|
|
Tuesday, February 07, 2012
|
|
|
|
|
ธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมใช้มาตรการกระตุ้นหากเศรษฐกิจยังอ่อนแอ
Posted on Monday, August 30, 2010 |
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (ศุกร์ที่ 27 ส.ค. 53) • จีดีพี (Q2/2553) ขยายตัว 1.6% (สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.3%) • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ส.ค.) อยู่ที่ระดับ 68.9 จุด
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (จันทร์ 30 ส.ค. 53) • รายได้ส่วนบุคคล (มิ.ย.) โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ • รายจ่ายส่วนบุคคล โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมใช้มาตการกระตุ้นหากเศรษฐกิจยังอ่อนแอ
เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวปาฐกถาในที่ประชุมประจำปีของเฟดซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแจ๊คสัน โฮล รัฐไวโอมิ่ง เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.ตามเวลาประเทศไทยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเบอร์นันเก้กล่าวว่า เฟดพร้อมที่จะใช้นโยบายผ่อนปรนด้านการเงินเพิ่มเติม หากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอ่อนแอ
เบอร์นันเก้กล่าวว่า "คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) พร้อมที่จะใช้นโยบายผ่อนปรนด้านการเงินเพิ่มเติม รวมถึงการใช้มาตรการพิเศษ (unconventional measures) เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนในตลาดสินเชื่อ หากคณะกรรมการเฟดพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการพิเศษของเฟดอาจครอบคลุมถึงการเปิดโครงการซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ในปริมาณมาก โดยเฟดเคยนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในช่วงที่สหรัฐเผชิญวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพื่อเป็นช่องทางในการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงินได้มากขึ้น
ทั้งนี้ มาตรการพิเศษถือเป็นมาตรการที่ธนาคารกลางไม่ได้นำมาใช้ในช่วงเวลาปกติ แต่จะบังคับใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินและเศรษฐกิจที่รุนแรง ซึ่งเป้าหมายหลักคือการลดความตึงตัวของตลาดการเงินและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้
เบอร์นันเก้ยังกล่าวด้วยว่า "จนถึงขณะนี้ คณะกรรมการเฟดยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะใช้มาตรการใด หรือเพิ่มการใช้มาตรการใดอย่างเฉพาะเจาะจง
พร้อมกับกล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงานของสหรัฐยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม เบอร์นันเก้เชื่อมั่นว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะสูงขึ้นในปี 2554”
ในช่วงปี 2552 จนถึงต้นปี 2553 เฟดได้เข้าซื้อตราสาร MBS มูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และตราสารที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันของแฟนนี เม และ เฟรดดี แมค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดหาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ (GSE) มูลค่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของเม็ดเงินในระบบ
นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังมีเป้าหมายที่จะฉุดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้ปรับตัวลดลงด้วย
ยักษ์น้ำมันจีนเดินหน้าแผนขยายลงทุนต่างประเทศ
บริษัทน้ำมันที่มีมาร์เก็ตแค็ปใหญ่ที่สุดในเอเชียเตรียมแผนรุกคืบดีลการเข้าซื้อกิจการ พร้อมเดินหน้าการให้ความร่วมมือกับบรรดาบริษัทน้ำมันทั่วโลก หลังอัตราการขยายตัวของกำไรออกมาดิ่งลง เนื่องจากรัฐบาลควบคุมราคาขายภายในประเทศ
นาย โจว จี้ผิง ประธานบริษัท ปิโตรไชน่า บอกว่า บริษัทกำลังเดินหน้าแผนขยายธุรกิจไปทั่วโลก พร้อมกับการเพิ่มอัตราการทำกำไรในโครงการที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน ก็มองหาโอกาสจากการเข้าร่วมธุรกิจในภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ในแถบเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกา ไปจนถึงเอเชีย-แปซิฟิค
ผลประกอบการล่าสุด กำไรของปิโตรไชน่าขยายตัวลดลงมาอยู่ที่ 4% ในไตรมาสสอง จากที่เคยอยู่ที่ 71% ในไตรมาสแรก ซึ่งเหตุผลคงหนีไม่พ้นการที่รัฐบาลจีนกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ จนทำให้ราคาปรับขึ้นไม่ทันราคาน้ำมันดิบที่ขึ้นไปรออยู่ก่อนแล้ว
ผู้ผลิตน้ำมันและโรงกลั่นยักษ์ใหญ่รายนี้ มีแผนที่จะควักเงินอย่างน้อยถึง 60,000 ล้านเหรียญในช่วงทศวรรษหน้าสำหรับการเข้าเทคโอเวอร์กิจการในต่างประเทศ ต่อเนื่องจากที่เคยใช้เงินเพื่อการนี้ไปแล้วราว 6,200 ล้านเหรียญเมื่อปีที่ผ่านมาในการซื้อโรงกลั่นและสต็อกน้ำมันในหลายประเทศ ที่รวมถึง ออสเตรเลียและแคนาดา
นักวิเคราะห์ของ Sanford C. Bernstein & Co. ในฮ่องกงมองว่า ปิโตรไชน่าถือเงินสดไว้ราว 20,000 ล้านเหรียญ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเดินหน้าแผนซื้อกิจการต่าง ๆ ได้ และเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เพียงการเปิดประตูไปสู่โครงการที่ต่างประเทศเท่านั้น แต่จะถือเป็นการเปิดเผยโฉมใหม่ของธุรกิจจีนที่เข้าไปลงทุนในต่างประเทศว่าจะสามารถอยู่ในรูปของการร่วมมือทางธุรกิจได้ด้วยเช่นกัน
ประธานธนาคารกลางยุโรปแนะแบงค์ชาติทั่วโลกเร่งแก้ปัญหาหนี้
นายฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวแสดงความคิดเห็นในระหว่างการเข้าร่วมประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแจ๊คสัน โฮล รัฐไวโอมิ่ง ว่า รัฐบาลทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจเศรษฐกิจอ่อนแอถึงขั้นที่เรียกว่า "ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า" หรือ "lost decade" ซึ่งเป็นสถานการณ์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990 หากรัฐบาลประวิงเวลาในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นรุนแรงอันเนื่องมาจากผลกระทบของวิกฤตการณ์การเงิน
ทริเชต์กล่าวว่า "ภาวะ lost decade ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อนให้เห็นถึงผลพวงของการเลือกที่จะไม่แก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ
ภาวะ lost decade ในญี่ปุ่นเป็นผลมาจากการปล่อยปละละเลยให้ระบบการเงินตกอยู่ในสภาพที่เปราะบางเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งธนาคารกลางจะปล่อยให้สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ไม่ และจำเป็นต้องเร่งใช้มาตรการฟื้นฟูด้านการคลัง รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและเสริมฐานเงินทุนในภาคธนาคาร"
นอกจากนี้ ทริเชต์เตือนว่า หากรัฐบาลทั่วโลกปล่อยให้ประเทศของตนเองต้องเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะยาวนานเกินไปโดยไม่ใช้มาตรการใดๆในการแก้ไข ก็จะส่งผลให้รัฐบาลต้องขึ้นภาษีและใช้มาตรการรัดเข็มขัดในที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้ว การดำเนินการดังกล่าวจะกลายเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนผู้เสียภาษี ในที่สุด
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐไฟเขียว “ยูไนเต็ด” ควบ “คอนติเนนตัล” แอร์ไลนส์
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ อนุมัตการควบรวมกิจการระหว่างสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และสายการบินคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ส ซึ่งการควบกิจการครั้งนี้จะทำให้เกิดสายการบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า "ทางกระทรวงได้เสร็จสิ้นการตรวจสอบข้อเสนอต่างๆแล้ว และเห็นชอบให้มีการควบรวมกิจการระหว่างยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ส"
การอนุมัติควบรวมกิจการจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐมีขึ้นเพียง 1 เดือนหลังจากข้อเสนอดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการยุโรป
ภายหลังจากที่ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ส ยื่นข้อเสนอที่จะควบรวมกิจการกันเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนั้น จะมีการก่อตั้งบริษัทโฮลดิ้งที่ใช้ชื่อว่า ยูไนเต็ด คอนติเนนตัล โฮลดิ้งส์
ส่วนสายการบินที่ผ่านการควบรวมกิจการกันแล้วจะยังคงใช้ชื่อ ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ โดยจะมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองชิคาโก และจะมีสำนักงานอีกแห่งหนึ่งในเมืองฮุสตัน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ให้บริการเที่ยวบินโดยสารและการขนส่างทางอากาศทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยมีศูนย์เครือข่ายปฏิบัติการด้านการบินอยู่ในเมืองลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก เดนเวอร์ วอชิงตัน และชิคาโก
ส่วนคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ ให้บริการเที่ยวบินในลักษณะเดียวกัน โดยมีศูนย์เครือข่ายปฏิบัติการด้านการบินอยู่ในเมืองฮุสตัน คลิฟแลนด์ และกวม
นายกฯญี่ปุ่น หนุนลงทุน-จ้างงาน หลังเงินเยนแข็ง
นายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สั่งการให้นายมาซายูกิ นาโอชิมะ รมว.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ใช้แผนสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศเพื่อกระตุ้นการจ้างงานในอุตสาหกรรมการผลิต เนื่องจากเงินเยนที่แข็งค่ากำลังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทส่งออก
นายคังกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ได้สั่งการให้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ใช้แผนสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศเพื่อกระตุ้นการจ้างงานในอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อให้บริษัทต่างๆสามารถสร้างโอกาสในการลงทุนในประเทศ และช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศขยายตัวเร็วขึ้น
นายคังกล่าวว่า มาตรการสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่รัฐบาลจะหารือกันในวันอังคารหน้า
การเปิดเผยของนายคังมีขึ้นหลังจากผลสำรวจจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นบ่งชี้ว่า ผู้ประกอบการภาคการผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นเกือบ 40% มีแผนย้ายฐานการผลิต หรือเปลี่ยนศูนย์กลางด้านการพัฒนาสินค้าไปยังต่างประเทศ หากเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 85 เยน
ขณะเดียวกันผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์นั้นอาจส่งผลกระทบให้บริษัทราว 65% มีผลกำไรลดลง
ขณะที่การแข็งค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินยูโรอาจส่งผลกระทบให้บริษัทราว 50% เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน
นายมาซายูกิ นาโอชิม่า รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจฯ กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินเยนจะสร้างปัจจัยลบต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากการแข็งค่าของเงินเยนจะบดบังทิศทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างผลสำรวจที่ระบุว่า 14% ของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมการผลิตคาดว่า การแข็งค่าของเงินเยนจะทำให้ผลกำไรของบริษัทร่วงลงอย่างหนัก
ขณะที่ 51% ระบุว่าการแข็งค่าของเงินเยนจะส่งผลให้กำไรปรับตัวลดลงอยู่บ้าง และเมื่อสอบถามความเห็นในกรณีที่เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 85 เยนเป็นเดือนที่ 6 นั้น สัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่าจะเผชิญกับวิกฤตผลกำไรที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 30%
คาดยอดขายรถทั่วโลกปีนี้อาจแตะ 70 ล้านคัน
ดร.แอนดี้ ปาล์มเมอร์ รองประธานและกรรมการบริหารบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปีนี้จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 70 ล้านคัน และยังคาดการณ์อีกด้วยว่า การขยายตัวของประเทศจีนนั้นจะช่วยส่งให้จีนจะยังคงเป็นเสาหลักในกลุ่มตลาดรถยนต์ใหม่
บรรดาค่ายรถยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นมียอดผลิตรถยนต์ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งทั่วโลกในเดือนกรกฎาคม โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่สุดของโลก มียอดผลิตรถทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกรกฎาคม แตะที่ 633,197 คัน โดยได้รับแรงหนุนจากดีมานด์ที่แข็งแกร่งจากเอเชียและแอฟริกาใต้
ขณะที่บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ มียอดผลิตรถทั่วโลกพุ่งขึ้น 21.6% แตะที่ 314,911 คันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี
บริษัท นิสสัน มอเตอร์ มียอดผลิตรถทั่วโลกเพิ่มขึ้น 17.9% แตะที่ 330,401 คัน เพราะได้แรงหนุนจากดีมานด์ที่แข็งแกร่งจากจีน
ระบบรักษาความปลอดภัยแย่ ต้นเหตุภาพแวนโกะห์ถูกขโมย
สำนักข่าวมีนา ของทางการอียิปต์ รายงานว่า พิพิธภัณฑ์ในกรุงไคโร ที่ถูกขโมยภาพ "Poppy Flowers" ของแวนโกะห์ ไป มักมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่เพียงคนเดียว
ทั้งนี้ในช่วงที่ภาพวาดของแวนโกะห์ มูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ (1,600 ล้านบาท) ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์มาห์มูด คาลิล ซึ่งมีภาพของ โมเนต์ และ เรอนัวร์ รวมอยู่ด้วย พบว่า มีกล้องวงจรปิดที่ใช้การได้อยู่เพียง 7 ตัว จากที่ติดตั้งไว้บริเวณดังกล่าว 43 ตัว และเสียงสัญญาณเตือนก็ไม่ทำงานเช่นกัน
ทั้งนี้ ทางการอียิปต์รวบตัวผู้ต้องสงสัยไว้ 5 คน ซึ่งรวมถึงผู้อำนวยการฝ่ายศิลปกรรมกระทรวงวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่จากคดีโจรกรรมภาพวาด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Monday, August 30, 2010 (Archive on Monday, September 06, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|