|
|
Thursday, February 23, 2012
|
|
|
ก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้าย ของ Lehman Brothers
Posted on Thursday, October 09, 2008 |
ผลขาดทุนมหาศาล ราคาหุ้นที่ดิ่งลงเหวและภาพของพนักงานที่เดินคอตกอุ้มกล่องใส่ของออกจากตึก ถือเป็นการปิดฉากอย่างขมขื่นกับประวัติศาสตร์ 158 ปี ของ “อดีต” สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างเลห์แมน บราเธอร์ส ที่มีส่วนร่วมในวิกฤติสถาบันการเงินจากผลกระทบของของวิกฤติสินเชื่อ Sub-prime ในครั้งนี้ นักการเงินทั่วโลกต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นวิกฤติการณ์การเงินที่ร้ายแรงกว่าครั้งใด ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
เกิดอะไรขึ้นกับเลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกา รองจาก โกลด์แมน แซค, มอร์แกน สแตนเลย์ และเมอร์ริล ลินช์ ที่พัฒนาตัวเองจากผู้ค้าในตลาดสินค้าเกษตร สู่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ก่อนที่จะสร้างประวัติศาสตร์ในทางลบด้วยการเป็นกรณีการล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาของบริษัทในสหรัฐฯ รวมทั้งเลห์แมน บราเธอร์สมีความพยายามในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะพบกับความพ่ายแพ้อย่างไร
Lehman Brothers คือใคร
เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง เป็นวาณิชธนกิจเก่าแก่ของสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนานถึง 158 ปีก่อนหน้าการล้มละลาย เลห์แมน บราเธอร์ส เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของนิวยอร์ค ทำธุรกิจด้านการเงินอย่างหลากหลายครบวงจร เช่น วาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ นายหน้าซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลรายใหญ่ บริษัทจัดการลงทุน (ที่ลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก รวมทั้งในไทย) เป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ นั่นคือ American Express และการให้บริการทางการเงินอื่นๆ
เลห์แมน บราเธอร์ส มีสินทรัพย์ ณ สิ้นปี 2007 มูลค่า 691,063 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค และสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่ลอนดอนและโตเกียว มีพนักงานทั่วโลกจำนวนประมาณ 26,200 คน ทั้งนี้ มีบริษัทในเครือหลายแห่ง ได้แก่ Lehman Brothers Inc., Neuberger Berman Inc., Aurora Loan Services, Inc., SIB Mortgage Corporation, Lehman Brothers Bank, FSB, และ Crossroads Group
จากพ่อค้าฝ้ายสู่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่
ในยุคต้น เลห์แมน บราเธอร์ส เริ่มทำธุรกิจจากการค้าฝ้ายและสินค้าเกษตร ใน Montgomery และ Alabama ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อของบริษัทก็แปลตรงตัวจากการก่อตั้งโดยพี่น้องจากตระกูลเลห์แมน คือ Henry, Emanuel และ Mayer Lehman
ธุรกิจของเลห์แมน บราเธอร์ส เริ่มแตกแขนงออกจากภาคการเกษตร ภายหลังสงครามกลางเมืองหรือ Civil War ในสหรัฐ โดยเลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยพอสมควรในช่วงนั้น ได้ออกเงินกู้เพื่อฟื้นฟูรัฐอลาบามา ไปจนถึงการออก Railroad Bond ทำให้เลห์แมน บราเธอร์ส เข้าสู่ธุรกิจการเงินมากขึ้น
บทบาทของเลห์แมน บราเธอร์สในการเป็นวาณิชธนกิจ เริ่มต้นในปี 1889 เมื่อบริษัททำการ Underwrites หุ้นตัวแรก นั่นก็คือบริษัท International Steam Pump Co. หลังจากนั้น เลห์แมน บราเธอร์ส ก็ขยายขนาดและเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ
หลังจากปี 1969 ผู้บริหารเปลี่ยนเป็นคนนอกตระกูลเลห์แมนและบริหารงานแบบธุรกิจเต็มตัว ผลดำเนินงานของบริษัทก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด จนก้าวขึ้นเป็นวาณิชธนกิจอันดับ 4 ในเวลานั้น รองจากซาโลมอน บราเธอร์ส, โกลด์แมน แซค และเฟิร์ส บอสตัน แต่กระนั้น กระบวนการทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ก็สร้างการแข่งขันเป็นอย่างมากในระบบสถาบันการเงิน จนสุดท้าย CEO ของเลห์แมน บราเธอร์ส ในเวลานั้น คือ Pete Peterson ต้องเสนอให้ขายกิจการให้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อื่นๆ เพื่อความแข็งแกร่งของธุรกิจและพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กร ซึ่งสุดท้าย American Express ก็ซื้อไปด้วยสนนราคา 360 ล้านเหรียญ ทำให้เกิดองค์กรใหม่ภายใต้ชื่อ Shearson Lehman/American Express
ในปี 1994 American Express มีแนวคิดจัดระเบียบธุรกิจของตนเองให้ชัดเจน จึงแยกธุรกิจธนาคาร ธุรกิจโบรกเกอร์ ธุรกิจบริษัทจัดการลงทุน และธุรกิจวาณิชธนกิจ ออกจากกัน ในเวลานั้น เลห์แมน บราเธอร์ส จึงได้แยกตัวออกมาอีกครั้ง ในชื่อ Lehman Brothers Holdings, Inc. ซึ่งธุรกิจก็ถือว่าไปได้สวยไม่น้อย
อย่างไรก็ดี เลห์แมน บราเธอร์ส ก็มิได้พานพบแต่เรื่องสวยหรู ทว่าได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤติผ่านโอกาสต่างๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในทศวรรษ 1920 – 1930, การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจากการบริหารโดยครอบครัว มาเป็นองค์กรมหาชน, การลงทุนผิดพลาดจากการเก็งกำไรอัตราดอกเบี้ยในปี 1973, การประสบภาวะแข่งขัน จนต้องควบกิจการตามกระแสของตลาดโลก, วิกฤติหนี้ในปี 1998 จนถึงครั้งก่อนหน้านี้ คือ การก่อการร้าย 9/11 ในปี 2001 ซึ่งเลห์แมน บราเธอร์สมีสำนักงานอยู่ถึง 3 ชั้นบนอาคารเวิลด์เทรด
จากเหตุการณ์ทั้งหมดพวกเขาก็ยังคงเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง สวยงามบ้าง ทุลักทุเลบ้าง แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้ กับวิกฤติ Sub-prime ซึ่งถือเป็นการปิดฉากของเลห์แมน บราเธอร์สอย่างสมบูรณ์
Sub-prime กับเลห์แมน บราเธอร์ส
เลห์แมน บราเธอร์ส มีบริษัทลูกมากมาย เพื่อดำเนินธุรกิจในสาขาต่างๆ กัน ซึ่งในวิกฤติ Sub-prime ปี 2007 บริษัทลูกของเลห์แมน บราเธอร์ส ที่มีชื่อว่า BNC Mortgage ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีปัญหาด้านเครดิต (Sub-prime lending) ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะบ้านและที่ดิน เกิดปัญหาหนี้เสียครั้งมโหฬาร และต้องปิดตัวลงในเดือนสิงหาคม ปี 2007 โดยการปิดตัวนี้ทำให้พนักงานตกงาน 1,200 คนใน 23 สาขา บริษัทขาดทุนถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้มูลค่าของชื่อเสียงของบริษัท (Goodwill) เสียหายคิดเป็นมูลค่าถึง 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความเสียหายดังกล่าว อาจฟังดูไม่มากนัก แต่วิกฤติ Sub-prime ยังคงลุกลามต่อเนื่องไปจนถึงบริษัทแม่ เนื่องจากตัวเลห์แมน บราเธอร์สเอง ก็มีสินทรัพย์ที่อ้างอิงจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ทั้ง Sub-prime และ Alt-A) เป็นจำนวนมาก ซึ่งเกิดคำถามขึ้นมากมายว่า “ทำไม เลห์แมน บราเธอร์ส ถึงไม่ตัดขาดทุน หนี้เน่าเหล่านี้ไปเสียในช่วงที่ยังทำได้ก่อนหน้านี้”
คำตอบ ยังไม่ชัดเจนว่าเพราะเลห์แมน กลัวขาดทุน ขายสินทรัพย์เหล่านั้นไม่ออก หรือมั่นใจว่าจะสามารถดูแลผลเสียหายนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดี สินทรัพย์เสี่ยงที่เก็บไว้เหล่านี้ ก็กลายเป็นงูพิษที่แว้งกัดจนเลห์แมนเสียชีวิตในที่สุด
ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ กลุ่มบริษัทเลห์แมนบราเธอร์สมียอดขาดทุนถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ และทำให้บริษัทต้องยอมขายสินทรัพย์ออกไปถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ภายในเวลาครึ่งปีแรกของปีนี้ หุ้นของบริษัทมีมูลค่าลดลงถึง 73% และมีแนวโน้มจะลดลงต่อไปเรื่อยๆ
จนในวันที่ 10 กันยายน หรือ 5 วันก่อนถึงวาระสุดท้าย บริษัทประกาศการขาดทุนเพิ่มอีก 3.9 พันล้านดอลลาร์ และทำให้หุ้นของบริษัทดิ่งลงอีก 40% และทางรอดเดียวของเลห์แมน บราเธอร์ส คือ การขายกิจการให้กลุ่มทุนใดๆ เพื่อประคับประคองสถานะทางการเงินของบริษัทเอาไว้
ซึ่งจากปัญหาการขาดทุนอย่างหนักของบริษัท ทำให้ Richard Fuld - CEO ของเลห์แมน บราเธอร์ส ใช้ความพยายามในการหาลู่ทางที่จะขายธุรกิจโบรกเกอร์-ดีลเลอร์ และเจรจากับสถาบันการเงินรายใหญ่เพื่อขายธุรกิจด้านการจัดการสินทรัพย์
Korea Development Bank เป็นชื่อต้นๆ ที่อยู่ในข่ายการเข้าซื้อกิจการเลห์แมน บราเธอร์ส ข่าวนี้ ทำให้ราคาหุ้นของเลห์แมน บราเธอร์ส ที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ดีดกลับขึ้นมา แต่การเจรจาไม่ประสบผล เมื่อวันที่ 9 กันยายน 6 วันก่อนเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลาย ธนาคารเพื่อการพัฒนาเกาหลี ประกาศออกมาว่าขอหยุดการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการของเลห์แมน บราเธอร์ส ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงไปอีกจนฉุดให้ดัชนีดาวโจนส์ ร่วงลงไปในวันนั้นถึง 300 จุด
ข่าวร้ายอีกข่าวหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะยิ่งซ้ำเติมเลห์แมน บราเธอร์ส นั่นก็คือ การนิ่งดูดายของรัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยนายเฮนรี พอลสัน รมว.คลังสหรัฐ ที่เพิ่งประกาศแผนเข้าอุ้มกิจการแฟนนี เม และเฟรดดี แมค เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ประกาศว่าไม่คิดที่จะนำงบประมาณของรัฐบาลมากู้วิกฤตของเลห์แมน บราเธอร์สอีก
ความพยายามครั้งสุดท้าย ของเลห์แมน บราเธอร์ส ก็คือการหาคนมาซื้อกิจการให้ได้ ข่าวใหญ่ในเวลานั้น ก็คือ ธนาคารบาร์เคลย์ส ของอังกฤษ และแบงก์ออฟอเมริกาจะเข้าไปรับซื้อกิจการของเลห์แมน บราเธอร์ส
บาร์เคลย์ส ถือเป็นตัวเต็งที่จะเข้าไปซื้อกิจการในเวลานั้น แต่ท้ายสุดการเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการก็ไม่บรรลุผลและบาร์เคลย์สได้ถอนตัวออกไปเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยบาร์เคลย์สให้เหตุผลว่าไม่ได้รับการรับประกันจากรัฐบาลสหรัฐและสถาบันการเงินรายอื่นๆ ในตลาดวอลล์สตรีท ในการปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากการขาดทุนในสินทรัพย์ของเลห์แมน บราเธอร์ส
ขณะเดียวกันแบงก์ออฟอเมริกาได้ถอนตัวออกจากการเจรจาเป็นรายถัดมา ณ เวลานั้น ทางออกทุกทางของเลห์แมน บราเธอร์ส ดูจะมืดมนไปหมด พนักงานส่วนใหญ่ รับรู้ชะตากรรมแล้วว่าบริษัทจะไปไม่รอด แต่อาจจะมีไม่กี่คนนัก ที่ทราบว่า ณ วินาที ที่ทั้งบาร์เคลย์สและแบงค์ออฟอเมริกา ถอนตัวออกไปจากดีล ชีวิตของอดีตยักษ์ใหญ่อย่างเลห์แมน บราเธอร์ส ที่ยืนยงมากว่า 158 ปี จะเหลือไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนวาระสุดท้ายเท่านั้น
วันที่ 14 กันยายน เป็นวันอาทิตย์ แต่ตลาดอนุพันธ์ในสหรัฐฯ กลับเปิดทำการเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตลาดสามารถรองรับข่าวสาร ข้อมูล และปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงให้ได้ ก่อนที่เลห์แมน บราเธอร์สจะประกาศล้มละลายในวันรุ่งขึ้น
ตำนานของเลห์แมน บราเธอร์ส จบสิ้นลงในอีก 1 วันถัดมา เมื่อพวกเขาประกาศยอมรับว่ากิจการล้มละลายในวันที่ 15 กันยายน และยื่นเรื่องขอพิทักษ์ทรัพย์สินภายใต้มาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายของสหรัฐ
เลห์แมน บราเธอร์ส มีหนี้สินทั้งหมด 613 พันล้านเหรียญ และมีทรัพย์สิน 639 พันล้านเหรียญ ในวันนี้วันเดียวราคาหุ้นของเลห์แมนลดลงถึง 90 % ฉุดให้ดัชนีดาวโจนส์ ร่วงลงไปถึง 504 จุดหรือ 4.4 % สร้างสถิติใหม่ของการลดลงของดัชนีมากที่สุดในวันเดียว นับจากเหตุการณ์ 9/11
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ว่ากันว่า เลห์แมน บราเธอร์ส ทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ของสถาบันการเงินทั่วโลก ลดลงไปถึงสามแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
การล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ในครั้งนี้ หากสืบสาวกลับไป พบว่ากลายมาเป็นการล้มละลายของสถาบันการเงินครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา แทนที่การล้มละลายของ Drexel Burnham Lambert เจ้าของสถิติเดิมที่สร้างไว้เมื่อ 18 ปีก่อน
เจาะลึกสาเหตุการล่มสลาย ผ่านวาทกรรมของ CEO เลห์แมนบราเธอร์ส
ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ก็คือในปีที่ผ่านมา วาณิชธนกิจอันดับ 4 อย่างเลห์แมน บราเธอร์ส กลับเป็นวาณิชธนกิจที่ Underwrite ตราสารประเภท Mortgage-backed มากที่สุด โดยคิดเป็นวงเงินถึง 85 พันล้านเหรียญ มากกว่า Morgan Stanley ถึง 44 % และมากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ที่มีอยู่ 22.5 พันล้านเหรียญถึงเกือบ 4 เท่า
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ จึงลงความเห็นว่า เลห์แมน บราเธอร์ส พยายามจะขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วเกินไปเพื่อขึ้นไปเทียบชั้นกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่า ซึ่งในปี 2006 อาจจะทำได้ เพราะธุรกิจยังคงดีอยู่ แต่ไม่ใช่กับปี 2007
จินตนาการถึงภาพยนตร์ ในเกมรัสเซียนรูเลตต์ หากมีกระสุนบรรจุในปืนลูกโม่ 3 นัด ถือเป็นอัตราที่ก่อให้เกิดความลังเลต่อการตัดสินใจ ว่าจะเล่นหรือไม่ เพราะโอกาสเป็นตายเท่ากัน แต่ในวิกฤติ Sub-prime สถานการณ์ เหมือนกับการเล่นรัสเซียนรูเลตต์ ที่มีกระสุนบรรจุอยู่แล้ว 5 นัดในรังเพลิง แต่ทำไมเลห์แมน บราเธอร์ส จึงยังยอมเสี่ยง คำถามนี้ น่าสนใจมาก
คำตอบทั้งหมด อยู่ที่ความคิดของ Richard Fuld - CEO ของเลห์แมน บราเธอร์ส ซึ่งทำงานอยู่ที่นี่มาแล้ว 39 ปี โดยอยู่ในตำแหน่ง CEO ถึง 15 ปี ถือเป็น CEO ที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในตลาดวอลสตรีท นาทีนี้ ทุกคนย่อมอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จึงทำให้ประวัติศาสตร์กว่า 158 ปี ต้องมาจบลงในยุคของเขา
Fuld เคยให้สัมภาษณ์ก่อนที่เลห์แมน บราเธอร์สล้มละลายว่า “ตนเองเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อครั้งเกิดวิกฤติหนี้ของรัสเซีย เมื่อปี 1998 ในเวลานั้น หุ้นของเลห์แมนลดลงไปถึง 63% ในระยะเวลา 4 เดือน และ 70% ในเวลา 6 เดือน แต่เขาไม่เคยหนี”
ในเวลานั้น เลห์แมน บราเธอร์สต่อสู้ด้วยการเพิ่มทุน 14 พันล้านเหรียญ ขายสินทรัพย์ออกไปถึง 147 พันล้านเหรียญ หันมาเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสด หรือแม้กระทั่งลดอันดับความน่าเชื่อถือของตนเองเพื่อให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพคล่องและสร้างเกราะคุ้มกัน ไม่ให้เลห์แมนล้มละลายในตอนนั้น ซึ่งมาตรการทั้งหมดใช้ได้ผล และเอาตัวรอดมาได้
อย่างไรก็ดี การเอาตัวรอดมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความจะสามารถเอาตัวรอดมาได้ในครั้งต่อไป David Hendler นักวิเคราะห์ด้านสินเชื่อของ CreditSight บอกว่า “บรรดาโบรกเกอร์และวาณิชธนกิจ ต่างเข้ามาแสวงหากำไรกันมากมายในช่วงตลาดอสังหาฯเป็นขาขึ้น แต่สถาบันการเงินเหล่านี้ ไม่แข็งแกร่งพอจะรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากไม่ได้มีเงินฝากมาช่วยพยุงเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินเหมือนอย่างธนาคาร”
นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไม Citibank ที่ขาดทุนจากสินทรัพย์ในสินเชื่อด้อยคุณภาพมากมายมหาศาลเช่นกันจึงอยู่รอดมาได้ ดังนั้น การตัดสินใจของ Fuld จึงอยู่กึ่งกลางระหว่างความกล้าหาญและบ้าบิ่นอย่างที่สุด
พิจารณาผิวเผิน คนเรามักตำหนิ CEO ของบริษัทที่กิจการไปไม่รอด แต่หากมองอย่างยุติธรรม Fuld ก็ดำเนินการสร้างรากฐานมาเป็นระยะเวลานานกว่าทศวรรษ เพื่อสร้างเลห์แมนให้แข็งแกร่งเช่นกัน
จุดหนึ่งที่สำคัญที่สุด คือ การกระจายความเสี่ยงในธุรกิจของเลห์แมน บราเธอร์สให้กระจายไปยังธุรกิจหลักอย่างเข้มแข็ง อย่างธุรกิจโบรกเกอร์ค้าหุ้น ก็สร้างรายได้ถึง 1 ใน 3 ของรายรับของบริษัท บทบาทการเป็นที่ปรึกษาด้านการควบรวมกิจการ ก็อยู่ใน 5 อันดับแรกของสถาบันการเงินในสหรัฐ การเป็นนักวิเคราะห์ ก็ได้รับการยอมรับในระดับท็อป ส่วนวาณิชธนกิจ ก็อย่างที่ทราบกันว่าอยู่ลำดับ 4 ดังนั้น เลห์แมน บราเธอร์สมีโครงสร้างบริษัทที่แข็งแกร่งพอสมควร
Fuld เริ่มงานกับเลห์แมน บราเธอร์ส ในฐานะ Trader ตั้งแต่อายุ 23 ปี ด้วยอาชีพนี้ ทำให้คนมองว่า Fuld เป็นคนที่ชอบความท้าทาย ชอบการแข่งขันเป็นพิเศษ ซึ่งนี่ก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสนับสนุนว่าทำไม Fuld จึงเลือกที่จะสู้หมดหน้าตักในสถานการณ์ที่เหลื่อมกันระหว่างวิกฤติกับโอกาส
น่าเสียดาย ที่เกมนี้ เขาเลือกผิด ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งหายนะ เมื่อราคาบ้านร่วงลงอย่างรุนแรงอีกครั้ง เมื่อเกิดปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก ซึ่ง Fuld ก็ยังคงมั่นใจและชี้แจงกับผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 เมษายนว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานี้ เรายังคงมองว่ามันเป็นความท้าทาย”
แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น Fuld ที่เลือกจะลุยในขณะที่คนอื่นถอย ทำให้เลห์แมน บราเธอร์ส ขาดทุนมหาศาล แม้กระทั่งจนสุดท้ายเขาจะไม่มีทางเลือกจนต้องพยายามหาคนมาซื้อกิจการ ซึ่งก็ล้มเหลวอีก
และที่เลวร้ายที่สุด ยังมีสื่อจำนวนมาก ออกมาแฉว่าเป็นเพราะเลห์แมน บราเธอร์สมี CEO ชื่อ Fuld จึงไม่มีใครสนใจจะซื้อกิจการ ซึ่งหากพิจารณาอย่างเป็นกลางแล้ว ในโลกธุรกิจบางครั้งก็โหดร้าย เพราะคนที่กล้าหาญ เป็นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้ายได้ในแต่ละสถานการณ์
บทเรียนจากเลห์แมน บราเธอร์สในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นอุทาหรณ์คอยเตือนเหล่าสถาบันการเงินให้รอบคอบกับการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารทั่วโลก ให้หันมาศึกษาและตระหนักถึงการสลับสับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย เพราะเหตุการณ์คล้ายกัน ในเวลาที่ต่างกันก็อาจจะต้องใช้รูปแบบการรับมือที่แตกต่างกันไป
*ข้อมูลบางส่วนจาก นิตยสาร Bloomberg ฉบับเดือนกันยายน 2008
จากคอลัมน์ Beyond Boundary (2) โดย เฉลิมพร ตันติกาญจนากุล นิตยสาร M&W ฉบับเดือนตุลาคม 2551 | Posted on Thursday, October 09, 2008 (Archive on Thursday, October 16, 2008) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|
|
|