ช่วงที่ 1 MFC เดินหน้าออกกองทุนเพิ่มอีก 4 กองทุน
ดร.ศุภกร สุนทรกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวผ่านรายการ Smart Money ว่า ก่อนหน้านี้ บลจ. เอ็มเอฟซี ได้นำเสนอกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มาแล้ว 2 กอง โดยกองแรกมีนโยบายการลงทุนในหุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่มีอัตราผลตอบแทนในรูปเงินปันผลสูง และมีผลการดำเนินงานที่ดี ส่วนกองที่ 2 จะมีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ 30% และลงทุนในหุ้นอีก 70% จึงมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนแรก
โดยในขณะนี้ บลจ. เอ็มเอฟซี ได้นำเสนอกองทุน LTF เพิ่มขึ้นอีก 2 กองทุน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน ควบคู่กับการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ โดยจะเปิดเสนอขายครั้งแรกถึงวันที่ 26 มิถุนายนนี้ อันได้แก่
1. กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล หุ้นระยะยาว มีนโยบายการลงทุนตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คือ ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของพอร์ตการลงทุน แต่ในส่วนที่เหลืออีก 35% จะนำไปลงทุนตราสารประเภทต่าง ๆ ของต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาด โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของ Exchange Traded Fund (ETF) ที่อ้างอิงกับดัชนีตลาดหุ้นต่าง ๆ ทั่วโลกในหลาย ๆ กองงทุน จึงทำให้เสมือนกับได้ลงทุนในหลายประเทศ และยิ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงน้อยลงแม้จะลงทุนในสินค้าชนิดเดียวก็ตาม
ดร.ศุภกรเชื่อว่า การกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้นักลงทุนได้ในระยะยาว จึงสอดคล้องกับกฎการลงทุนใน LTF ที่ต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย
2. กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีอิสลามิกหุ้นระยะยาว มีกลุ่มเป้าหมายแตกต่างจาก LTF 3 กองแรก เนื่องจากเน้นลูกค้าที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้ บลจ. เอ็มเอฟซี ได้เสนอขายกองทุนรวมทั่วไปสำหรับกลุ่มมุสลิมมาแล้ว และได้นำมาปรับให้เป็นรูปแบบ LTF ทำให้ลูกค้ามุสลิมสามารถลงทุนผ่านกองทุนที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ภายใต้นโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับหลักศาสนา
อย่างไรก็ตาม นโยบายการลงทุนของกองทุนประเภทนี้ ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เนื่องจากมีหุ้นที่ลงทุนได้น้อย แต่หุ้นที่มีก็ถือว่าเป็นหุ้นคุณภาพดี ทำให้กองทุนอาจต้องใช้ลักษณะการลงทุนแบบเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงจากการขาดทุน และจะทำให้กองทุนมีผลตอบแทนผันผวนน้อยกว่ากองทุนหุ้นทั่วไป
นอกจากนี้ บลจ. เอ็มเอฟซียังได้นำเสนอกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) เพิ่มอีก 1 กองทุน คือ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเวสท์ เอเชี่ยน อิควิตี้ ฟันด์ (I-ASIA) โดยเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง ที่มีมูลค่าตลาดระห่าง 50-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของตลาดในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหุ้นประเภทนี้จะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ แต่ก็มีความเสี่ยงและหาข้อมูลรายละเอียดได้ยากกว่าด้วย ดังนั้น กองทุนฯจึงได้ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน DWS Invest Asian Small/Mid Cap Fund – LS Share Class ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดย Deutsche Asset Management ซึ่งมีประสบการณ์ และมีบทวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้ และบลจ. เอ็มเอฟซี จะแบ่งพอร์ตการลงทุนอีกเล็กน้อยเพื่อมาบริหารเอง
สำหรับกองทุนรวมเอ็มเอฟซีโพรฟิต 15 (PRO15) เป็นกองทุนที่เปิดขึ้นมาแทนกองทุน เปิดเอ็มเอฟซีโพรฟิต 10 ที่ปิดตัวลงไป ซึ่งทั้ง 2 กองทุนนี้เป็นกองทุนประเภท Target Fund ที่จะปิดตัวลงเมื่อสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย ซึ่งกองทุนรวมเอ็มเอฟซีโพรฟิต 15 (PRO15) ได้กำหนดเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนให้ได้ 15%ในระยะเวลาไม่เกิน 15 เดือน โดยจะเปิดเสนอขายครั้งแรกถึงวันที่ 25 มิถุนายนนี้
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ บมจ. เอ็มเอฟซี 0-2649-2000 กด 0
********************************************************************
ช่วงที่ 2 ทัชวู๊ด ปลูกต้นไม้ออกดอกเป็นเงิน
พัชรพล สุวิทยานนท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ จำกัด ได้กล่าวในรายการ Smart Money ถึงธุรกิจ “ปลูกป่าจัดการ” ว่า เป็นการปลูกป่าเพื่อรับผลตอบแทน โดยเริ่มจากเจ้าของโครงการจะได้รับสัมปทานที่ดินเพื่อใช้ในการปลูกป่า แล้วแบ่งสัดส่วนให้กับผู้ร่วมลงทุนเข้ามาลงทุนปลูกต้นไม้ร่วมกัน สำหรับต้นไม้ที่นำมาปลูกจะเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สามารถนำส่วนต่าง ๆ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้
ทั้งนี้จะมีทีมงานและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพทั้งในและต่างประเทศคอยดูแลด้นไม้ให้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างผลผลิตได้ ซึ่งผลผลิตที่ได้จะทำเป็นสินค้าส่งออกและเป็นจัดสรรเป็นผลตอบแทนให้นักลงทุนต่อไป
ธุรกิจประเภทนี้ได้รับความนิยมในแถบเอเซียเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทยบริษัท ทัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ จำกัด เป็นบริษัทแรกที่เริ่มดำเนินธุรกิจประเภทนี้ และทัชวู๊ดยังเคยทำธุรกิจนี้มาแล้วในศรีลังกาและออสเตรเลีย
สำหรับพืชเศรษฐกิจที่ปลูกนั้น ในต่างประเทศ ได้แก่ ต้นมะฮอกกานีและต้นวานิลา ส่วนในประเทศไทยนั้น หลังจากมีการสำรวจภูมิประเทศแล้ว พืชเศรษฐกิจที่นำมาปลูก คือ ต้นกฤษณา เพราะเป็นพืชที่ให้น้ำมัน ซึ่งน้ำมันตรงนี้สามารถสกัดทำเป็นน้ำหอมได้ และส่วนเปลือกไม้ก็สามารถขายให้ประเทศแถบตะวันออกกลางได้ โดยเพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกต้นกฤษณาในประเทศไทยอยู่ที่คลองเขาจาน จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีแปลงเพาะปลูก
ผลตอบแทนจากการลงทุน เฉลี่ยประมาณ 8-22% ต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยลงทุน ซึ่งโครงการนี้มีอายุ 6 ปี โดยเงินลงทุนเริ่มแรกขั้นต้นอยู่ที่ 64,500 บาท เท่ากับ 23 หน่วยลงทุน ไปจนถึง 2,176,000 บาท เท่ากับ 920 หน่วยลงทุน
ประโยชน์ของโครงการนี้ นอกจากผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนแล้ว ก็เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ฝ่ายการตลาดบริษัท ทัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ จำกัด
- สาขากรุงเทพฯ โทร 02-655-0055
- ขอนแก่น โทร 043-227-722
- ระยอง โทร 038-694-268
- นครราชสีมา โทร 044- 241- 400
ติดตามรายการ Smart Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ทาง True Visions 80 เวลา 15.00 น. และทางททบ. 5 เวลา 15.30 น.