นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ไทยรับเบอร์ ลาเท็คซ์คอร์ปอเรชั่น (TRUBB) กล่าวผ่านรายการ Stock in Focus ว่า TRUBB เป็นผู้ผลิตน้ำยางข้นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีโรงงานที่ภาคตะวันออก 4 แห่ง คือ ในระยอง 2 แห่ง จันทบุรีและชลบุรีอีกจังหวัดละ 1 แห่ง ส่วนภาคใต้มีโรงงาน 4 แห่ง คือ ในชุมพร สุราษฎร์ธานี พังงา และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดละ 1 แห่ง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 1 แห่งที่จังหวัดหนองคายและ TRUBB ยังว่าจ้างให้โรงงานผลิตน้ำยางข้นอีก 3 แห่ง คือ ในหาดใหญ่ 2 แห่ง และ ตรังอีก 1 แห่ง ส่งน้ำยางข้นที่ผลิตได้ให้กับ TRUBB ทั้งหมดด้วย
นอกจากนี้ TRUBB ยังผลิตสินค้าปลายน้ำอีกด้วย เช่น ถุงมือยาง เส้นด้ายยางยืด (Elastic) และที่นอนฟองน้ำ ขณะเดียวกัน TRUBB ยังเริ่มธุรกิจต้นน้ำ คือ การทำสวนยาง โดยปัจจุบันมีสวนยางในภาคตะวันออก 7,000 ไร่ ซึ่งกรีดยางออกได้แล้ว 3,000 ไร่ และในภาคเหนืออีก 12,000 ไร่ ที่เพิ่งปลูกเพียง 3 ปี จึงยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้
ปัจจุบัน TRUBB มีรายได้จากธุรกิจผลิตน้ำยางข้น ซึ่งถือเป็นธุรกิจกลางน้ำ เป็นสัดส่วน 88% จากยอดขายรวม 8 พันล้านบาท ส่วนธุรกิจปลายน้ำสร้างรายได้ 10% ขณะที่ธุรกิจต้นน้ำที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ สร้างรายได้เพียง 2% โดย TRUBB มีรายได้จากการจำหน่ายในประเทศ 60% และส่งออกประมาณ 40%
นายวรเทพกล่าวว่า TRUBB จะดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในบางธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น บริษัทที่ดำเนินการด้านปลูกยาง คือ บริษัท ไทยรับเบอร์ ซิตี้ ที่ TRUBB ถือหุ้น 100% ส่วนบริษัทย่อยที่ผลิตถุงมือและเส้นด้ายยางยืด TRUBB ถือหุ้นกว่า 90% ส่วนบริษัทที่ดำเนินการผลิตน้ำยางข้น TRUBB ก็ถือหุ้น 100% เช่นกัน
นายวรเทพกล่าวว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การผลิตยางสังเคราะห์ลดลงได้ในอนาคต ขณะที่ความต้องการใช้ยางของตลาดโลกก็เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2% จึงเชื่อว่าจะมีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นแทน สำหรับปัญหาพื้นที่ปลูกยางที่มีจำกัด ยังส่งผลให้ราคายางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ปรับลดลงเลยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ TRUBB มาทำธุรกิจต้นน้ำ โดยมีเป้าหมายที่จะปลูกให้ได้ 50,000 ไร่ในอนาคต
นอกจากนี้ TRUBB ได้ไปร่วมทุนสร้างโรงงานน้ำยางข้นในเกาะไหหลำกับบริษัท ไซโน เคม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนถือหุ้นใหญ่และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ด้วย โดยเชื่อมั่นในศักยภาพของไซโนฯ ที่มีระบบสาธารณูปโภคที่เพียงพอ และเกาะไหหลำที่สามารถผลิตและส่งออกน้ำยางได้สูงมาก ซึ่งโรงงานใหม่นี้จะเน้นผลิตน้ำยางข้นที่มีคุณภาพสูงเพื่อนำไปผลิตถุงยางอนามัยและจำหน่ายในประเทศจีน ซึ่งการที่ผู้ผลิตน้ำยางข้นของจีนผลิตได้คุณภาพไม่ดีนัก ก็เชื่อว่าเป็นเป็นโอกาสของ TRUBB ด้วย โดยโครงการนี้จะเริ่มก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2551 และจะเริ่มผลิตได้จริงในเดือนเมษายน 2552 มีกำลังการผลิต 3 หมื่นตันต่อปี ซึ่ง TRUBB จะถือหุ้นในสัดส่วน 35% และจีนถือ 65% ทุนจดทะเบียน 60 ล้านหยวนหรือ 300 ล้านบาท
นายวรเทพเปิดเผย ว่า ในขณะนี้ TRUBB ได้วางแผนลดขนาดของโรงงานที่มีอยู่ลง แต่จะกระจายโรงงานให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นแทน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบ การใช้เครื่องจักร ซึ่งจะสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่าโรงงานขนาดใหญ่ โดยเชื่อว่าจะดำเนินการตามแผนนี้ได้เสร็จภายใน 3 ปี
ส่วนแผนระยะกลางถึงระยะยาวนั้น TRUBB ได้วางแผนว่าจะเน้นธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำแทนธุรกิจปลายน้ำที่ไม่มีความถนัด เพราะเชื่อว่า การที่ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น จึงมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ในการปลูกยางพารา ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทได้ในระยะยาว
นายวรเทพกล่าวว่า ที่ผ่านมา TRUBB ได้ขยายพื้นที่การปลูกยางในภาคเหนือค่อนข้างมาก ทำให้ถูกมองจากภายนอกว่ามีการบุกรุกป่าสงวน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว บริษัทมีแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงรายนั้น เกิดจากนายหน้าที่ดินรายย่อยได้นำพื้นที่สปก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ของปี 2537 มานำเสนอให้กับนายหน้าที่ดินที่ TRUBB ว่าจ้างให้ไปหาที่ดินโดยตรง แต่ TRUBB ยังไม่ได้ชำระเงินค่าที่ดินผืนนี้ และยังไม่ได้มีการเข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งในขณะนี้ที่ดินดังกล่าวก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นป่าสงวนหรือไม่
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า เป็นผู้มีอิทธิพลหรือเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ก็เกิดจากการที่ทนายความ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของ TRUBB ในกรณีปัญหาที่ดินที่เชียงราย เป็น 1 ในทีมงานทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงทำให้เสี่ยงต่อการถูกเข้าใจผิดได้
TRUBB มีนโยบายปันผลที่ 60% ของกำไรสุทธิ แต่เนื่องจากบริษัทได้ประเมินสินทรัพย์ใหม่ตามมาตรฐานทางบัญชีฉบับที่ 32 ปี 2542 ซึ่งพบว่าสินทรัพย์บางส่วนมีมูลค่าลดลง โดยจะต้องนำไปหักกับงบกำไรขาดทุน ทำให้กำไรงวดปี 2550 เหลือเพียง 5 ล้านบาท จึงไม่สามารถจ่ายปันผลได้ แต่สำหรับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 500 ล้านบาท บริษัทก็จะนำไปบันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งจะทำให้มูลค่าทางบัญชี (Book Value) เพิ่มขึ้นจาก 21 บาท เป็น 40 บาท ซึ่งถือเป็นผลดีต่อนักลงทุนไม่ต่างจากการจ่ายปันผล
ส่วนผลประกอบการปี 2551 นี้ TRUBB เชื่อว่า จะมียอดขายมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25% จากปี 2550 และจะทำให้สามารถจ่ายปันผลของงวดปี 2551 ให้กับนักลงทุนได้
ติดตามรายการ Stock in Focus ได้ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
ช่องทางการรับชม Money Channel: True Visions ช่อง 80, จานดาวเทียม Samart DTH ช่อง 08 และเคเบิลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ ช่อง 30