|
|
Tuesday, February 07, 2012
|
|
|
|
|
สหรัฐฯคุมเข้มการนำเข้า ดัดหลังประเทศคู่ค้าที่ชอบดั๊มพ์ราคา
Posted on Friday, August 27, 2010 |
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 26 ส.ค. 53) • ผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ 473,000 ราย
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (ศุกร์ที่ 27 ส.ค. 53) • จีดีพี (Q2/2553) โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ส.ค.) โดย มหาวิทยาลัยมิชิแกน
สหรัฐฯคุมเข้มการนำเข้า ดัดหลังประเทศคู่ค้าที่ชอบดั๊มพ์ราคา
รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนคุมเข้มกฏหมายทางด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเอาจริงกับประเทศผู้ส่งออกที่ทำการดั๊มพ์ราคาและอุดหนุนสินค้าที่ส่งมาขายสหรัฐฯ โดยมีจุดมุ่งหมายท้ายสุดเพื่อกระตุ้นภาคส่งออกและการจ้างงาน
กระทรวงพาณิชย์ออกแถลงการณ์ผ่านทางอีเมล์ว่า กำลังมีแผนพัฒนาข้อเสนอ 14 ฉบับที่จะจัดการกับการนำเข้าที่ผิดกฏหมาย รวมถึงการกำหนดข้อบังคับให้คู่ค้าจ่ายภาษีนำเข้าแบบเต็มจำนวน ซึ่งประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายที่จะถูกจัดการก็คือ บรรดาประเทศที่รัฐบาลมีความสามารถในการเข้าควบคุมตลาด โดยกระบวนการผ่านข้อเสนอกฏเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวจะสามารถเริ่มต้นได้ทันภายในปีนี้
แผนของรัฐบาลประธานาธิบดี บารัค โอบามา พุ่งเป้าไปที่การบังคับใช้กฏหมายทางการค้ากับประเทศอย่างเช่น จีนและเวียดนาม ที่รัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการของตนส่งออกสินค้าราคาถูกเข้ามายังสหรัฐฯ และแผนนี้ก็ยังเป็นความพยายามที่จะขยายภาคส่งออกของประเทศให้เพิ่มขึ้นอีกสองเท่าภายใน 5 ปีข้างหน้าเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ประธานาธิบดีโอบามาเคยแถลงนโยบายไว้เมื่อตอนต้นปี
ข้อมูลจากทางการเคยระบุว่า ภาคการส่งออกที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนั้น จะสามารถสร้างงานใหม่ได้ถึง 2 ล้านตำแหน่งเลยทีเดียว
หนึ่งในข้อเสนอใหม่จะรวมถึงการยกเลิกการปล่อยให้บริษัทต่างชาติไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้าในอัตราพิเศษ หากมีหลักฐานที่แสดงว่าไม่ได้ทำการทุ่มตลาด หรือ ได้รับการอุดหนุนมาในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งภายใต้แผนใหม่ บริษัทจะต้องรอจนกว่ามีการหมดอายุของมาตรการภาษีที่บังคับใช้ทั่วประเทศ
นอกจากนั้น กฏเกณฑ์ใหม่จะบังคับให้ผู้นำเข้าต้องวางมัดจำเป็นเงินสดเพื่อนำสินค้าเข้าสู่ประเทศในระหว่างที่อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ แทนที่จะใช้หลักทรัพย์วางค้ำประกันในจำนวนที่เท่ากับมูลค่าภาษีที่คาดว่าจะต้องจ่ายเหมือนอย่างเช่นในอดีต
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประเมินว่า ภาคส่งออกของประเทศครอบคลุมสัดส่วนการจ้างงานราว 7% ของการจ้างงานรวม และคิดเป็นสัดส่วนถึงหนึ่งในสามสำหรับการจ้างงานในภาคการผลิตในปี 2551 ส่วนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าส่งออกของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
เอกชนออสเตรเลียชะลอลงทุน หลังเศรษฐกิจโลกไม่มีเสถียรภาพ
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาคธุรกิจของออสเตรเลียชะลอการลงทุนในไตรมาส 2/53 จากปัจจัยภายนอกอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัจจัยภายในจากความวิตกกังวลเรื่องนโยบายจัดเก็บภาษีทรัพยากรเหมืองในประเทศ
ซาแวนธ์ เซบาสเตียน นักเศรษฐศาสตร์จาก CommSec ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนชั้นนำของออสเตรเลียกล่าวว่า "ปัจจัยความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบให้นักลงทุนชะลอแผนการลงทุนไปก่อน"
สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลียเปิดเผยว่า ยอดการใช้จ่ายเงินทุนของภาคเอกชนร่วงลง 4% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.3%
ทั้งนี้ ยอดการลงทุนที่ร่วงหนักเกินคาดอาจมีสาเหตุมาจากนโยบายการจัดเก็บภาษีทรัพยากรเหมืองในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ รวมถึงความวิตกกังวลต่อภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเมื่อช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
นอกจากนี้ รายงานยอดการใช้จ่ายเงินทุนที่ปรับตัวลดลงเกินคาดอาจทำให้ธนาคารกลางออสเตรเลียยังไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะนี้
ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงภาวะชะลอตัวหรือชะงักงัน
สเปนเผยเศรษฐกิจขยายตัว 0.2% ในไตรมาส 2
สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปนเปิดเผยว่า เศรษฐกิจสเปนในไตรมาส 2/53 ขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส แต่หดตัวลง 0.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยอัตราการขยายตัวรายไตรมาสนั้น สอดคล้องกับการคาดการณ์ในตลาด
เศรษฐกิจสเปนขยายตัว 0.1% ในไตรมาสแรก เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งทำให้สเปนหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีมาได้
สำนักงานสถิติฯระบุว่า การขยายตัวที่ดีขึ้นนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการบริโภคในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น 1.3% ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปีเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการที่หลายครอบครัวพากันจับจ่ายซื้อสินค้า ก่อนการขึ้นภาษีการขาย 2% ของรัฐบาล ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา
พรรค DPJ กดดัน BOJ แก้ปัญหาเยนแข็ง-เงินฝืด
นายโคอิจิโร่ เกมบะ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลได้ออกโรงกดดันธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรียกร้องให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นแก้ปัญหาเงินเยนพุ่งสูงขึ้นและภาวะเงินฝืดอย่างรวดเร็ว
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายเกมบะ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ดูแลการปฏิรูปบริการพลเรือนด้วยนั้น กล่าวแนะนำให้บีโอเจผ่อนปรนนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อช่วยกระตุ้นกิจกรรมของบริษัทเอกชนและเศรษฐกิจในวงกว้าง
ขณะที่รัฐบาลเองก็จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการใช้งบประมาณเสริม เพื่อกระตุ้นการคลังอีกครั้ง หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น
พร้อมกับชี้ว่า การที่จะกระตุ้นการใช้เงินทุนภาคเอกชนนั้น การลดภาษีให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องที่จำเป็น
สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในของรัฐบาลญี่ปุ่นว่า รัฐบาลวางแผนที่จะร่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสกัดการแข็งค่าของเงินเยน โดยมีความเป็นไปได้ว่าการร่างมาตรการดังกล่าวจะมีขึ้นภายในปลายเดือนนี้
ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะครอบคลุมถึงการฟื้นฟูสถานการณ์ด้านการจ้างงาน การกระตุ้นการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล การช่วยเหลือบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางที่ได้รับผลกระทบจากภาวเศรษฐกิจชะลอตัว การช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก และช่วยเหลือบัณฑิตจบใหม่ให้มีงานทำ
ขณะที่ นายโมโตฮิสะ อิเคดะ รมช.คลังอาวุโสของญี่ปุ่นเรียกร้องให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ร่วมมือกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิดและกำหนดนโยบายการเงินที่ถูกต้องเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงบังคับใช้นโยบายดังกล่าวในเวลาที่เหมาะสม
นายอิเคดะ กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ต้องการให้บีโอเจพยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการกระตุ้นภาคการเงินฉบับใหม่ที่ต้องส่งผลต่อเศรษฐกิจได้ทันที ในขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณาแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มอ่อนแรงลง"
นอกจากนี้ นายอิเคดะย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากต่อการจับตาความเคลื่อนไหวในตลาดเงินอย่างใกล้ชิด หลังจากที่เงินเยนแข็งค่ามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งภาวะเช่นนี้อาจบดบังทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออก
เม็กซิโกเล็งค้าขายกับเอเชียเพิ่มขึ้น
นายอาร์มันโด อัลวาร์เรซ ไรนา ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศของเม็กซิโก เปิดเผยว่า เม็กซิโกหาโอกาสที่จะทำการค้ากับประเทศในเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เพื่อที่จะลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ
นายอัลวาร์เรซกล่าวว่า "ที่ผ่านมาเม็กซิโกให้ความสำคัญกับคู่ค้าทางตอนเหนือ (สหรัฐ) และต้องการปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ ทั้งนี้ สหรัฐจะยังเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเราในอีกหลายปีข้างหน้า แต่เศรษฐกิจจะมั่นคงยิ่งขึ้นหากมีการกระจายการลงทุน"
ทั้งนี้ เม็กซิโกมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้ารายใหญ่สุดของเม็กซิโก และธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐเองก็เป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายใหญ่สุดในสถาบันการเงินของเม็กซิโก
นายัลวาร์เรซ กล่าวว่า "ภาวะวิกฤตทางการเงินในปีที่แล้วเริ่มต้นที่สหรัฐ แต่การฟื้นตัวเริ่มต้นในเอเชีย และเอเชียก็กำลังมีอำนาจเพิ่มขึ้นในขณะนี้"
นอกจากนี้ เม็กซิโกยังเล็งค้าขายกับประเทศละตินอเมริกา แต่โครงสร้างเศรษฐกิจที่คล้ายกันจึงไม่ได้ทำให้ประเทศเหล่านี้เป็นคู่ค้าที่สำคัฐ โดยประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอเมริกาใต้ เช่น อาร์เจนตินา บราซิล และชิลี ล้วนแต่เป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบเช่นเดียวกับเม็กซิโก
นายอัลวาเรซกล่าวเสริมว่า "เอเชีย-แปซิฟิกเป็นตลาดที่มีความยืดหยุ่นที่สุดในโลก โดยการค้ากับภูมิภาคนี้ของเม็กซิโกมีมูลค่าสูงกว่าการค้ากับอียูและลาตินอเมริการวมกัน"
รายได้จากกาสิโนเปิดใหม่ 2 แห่งในสิงคโปร์ช่วยดันจีดีพีพุ่ง
ดีบีเอส กลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาด กาสิโน 2 แห่งที่เพิ่งเปิดให้บริการในสิงคโปร์น่าจะนำเงินรายได้เข้าประเทศราว 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้
ดีบีเอสเผยในรายงานวิจัยตลาดว่า กาสิโนทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเปิดร่วมกับรีสอร์ตครบวงจร สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเศรษฐกิจสิงคโปร์ราว 470 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก โดยหากเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็คาดว่าจีดีพีของประเทศก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย
รายงานวิจัยของดีบีเอสเสริมว่า การเปิดสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมในกาสิโนทั้ง 2 แห่งน่าจะช่วยชดเชยผลกระทบทางลบจากการที่นักท่องเที่ยวลดลง อันเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ในช่วงครึ่งปีหลังได้
รีสอร์ต เวิล์ด เซนโตซา กาสิโนแห่งแรกของสิงคโปร์ได้เปิดให้นักพนันเข้าใช้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกลุ่มบริษัทเกนติ้ง กรุ๊ปของมาเลเซีย ซึ่งอวดว่ามีธีม ปาร์ก ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวด้วย
ขณะที่มารินา เบย์ แซนดส์ กาสิโนแห่งที่ 2 ซึ่งมีลาส เวกัส แซนดส์เป็นเจ้าของ เปิดบริการในเดือนเมษายน โดยมีสวนลอยฟ้าทรงเรือ ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของโรงแรม 55 ชั้น เพิ่มเสน่ห์ให้กับเส้นขอบฟ้าของสิงคโปร์
นอกเหนือไปจากกาสิโน รีสอร์ตทั้ง 2 แห่งยังมีศูนย์การค้า โรงแรม ห้องประชุมอันหรูหรา และสิ่งดึงดูดใจอื่นๆ เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้คาดว่าจีดีพีของสิงคโปร์น่าจะขยายขึ้นไปถึง 15% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการกระเตื้องขึ้นอย่างมากจากติดลบ 1.3% ในปี 2009 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง
Google ท้าชน Skype ให้บริการโทรศัพท์ผ่านทาง Gmail ได้แล้ว
บริษัทกูเกิลระบุว่า ผู้ใช้บริการจีเมล (Gmail) ของกูเกิล สามารถใช้บริการโทรศัพท์โดยตรงผ่านอีเมลของตนเองได้ในตอนนี้ นับเป็นการแข่งขันโดยตรงกับโปรแกรม "สไกป์" (Skype) ที่ให้บริการโทรศัพท์ผ่านเว็บไซต์ รวมทั้งผู้ให้บริการโทรศัพท์ทั่วไปเช่น เอทีแอนด์ที และเวอไรซอน คอมมูนิเคชั่นส์
บริษัทกูเกิลระบุว่า การให้บริการโทรศัพท์ผ่านจีเมลเริ่มตั้งแต่เมื่อกลางสัปดาห์ ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ไปยังโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้โดยตรงจากจีเมลเป็นครั้งแรก หลังจากกูเกิลเปิดให้บริการการพูดคุยผ่านภาพและเสียงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ก่อนแล้ว
ถึงแม้ว่าการโทรศัทพ์ผ่านจีเมลไปยังโทรศัพท์ที่อยู่ในสหรัฐและแคนาดาจะไม่คิดค่าบริการไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่สำหรับการโทรศัพท์ไปยังปลายทางในประเทศอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น คิดอัตราค่าบริการ 2 เซนต์ต่อนาที
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การเปิดให้บริการดังกล่าวเป็นการแข่งขันครั้งใหญ่ที่กระทบต่อการให้บริการของ "สไกป์" มากกว่าบริษัทผู้ให้บริการติดต่อสื่อสารทั่วไป และว่าการให้บริการของกูเกิลจะเป็นที่นิยมอย่างมากในผู้บริโภคชาวอเมริกันที่โทรศัพท์ระหว่างประเทศ มากกว่าในกลุ่มคนที่โทรศัพท์หาเพื่อนภายในประเทศ.
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Friday, August 27, 2010 (Archive on Friday, September 03, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|