Tuesday, February 07, 2012
Text Size :Small | Medium |Large


  News Update  



นายกฯไฟเขียว ธปท.ใช้มาตรการดูแลบาทแข็ง

Posted on Thursday, September 09, 2010
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่า การที่เงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 30.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าที่ผ่านมาไม่ได้อยู่นอกเหนือจากความคาดหมาย ซึ่งได้ให้แนวทางกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปแล้วว่า สามารถพิจารณาใช้มาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า - ออกได้หากมีความจำเป็น โดยขณะนี้แนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งค่าอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะแข็งค่าไปถึงระดับ 29 บาทหรือไม่

ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปดูแลเงินบาทแข็ง เนื่องจากเกรงว่า หากไม่มีมาตรการออกมาดูแล อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ได้

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 30.82 บาทต่อดอลลาร์ในวันนี้ ยังไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก เนื่องจากการส่งออกยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงการคลังได้สั่งการให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ให้ความรู้ในการทำประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมาโดยตลอด แต่หากในอนาคตธุรกิจส่งออกรายใดได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาครัฐก็จะช่วยแก้ไขปัญหาให้เป็นการเฉพาะ

นายสมพันธ์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM Bank บอกว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เชื่อว่า ผลประกอบการของผู้ส่งออกในปีนี้จะยังไม่ขาดทุน เพราะได้รับอานิสงค์จากการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีที่ขยายตัวได้ดีมาก แต่หากค่าเงินบาทยังปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ผู้ส่งออกขาดทุนได้ในปีหน้า และหากเงินบาทแข็งค่าลากยาวถึง 2 ปี อาจทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม ถึงกับต้องเลิกกิจการไปในที่สุด

นายสมพันธ์บอกอีกว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกับ EXIM Bank น้อยลง เพราะคาดหวังว่า ธปท.เข้าแทรกแซงคาเงินให้อ่อนค่าลง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อของภาคเอกชน เนื่องจากไม่กล้ารับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ และเชื่อว่า จะส่งผลต่อการส่งออกของประเทศในภาพรวมตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป และเห็นว่าธปท. ไม่สามารถดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งหากธปท.พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ไปอยู่ที่ 2% ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดที่สุด เนื่องจากจะทำให้เกิดการเก็งกำไรจากอัตราดอกเบี้ย และทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งในวันศุกร์ที่นี้ ส.อ.ท.จะหารือถึงผลกระทบบาทค่า เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

ขณะที่เอกชนรายอื่นๆ ต่างเชื่อว่า เงินบาทมีโอกาสหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น และยังมีกองทุนจากต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยที่ปรับขึ้นมาอยู่ 900 กว่าจุดในปัจจุบัน

ดังนั้นจึงต้องการให้ธนาคารให้ ธปท. ดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และไม่ให้ผันผวน เพราะค่าเงินบาทที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ก็ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแล้ว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า หากเงินบาทแข็งหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้จีดีพีหดตัวลง 1% ส่งผลให้จีดีพีเฉลี่ยทั้งปีนี้อาจขยายตัวต่ำกว่า 7% ตามเป้าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ และจะกระทบต่อเนื่องถึงปี 2554 ที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4 – 5% เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะกระทบการส่งออกหดตัว 3% ทำให้มูลค่าการส่งออกหายไป 2- 3 แสนล้านบาท

นายธนวรรธน์บอกอีกว่า ต้องการให้ธปท.รีบส่งสัญญาณในการดูแลค่าเงินบาท ซึ่งเบื้องต้นเสนอให้ใช้มาตรการที่ไม่กระทบต่อตลาดหุ้น และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น เก็บภาษี จากส่วนต่างกำไรค่าเงิน 5-10% สำหรับเงินที่เข้ามาลงทุนในไทยน้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาท









Posted on Thursday, September 09, 2010 (Archive on Friday, September 24, 2010)
Posted by wasittee  Contributed by wasittee
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement