นายก่อเกียรติ วงศ์อารี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการธนาคาร ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวผ่านรายการ Smart Money ว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เริ่มเปิดดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ให้บริการทำธุรกรรมทางการเงินแก่บุคคลทั่วไป โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะชาวมุสลิม ซึ่งบริการทางการเงินจะใช้หลักการที่สอดคล้องตามหลักชะรีอะฮ์ของศาสนาอิสลาม กล่าวคือ จะต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
ปัจจุบันธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ฝากเงิน 70% เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอื่น และอีก 30% เป็นชาวมุสลิม ซึ่งจากการที่ผู้นับถือศาสนาอื่นให้ความสนใจฝากเงินกับธนาคารมากขึ้น เชื่อว่าเกิดจากการให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม โดยตามหลักชะรีอะฮ์นั้น จะอนุญาตให้มีการค้าขายที่บวกผลกำไรจากต้นทุนสินค้า และจะต้องนำกำไรไปแบ่งปันให้กับผู้ที่มาฝากเงิน ซึ่งจะเรียกว่าเป็น “ผลตอบแทน” โดยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จะแจ้งให้กับผู้ฝากเงินได้รับทราบว่าจะได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วนที่ธนาคารกำหนดไว้ และผลตอบแทนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธนาคาร
นายก่อเกียรติกล่าวด้วยว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจะเน้นปลูกฝังแนวคิดการออมให้กับเยาวชนตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อลดภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดวินัยการออม โดยจะเน้นลูกค้ารายย่อยที่เป็นสถาบันครอบครัว สำหรับผลิตภัณฑ์ของธนาคารไทยระยะนี้ มีดังนี้
- บัญชีเงินฝากผู้สูงอายุ เป็นบริการที่ให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและไปลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลเดือนละ 500 บาท มาฝากเงินผ่านธนาคาร ซึ่งผู้สูงอายุจะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ถือเป็นทางเลือกให้กับผู้สูงอายุในการฝากเงิน
- บัญชีเงินฝากประจำ “จากวันแม่ถึงวันพ่อ” เป็นบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจ่ายผลตอบแทนทุกเดือนตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันไว้และทบต้นไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามบริการและผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้ที่ โทรฯ 0-2650-6999 ต่อ 1184 , 1185 และ 1187 หรือ www.ibank.co.th
ติดตาม Smart Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 15.00 น. และ 18.30 น. ทาง Money Channel