ทริส และ ทริสเรทติ้ง เปิดตัวเอ็มดีใหม่ “ดร.สันติ กีระนันท์” ผู้ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีในฐานะอดีตเอ็มดี บมจ.ตลาดตราสารหนี้ และอดีตผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การปรับเปลี่ยนเก้าอี้ครั้งนี้แม้จะไม่ฉีกออกไปจากแนวทางเดิม แต่นับว่าท้าทายความสามารถอย่างมากเพราะเป็นการสานต่องานจากผู้บริหารเดิมซึ่งปั้นแบรนด์ “ทริส” ให้ติดตลาดและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
ทริส (TRIS) ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักในฐานะสถานบันประเมินผลและสถาบันจัดอันดับเครดิตไทย โดยธุรกิจที่ปรึกษาและประเมินผล จะอยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ทริส) ส่วนธุรกิจจัดอันดับเครดิตนั้น บริหารโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งในปีนี้ ดร.สันติ ที่เพิ่งเข้ามาเป็นบิ๊กบอสหมาดๆ ก็ประกาศความพร้อมที่จะบุกทั้ง 2 ธุรกิจพร้อมๆ กัน
โดยงานที่ปรึกษาและประเมินผลนั้น ทริสเตรียมบุกตลาดภาคเอกชนอย่างเข้มข้น โดยจะเน้นเพิ่มบทบาทในธุรกิจที่ปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยง การประเมินและจัดทำรายงานคุณภาพระบบตรวจสอบภายใน การวางระบบบริหารผลงาน ที่ปรึกษาด้านการกำกับดูแลกิจการ และ การประเมินแผนยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งทำการสำรวจแล้วว่าเป็นงานที่องค์กรภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่ม B+ ลงมามีความต้องการสูง
“ที่ผ่านมาธุรกิจที่ปรึกษาและประเมินผลมีลูกค้าส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ องค์การมหาชนและกองทุนหมุนเวียน แต่ก็พบว่ามีดีมานด์จากภาคเอกชนเป็นจำนวนมากเพราะเป็นบริการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศ นอกจากทริสจะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มักมีปัญหาเรื่องเงินทุนด้านนี้แล้ว การที่ทริสเป็นบริษัทของคนไทยและบริหารโดยฝีมือคนไทยยังทำให้ได้บริการที่เหมาะสมและตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจของคนไทยมากกว่าด้วย” ดร.สันติ กล่าว
ด้านงานจัดอันดับเครดิต ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันดีของภาคเอกชน ดร.สันติกล่าวว่าการที่ทริสเรทติ้งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้าน Credit Rating Agency: CRA แห่งแรกของไทย ทำให้ปัจจุบันบริษัทได้ให้บริการจัดอันดับเครดิตบริษัทไทยแล้วกว่า 280 ราย ครอบคลุมในแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน สื่อสารโทรคมนาคม ก่อสร้าง ขนส่ง การเกษตร อาหาร เครื่องดื่ม และกลุ่มสถาบันการเงิน รวมถึงบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 82 รายเป็นองค์กรที่มีการประกาศผลต่อสาธารณะ ดังนั้นผลงานที่ผ่านมาทำให้บริษัทเป็นที่ยอมรับด้านมาตรฐานที่เป็นสากล
จากจุดดังกล่าว เป้าหมายต่อไปของทริสเรทติ้งจึงมุ่งสู่การโกอินเตอร์ในระดับภูมิภาค เน้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประเดิมเวที ทั้งเวียดนาม และ ลาว ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการเร่งรัดพัฒนาตลาดทุนควบคู่กับพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตกลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของตลาดทุนเกิดใหม่เหล่านี้ สำหรับบริการเครดิตเรทติ้งในประเทศ ปัจจุบันทริสเรทติ้งได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เป็นสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (ECAI) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 ผลที่สำคัญคือทำให้ธนาคารต่างๆ สามารถใช้อันดับเครดิตของทริสเรทติ้งไปใช้ในการคำนวณน้ำหนักความเสี่ยงตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินขั้นต่ำตาม BASEL II ได้
“ผมมองว่าทริสเรทติ้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักลงทุนจะสามารถนำความเห็นของทริสเรทติ้ง ซึ่งจะออกมาในรูปของอันดับเครดิตที่ประกาศให้กับบริษัทต่างๆ ไปประกอบการตัดสินใจลงทุนซื้อตราสารหนี้ หรือ การปล่อยกู้ให้แก่บริษัทนั้นๆ โดยบทบาทของทริสเรทติ้งจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากการเกิดขึ้นของการระดมทุนใหม่ๆ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) หรือ ตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการใช้อันดับเรทติ้งที่เพิ่มขึ้น” ดร.สันติ กล่าว
สำหรับผลประกอบการของกลุ่มทริสในปี 2552 พบว่าบริษัทมีรายได้ลดลงเล็กน้อยตามสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงานจัดอันดับเรทติ้ง แต่ยังมีรายได้เสริมจากบริษัทที่หันมาออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยังมีกำไรที่ระดับ 57.6 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ราว 67 % มาจากทริส คอร์ปฯ และที่เหลือ 33 % มาจากทริสเรทติ้ง ซึ่งใน 1 – 2 ปีข้างหน้า ดร.สันติประเมินว่าสัดส่วนรายได้จะเปลี่ยนแปลงไปหลังบริษัทหันไปจับลูกค้าแถบอินโดไชน่าซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงาน Credit Rating Agency ซึ่งจะทำให้รายได้จากงาน CRA เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าสนใจ
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย จิราพร เพ็งจันทร์ นิตยสาร M&W เมษายน 2553