|
|
Tuesday, February 07, 2012
|
|
|
|
|
มูลค่าซื้อขายเงินตราต่างประเทศในตลาดโลกพุ่งแตะ 4 ล้านล้านเหรียญต่อวัน
Posted on Thursday, September 02, 2010 |
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พุธที่ 1 กันยายน 53) • ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ส.ค.) ลดลง 10,000 ตำแหน่ง • ดัชนีภาคการผลิต (ส.ค.) อยูที่ระดับ 56.3 จุด • ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง (ก.ค.) ลดลง 1% จากเดือนก่อนหน้า • สต็อกน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 3.4 ล้านบาร์เรล
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (พฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 53) • ตัวเลขการขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ โดย กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ • ประสิทธิภาพการผลิต-ต้นทุนการผลิตต่อหน่วย (Q2) โดย กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ • ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน (ก.ค.) โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ • ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (ก.ค.) โดยสมาคมนายหน้าอสังหาริทรัพย์
BIS เผยการซื้อขายในตลาดเงินโลกพุ่งแตะ 4 ล้านล้านเหรียญต่อวัน
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เปิดเผยรายงานเมื่อวานนี้ว่า มูลค่าการซื้อขายในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศทั่วโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.98 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวันภายในช่วงเวลา 3 ปีที่สิ้นสุด ณ เดือนเม.ย.2553 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่ระดับ 334 ล้านล้านดอลลาร์ แม้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอลงก็ตาม
รายงานของ BIS ระบุว่า ตลาดปริวรรตเงินตราของญี่ปุ่นมีภาวะการซื้อขายที่แข็งแกร่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอังกฤษและสหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 4 ในปี 2550
BIS กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าการซื้อขายในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นมาจากกลุ่มสถาบันการเงินนอกภาคการธนาคาร กลุ่มเฮดจ์ฟันด์ และกองทุนบำเหน็จบำนาญได้เข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายกันอย่างคึกคัก โดยมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนทั้ง 3 กลุ่มนี้รวมกันเพิ่มขึ้น 42% ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการทำธุรกรรมในตลาดอินเตอร์แบงค์
ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายประเทศ ตลาดปริวรรตเงินตราของอังกฤษมีภาวะการซื้อขายที่แข็งแกร่งที่สุด ด้วยสัดส่วน 36.7% ของมูลค่าโดยรวมในตลาดปริวรรตเงินตราโลก เพิ่มขึ้น 2.1% จากปี 2550
รองลงมาคือสหรัฐ 17.9% เพิ่มขึ้น 0.5% และญี่ปุ่นตามมาเป็นอันดับ 3 ที่ระดับ 6.2% เพิ่มขึ้น 0.4%
หากพิจารณาเป็นสกุลเงินรายประเทศ ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลก ด้วยสัดส่วน 84.9% รองลงมาคือสกุลเงินยูโร 39.1% และเงินเยน 19.0%
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า BIS ได้เก็บรวบรวมข้อมูลมูลค่าการซื้อขายในตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกทุกๆ 3 ปี เพื่อจัดหาข้อมูลเกี่ยวกับตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศ รวมถึงวอลุ่มการซื้อขายและข้อมูลด้านโครงสร้าง
ส่วนธนาคารกลางฮ่องกงเปิดเผยว่า ฮ่องกงยังคงครองที่ 6 จากการจัดอันดับตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศทั่วโลก
หากนับรวมการซื้อขายในตลาดตราสารอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย ฮ่องกงจะอยู่ที่อันดับ 7 ในปีนี้ ขยับขึ้นจากอันดับ 8 ในปี 2550
ธนาคารพาณิชย์สหรัฐมีกำไรรายไตรมาสสูงสุดรอบ 3 ปี
บรรษัทประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC) เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐมีกำไรรวมกัน 21,600 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ของปี 2553 ซึ่งเป็นกำไรรายไตรมาสระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี
ตัวเลขดังกล่าวนับว่าขยายตัวจากไตรมาส 2 ของปีที่แล้วมาก โดยในตอนนั้นธนาคารพาณิชย์และสถาบันเงินออมซึ่งได้รับการรับรองจาก FDIC มีตัวเลขขาดทุนสุทธิรวมกันถึง 4,400 ล้านดอลลาร์
เชียร์ลา ซี แบร์ ประธาน FDIC กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นกำไรรายไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบเกือบ 3 ปีสำหรับภาคการธนาคาร โดยเกือบ 2 ใน 3 ของธนาคารมีรายได้ดีขึ้นเมื่อเทียบรายปี และหากสภาพเศรษฐกิจยังคงเป็นใจ สถาบันการเงินส่วนมากน่าจะยังคงมีกำไรและสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ อย่างเรื่องกำไรที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต รวมถึงจำนวนสถาบันการเงินที่ไม่มีกำไร ธนาคารที่มีปัญหาและล้มละลาย ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง
FDIC เปิดเผยว่าจำนวนสถาบันการเงินที่มีปัญหาเพิ่มขึ้นจาก 775 แห่ง เป็น 829 แห่งในไตรมาส 2 แต่มูลค่าสินทรัพย์ของสถาบันที่มีปัญหาลดลงจาก 431,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 403,000 ล้านดอลลาร์ และมีสถาบันการเงินที่ล้มละลาย 45 แห่ง
เมื่อปีที่แล้วมีสถาบันการเงินที่ล้มละลายและต้องปิดตัวลงจำนวน 140 แห่ง ซึ่งเป็นตัวเลขรายปีที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงเกิดวิกฤตสินเชื่อและเงินออมครั้งใหญ่
ทั้งนี้ FDIC เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรสในปี 2476 เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อระบบการธนาคารของประเทศ ทางหน่วยงานทำหน้าที่ประกันเงินฝากให้สถาบันการเงิน 7,830 แห่ง ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 13.2 ล้านล้านดอลลาร์
S&P ชี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวช้าจากเศรษฐกิจโลกผันผวน
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังชะลอตัว เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น แนวโน้มที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดีมานด์ในประเทศที่ซบเซา และสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆให้เดินหน้าได้
ในรายงานเรื่อง 'Japan's Export-Led Recovery Running Out Of Steam นั้น S&P คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นจะขยายตัว 2.5% ในปีนี้ ก่อนที่อัตราการขยายตัวจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% ในปีหน้า
ส่วนการส่งออกที่เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นฟื้นตัวนั้น S&P มีมุมมองที่ไม่ดีนักเกี่ยวกับแนวโน้มการส่งออกของญี่ปุ่นไปยังสหรัฐและยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้อยู่ในภาวะอ่อนตัว แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงขยายตัว แต่จีนก็จำเป็นต้องควบคุมเศรษฐกิจไม่ให้ขยายตัวอย่างร้อนแรงจนเกินไป
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า S&P ระบุในรายงานว่า การส่งออกสินค้าในภาคการผลิต ไอที และการขนส่งไปยังจีนนั้น เริ่มที่จะชะลอตัวลงแล้ว และการแข็งค่าของเงินเยนในระยะนี้ก็ทำให้ความได้เปรียบในด้านการแข่งขันของบริษัทผู้ส่งออกของญี่ปุ่นลดน้อยลงไปด้วย
S&P ระบุว่า ดีมานด์ภายในประเทศของญี่ปุ่นยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวขึ้นจนสามารถช่วยชดเชยการส่งออกที่ชะลอตัวลงได้ เมื่อพิจารณาจากการที่ผู้ผลิตมีแนวโน้มที่จะจำกัดการใช้เงินทุนมากขึ้น รวมถึงคำสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ร่วงลง
รายงานยังชี้ด้วยว่า การที่พรรคการเมืองของญี่ปุ่นไม่มีเสียงข้างมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากทำให้การนำนโยบายต่างๆที่มีความหลากหลายของรัฐบาลมาใช้เป็นเรื่องที่ลำบากด้วยเช่นกัน
ธนาคารกลางสิงคโปร์พร้อมเตรียมปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ
สถานีโทรทัศน์แชแนล นิวส์เอเชียของสิงคโปร์รายงานผลการสำรวจล่าสุดของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของสิงคโปร์ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้เป็น 14.9%
สำหรับข้อมูลประจำไตรมาสที่ 3 นั้น ผู้ตอบแบบสอบถามของ MAS มีความเชื่อมั่นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีจะเติบโต 11.6%
ส่วนอัตราการเติบโตประจำปี คาดว่า จะสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าการสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาที่ 9%
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในช่วงตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจประจำปีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลที่อยู่ในช่วง 13-15% โดยการปรับเพิ่มคาดการณ์เป็นผลมาจากการขยายตัวเศรษฐกิจถึง 18.8% ในไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้านอัตราเงินเฟ้อ คาดว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จาก 2.8%
ออสเตรเลียชี้ความไม่มั่นคงทางการเมืองกระทบอุตสาหกรรมการผลิต
อุตสาหกรรมการผลิตออสเตรเลียขยายตัวช้าลงในเดือนสิงหาคม หลังผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมายังไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากในสภา
ดัชนี PMI ของดิ ออสเตรเลียน อินดัสทรี กรุ๊ป และ ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ปรับตัวลดลง 2.7 จุด แตะที่ระดับ 51.7 จุดในเดือนสิงหาคม แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 จุด ซึ่งแสดงว่ายังขยายตัว
ดัชนีดังกล่าวบ่งชี้ว่าการผลิตและยอดสั่งซื้อใหม่ขยายตัวช้าลง สำหรับภาคส่วนย่อยที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดคือภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงภาคการผลิตกระดาษและการพิมพ์ แต่กิจกรรมเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ การก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ช่วยหนุนให้ภาคการผลิตอุปกรณ์ก่อสร้าง โลหะพื้นฐาน และอุปกรณ์การขนส่งมีการขยายตัว
ฮีทเธอร์ ริเดาท์ ผู้บริหารของดิ ออสเตรเลียน อินดัสทรี กรุ๊ป กล่าวว่า แม้ว่าตัวเลขเดือนสิงหาคมจะแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการผลิตขยายตัวเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน แต่ผู้ผลิตยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก
"ความไม่แน่นอนทางการเมือง ประกอบกับการนำเข้าที่มีการแข่งขันสูง และผลกระทบที่เกิดจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ผลิต"
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตก็ขยายตัวมาตลอดตั้งแต่ต้นปี แม้จะขยายตัวช้าลงและมียอดสั่งซื้อทรงตัวในเดือนสิงหาคม แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าภาคส่วนนี้น่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นในอีกหลายเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะภาคส่วนย่อยอย่างการผลิตเสื้อผ้า รองเท้า ผลิตภัณฑ์ไม้ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ที่มีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง บ่งชี้ว่าดีมานด์จากผู้บริโภคอาจกำลังดีดตัวขึ้น"
ส่วนทางด้าน เกรม บิลลิ่งส์ หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมการผลิตโลกของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส กล่าวว่า คงต้องใช้เวลามากเกินคาดกว่าที่อุตสาหกรรมการผลิตจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่
บิลลิ่งส์ กล่าวกับหนังสือพิมพ์ดิ ออสเตรเลียนว่า "อุตสาหกรรมการผลิตพื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้" "ความไม่แน่นอนทางการเมืองในเดือนสิงหาคมกระทบต่อภาคการผลิต สะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวมยังคงต้องเผชิญความท้าทายอีกมาก"
"ขณะที่ภาคการผลิตกำลังฟื้นตัว เรายังไม่เห็นแรงกระตุ้นจากภาคเอกชนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในช่วงที่ดีมานด์จากภาครัฐกำลังซบเซา"
Apple เปิดโฉมใหม่บริการภาพยนตร์-ทีวีออนไลน์
ผู้ผลิต iPhone ที่เป็นโทรศัพท์สุดฮิตในยุคนี้ กำลังรุกคืบเข้าไปยังธุรกิจสื่ออีกหนึ่งก้าว หลังมีรายงานข่าวว่าบริษัทจะออกสินค้าเป็นกล่องรับส่งสัญญาณวิดีโอตัวใหม่ รวมถึงลูกค้าจะสามารถเข้าถึงโปรแกรมรับชมภาพยนตร์และทีวีออนไลน์จากบริษัท Netflix
ยักษ์ใหญ่คอมพิวเตอร์ บริษัท Apple เตรียมที่จะปล่อยบริการใหม่ เป็นกล่องรับส่งสัญญาณวิดีโอผ่านเทคโนโลยี “streaming” ที่จะอยู่ในรูป Apple TV เวอร์ชั่นใหม่ นอกจากนี้ ลูกค้าจะสามารถจ่ายค่าสมาชิกให้กับทางบริษัท Netflix เพื่อรับชมโปรแกรมต่างๆ ได้ด้วย
บริษัทที่มีฐานที่มั่นในแคลิฟอร์เนียแห่งนี้ เตรียมเปิดตัว Apple TV ด้วยค่าตัวเริ่มต้นเพียง 99 เหรียญ ซึ่งถูกกว่าเวอร์ชั่นปัจจุบันที่ขายอยู่ถึง 130 เหรียญ ส่วนทาง Netflix ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโปรแกรมทีวีและภาพยนตร์ออนไลน์ ก็ได้ออก free application ให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ Macintosh และ iPad สามารถดาวน์โหลดได้
หลังจากเมื่อปลายเดือนที่แล้ว Apple ก็ได้ออก application ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับสัญญาณวิดีโอแบบ streaming มาดูบน iPhone และ iPod Touch
สำหรับงานโชว์เทคโนโลยีประจำปีทางด้านเพลงและสื่อที่จะจัดขึ้นในวันนี้ (2 ก.ย.) Apple ก็เตรียมที่จะเปิดตัวเว็บไซท์ iTunes โฉมใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ iPod Touch ที่จะมาพร้อมหน้าจอที่มีความละเอียดสูงขึ้น
ทางด้านนาย Reed Hastings ซีอีโอของ Netflix กล่าวว่า บริษัทจะควักเงินราว 900 ล้านเหรียญในช่วง 5 ปีข้างหน้าสำหรับค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์แก่ 3 สตูดิโอชื่อดัง อันได้แก่ Paramount Pictures, Lions Gate Entertainment, และค่าย MGM ซึ่งนั่นก็หมายถึงภาพยนตร์ที่ลูกค้าจะสามารถรับชมได้กว่า 3,000 เรื่อง
Netflix บอกว่า มีลูกค้าสัดส่วนมากกว่า 60% จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 15 ล้านคน ที่กำลังรับชมหนังและรายการทีวีผ่านเทคโนโลยี streaming ในเวลานี้
เกาหลีใต้ดัน “กิมจิ” โกอินเตอร์สั่งลดปริมาณเกลือ
บริษัทผลิตอาหารของเกาหลีใต้ มีแผนพัฒนาอาหารยอดฮิต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเกาหลีอย่าง “กิมจิ” ให้มีปริมาณเกลือน้อยลง หวังดึงดูดผู้นิยมอาหารสุขภาพทั่วโลก
“กิมจิ” ซึ่งมีส่วนผสมของผักดอง เช่น กะหล่ำปลี หัวไชเท้า และแตงกวา คลุกเคล้ากับเครื่องเทศ ถือเป็นเมนูเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่ง หากไม่มีเกลือปริมาณมากปนอยู่ด้วย
แดซัง เอฟเอ็นเอฟ ระบุว่า ปีหน้าบริษัทจะลดปริมาณเกลือให้เหลือเพียง 1.6 กรัมต่อกิมจิ 100 กรัม เทียบกับในอดีตซึ่งกิมจิปริมาณเท่ากันจะมีเกลือถึง 2.0 กรัม และมากถึง 2.5 กรัมเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
รัฐบาลเกาหลีใต้มีนโยบายเผยแพร่วัฒนธรรมการกินแบบเกาหลีไปทั่วโลก รวมถึง กิมจิ ด้วย
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีใต้พบว่า ชาวเกาหลีบริโภคเกลือในปริมาณมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดต่อวันถึง 2 เท่า ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค เช่น ความดันโลหิตสูง
องค์การอาหารและยาแห่งเกาหลีใต้กำหนดให้อาหารหลายชนิดลดปริมาณเกลือลง แต่ระบุว่า กิมจิ ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่
กิมจิ เป็นเครื่องเคียงที่สำคัญของเกาหลีจนถึงขั้นมี “พิพิธภัณฑ์กิมจิ” ในกรุงโซล นอกจากนี้ยังมีการจัดเทศกาลกิมจิขึ้นทุกปี
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Thursday, September 02, 2010 (Archive on Thursday, September 09, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|