมิด้านทรัพยากร (Resource Domain) ดูแลเรื่องการวางแผนด้านบุคคล การวางแผนการเงินและบัญชี และยุทธศาสตร์องค์การ โดยมีสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้ประสานงานภูมิด้านทรัพยากร
โครงสร้างใหม่นี้ ไม่เคยมีมาก่อนในการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งผู้บริหารทั้ง 4 ท่านจะเป็นผู้ประสานงาน ที่ต้องร่วมกันดูแลเครือธนาคารกสิกรไทย และผลัดกันทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายองค์กร และเมื่อถึงเวลาที่พร้อม 1 ใน 4 ท่านนี้ก็จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนต่อไป
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายออกมาระบุว่าธนาคารกสิกรไทยและตระกูลล่ำซำมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนมีความไม่สบายใจอย่างยิ่ง เนื่องจากธนาคารเป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและไม่อิงการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง
"ผมใช้ความเพียรพยายามมาทั้งชีวิตการทำงานของผม เก็บเนื้อเก็บตัว ทั้งในมุมส่วนตัว และในมุมของธนาคาร ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ไม่ใช่ว่าไม่ร่วมงานกับภาครัฐเลย ผมไม่สบายใจที่ถูกนำไปโยงว่าเชียร์สีนั้นสีนี้ แม้ตระกูลของผมจะมีคุณอา (โพธิพงษ์ ล่ำซำ) และลูกพี่ลูกน้อง (นวลพรรณ ล่ำซำ) ที่เล่นการเมือง แต่นั่นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการใช้สิทธิ์ทางการเมือง แต่ไม่ได้เป็นการแสดงออกถึงตระกูลล่ำซำโดยรวมและธนาคารแต่อย่างใด ไม่ว่าใครจะมาบริหารประเทศนี้ก็ตาม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและธนาคารเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่ไม่มีการเลือกฝ่าย เลือกสีใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเราคือสถาบันการเงินที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง" นายบัณฑูรกล่าวย้ำ
ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ดร.ประสารได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ได้ทำงานที่เครือธนาคารกสิกรไทย นับเป็นความโชคดีของชีวิต ที่ได้พบกับเพื่อนร่วมงานที่ดี มีความสามารถสูง และมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ความจำเป็นที่ต้องลาออกไปจากธนาคารกสิกรไทย เพราะมีภาระงานที่ท้าทายและเป็นงานเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่สมัยเรียน และตรงกับเป้าหมายของชีวิต
“ผู้บริหารที่จะมารับงานต่อทั้ง 4 ท่าน ผมได้มีโอกาสร่วมงานมาโดยตลอด และมีความเชื่อมั่นว่าล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความสามารถสูง ซึ่งจะมาช่วยกันขับเคลื่อนธนาคารกสิกรไทยได้ดีกว่าตอนที่ผมยังอยู่ด้วยซ้ำ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์จากที่เคยมีเพียงเครื่องเดียว จากนี้จะมีถึง 4 เครื่องยนต์ ทำให้มีแรงขับดันได้มากกว่า 4 เท่าตัว ซึ่งจะเป็นความต่อเนื่องที่ทำให้เครือธนาคารกสิกรไทยเติบโตต่อไป”
และในฐานะที่กำลังจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริหารสถาบันการเงินไปสู่การเป็นผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินนั้น ดร.ประสารมองว่าความท้าทายร่วมของคนไทยทุกคน คือการจัดการกับความขัดแย้ง ในหลายๆมิติ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและมิติทางสังคม ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในมิติของสถาบันการเงินคือโอกาสการเข้าถึงสินค้าและบริการทางการเงินในราคาและคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งนี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้บริหารสถาบันการเงินและผู้กำกับดูแล ว่าจะมีหนทางที่จะร่วมกันจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร ไม่เฉพาะแต่เพียงการออกกฎหมายข้อบังคับเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจกลไกตลาดและดุลยพินิจการทำงานของภาคเอกชน จากนี้จึงต้องมีการสอดประสานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินเอกชนและหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดีต่อไป
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร M&W สิงหาคม 2553
| Posted on Tuesday, August 03, 2010 (Archive on Tuesday, August 10, 2010) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|