Wednesday, February 08, 2012
  Add Comment



ส่งข้อความ
  View Comments
Text Size :Small | Medium |Large


  Company Focus  



เมื่อ TBANK รวมกับ SCIB

Posted on Friday, July 16, 2010
ปิดดีลเรียบร้อย สำหรับการควบรวมกิจการระหว่างสถาบันการเงิน อย่างธนาคารธนชาต หรือ TBANK กับธนาคารนครหลวงไทย หรือ SCIB นับเป็นดีลที่มีผู้จับตามองมานานพอสมควร โดยเฉพาะผู้คนในแวดวงการเงินและธนาคาร ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เองก็ให้ความสนใจดีลนี้อยู่ไม่น้อย

นั่นเป็นเพราะเมื่อจบดีลครั้งนี้ นอกเหนือไปจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่น่าจะมีความคึกคักมากยิ่งขึ้นแล้ว ในแง่ของการดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ของธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) จากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยสมัครใจ ก็เชื่อว่าอยู่ในการเฝ้ามองของนักลงทุน และอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นในระหว่างการดำเนินการนี้ก็เป็นได้

การควบรวมกิจการเริ่มต้นเห็นภาพอย่างชัดเจน หลังจาก TBANK ซื้อหุ้น SCIB จากกองทุนฟื้นฟูฯ สัดส่วน 48% ตามมาด้วยการทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) หุ้น SCIB ที่เหลือทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นรายอื่นเป็นการทั่วไป ในราคาเสนอซื้อหุ้นละ 32.50 บาท ตั้งแต่ปลายเมษายน จนถึงต้นมิถุนายนที่ผ่านมา สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารนครหลวงไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารธนชาต ออกมาประกาศว่า ณ ปัจจุบัน TBANK ถือหุ้น SCIB เรียบร้อยแล้ว 99.24%

ด้วยมติที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารทั้งสองแห่ง เห็นสมควรให้ทำการเพิกถอนหลักทรัพย์SCIB ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ซึ่งภายหลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น SCIB อนุมัติให้ทำการเพิกถอนหุ้น รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ ได้อนุมัติคำขอการเพิกถอนหุ้นแล้ว TBANK จะทำการเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) ของ SCIB อีกครั้ง ในช่วงเดือนกันยายน -พฤศจิกายนนี้

สำหรับเหตุผลและข้อเท็จจริงของการขอเพิกถอนหุ้นสามัญ คือ SCIB มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นโดยมี TBANK เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีแผนที่จะรวมธุรกิจระหว่างสองธนาคาร และเมื่อการโอนกิจการเสร็จสิ้นแล้ว SCIB จะดำเนินการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการ และ TBANK จะดำเนินการคืนใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ของ SCIB ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป

ตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. เรื่อง หลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์ ในกรณีที่บุคคลใดได้มาหรือเป็นผู้ถือหุ้นจนถึงจุดที่ต้องทําคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ บุคคลดังกล่าวต้องทําคําเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Mandatory Tender Offer) ซึ่ง TBANK ได้ดําเนินการไปแล้วนั้น มีผลทำให้ SCIB ไม่สามารถดำรงคุณสมบัติการเป็นบริษัทจดทะเบียนในเรื่องการกระจายการถือหุ้นรายย่อย ซึ่งต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 150 ราย และผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 15% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว

ทั้งนี้ SCIB มีผลประกอบการและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะใช้ทุนหมุนเวียนภายในธนาคารและเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาการระดมเงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ หากธนาคารมีความจําเป็นต้องการระดมเงินทุนในอนาคต ธนาคารสามารถจัดหาจากแหล่งเงินทุนอื่นได้

เมื่อปิดดีลการควบรวมกิจการครั้งนี้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในทันที ต้องยกให้บมจ.ทุนธนชาต หรือ TCAP ในฐานะ Holding Company บริษัทแม่ของ TBANK นั่นคือ “การรวมกำไรตามสัดส่วนการถือหุ้น ใน SCIB” ซึ่งในเมื่อ TBANK มีสัดส่วนการถือหุ้น 99.24% ใน SCIB เป็นที่เรียบร้อยแล้ว TCAP จะสามารถควบรวมกำไรเกือบทั้งหมดของ SCIB ในงบการเงินในครึ่งหลังของปีนี้ได้ทันที

SCIB: การขอเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
ลำดับการขอเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ของธนาคาร มีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 29 ก.ค. 2553 ประชุมชี้แจงเพื่อเสนอแนะความเห็นในการขอเพิกถอนหุ้น SCIB
วันที่ 5 ส.ค. 2553 ประชุมผุ้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติเพิกถอนหุ้น SCIB จากตลาดฯ
วันที่ 2 ก.ย. - 5 พ.ย. 2553

ทำ Tender offer รอบสุดท้ายก่อนออกจากตลาดฯ ที่ราคาเดิมที่ 32.50 บาท

วันที่ 30 พ.ย. 2553 เพิกถอน SCIB จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดฯ


จากประเด็นนี้ นักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวงคาดการณ์ว่า TCAP ซึ่งถือสัดส่วนหุ้น 51% ใน TBANK จะรายงานกำไรราว 5,100 ล้านบาทในปีนี้ และ 6,000 ล้านบาทในปีหน้า สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มกำไรของ TCAP ยังคงแข็งแกร่ง

ยิ่งเมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับปัจจัยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มการขอสินเชื่อเช่าซื้อที่ฟื้นตัวตามสภาวะเศรษฐกิจในปีนี้, การเติบโตของรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เติบโตขึ้น รวมถึงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และมีฐานเงินทุนแข็งแกร่ง TCAP ยังจะได้ประโยชน์จากการขยายธุรกิจผ่านการต่อยอดเครือข่ายสาขาของ SCIB และยังได้รับฐานลูกค้าจาก SCIB สำหรับการ Cross selling เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ ยิ่งทำให้มองเห็นภาพอนาคตที่สดใสของ TCAP แจ่มชัดขึ้นมากทีเดียว

พ.ศ.  2484    ธนาคารนครหลวงไทย ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท โดยคณะบุคคลของรัฐบาลร่วมกับ สมาชิกในราชวงศ์ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ในระหว่างสงครามเอเชียบูรพา
พ.ศ.  2540

ฐานะการเงินของธนาคารก็ไปไม่รอด กลายมาเป็นธนาคารในกำกับดูแลของกองทุนฟื้นฟูฯ

พ.ศ.  2545 ทำการควบรวมกิจการกับธนาคารศรีนครในเดือนเมษายน
พ.ศ. 2546 ธนาคารนำหุ้นกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง ในเดือนธันวาคม
พ.ศ.  2552

กองทุนฟื้นฟูฯตัดสินใจขายหุ้น เพื่อนำเงินกลับคืนกระทรวงการคลัง ซึ่งกลุ่มทุนธนชาตได้เสนอแผนซื้อกิจการ และควบรวมเข้ากับธนาคารธนชาต

พ.ศ. 2553 ธนาคารธนชาตเข้าถือหุ้นธนาคารนครหลวงไทย ในสัดส่วน 99.24% ปิดตำนานธนาคารเก่าแก่กว่า 69 ปี ไว้เพียงเท่านี้


จากคอลัมน์ Corporate Strategy โดย สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร M&W กรกฎาคม 2553

Posted on Friday, July 16, 2010 (Archive on Friday, July 23, 2010)
Posted by host  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด




      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
pkaewpijit@gmail.com 
น่าเสียดาย กับ ตำนานของ ธนาคารนครหลวงไทย จัง ในอดีตเคยยิ่งใหญ่มาก นับว่าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้


  Rating: 5 [  10/2/2011 4:40:31 PM]
 Page:  of 1 



  Advertisement