อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) กล่าวว่า นักลงทุนยังมีความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ภาครัฐของประเทศยุโรป โดยยังคงส่งผลลบต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เพราะนักลงทุนต่างชาติยังเทขายออกมาในตลาดเกิดใหม่เพื่อลดความเสี่ยงและเป็นการขายทำกำไร ซึ่งจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นได้เมื่อเทียบกับเงินยูโรที่อ่อนแอ
สำหรับค่าเงินในภูมิภาคเอเชียก็อ่อนตัวลงหลังลดการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน และยังมีผลต่อค่าเงินบาทด้วย อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงช้ากว่าค่าเงินสกุลอื่น เนื่องจากเงินทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมาได้ไหลเข้าไทยเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศอื่น ๆ แต่ในระยะยาวก็ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้
ทั้งนี้ อุสรายังแนะนำให้ติดตาม มาตรการของสหภาพยุโรปที่จะเข้ามาบรรเทาความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ภาครัฐ เพราะนอกจากจะเกิดปัญหาขึ้นในประเทศกรีซแล้ว ก็ยังมีความกังวลว่าจะเกิดขึ้นในสเปน และโปรตุเกส ต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงด้วย และนักลงทุนยังต้องติดตาม ตัวเลขดุลการค้า และอัตราเงินเฟ้อของจีนที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ด้วยว่า ยังมีการเกินดุลหรืออัตราเงินเฟ้อยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะจะเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มร้อนแรง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นได้
นอกจากนี้ หากเกาหลีใต้ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ก็จะมีผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแผ่วลงได้ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไม่สดใสได้
สำหรับดัชนีดาวโจนส์ที่หลุดระดับ 10,000 จุดไปเมื่อวานนี้ จะมีผลทางจิตวิทยาในการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียเช่นกัน ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด( ไทย) ยังได้ประเมินว่า ทิศทางค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปแตะที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ภายในเดือนมีนาคม
ติดตาม Get SET ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 น. ทาง Money Channel