Tuesday, February 07, 2012
Text Size :Small | Medium |Large


  Money Insight  



สหรัฐฯเผยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหนุนจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านตำแหน่ง

Posted on Thursday, August 26, 2010
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พุธที่ 25 ส.ค. 53)
• ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า
• ยอดขายบ้านใหม่ (ก.ค.) อยู่ที่ระดับ 276,000 ยูนิต (น้อยกว่าคาดการณ์และเดือนก่อนหน้า)
• ตัวเลขน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรล

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (พฤหัสบดี ที่ 26 ส.ค. 53)
• ผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

สหรัฐฯเผยแผนกระตุ้นหนุนจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 3 ล้านตำแหน่ง

สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) เผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯช่วยหนุนให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นสูงสุด 3.3 ล้านตำแหน่งในไตรมาส 2/53โดย CBO มีหน้าที่เปิดเผยรายงานรายไตรมาสเกี่ยวกับผลกระทบด้านการจ้างงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากที่มีการใช้กฏหมายฟื้นฟูที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้ลงนามบังคับใช้ไปเมื่อเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีส่วนทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/53 ขยายตัวขึ้นในระดับ 1.7 - 4.5%

สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นจากกระทรวงพาณิชย์ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯในไตรมาส 2/53 ขยายตัวในอัตรา 2.4% ต่อปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าทางกระทรวงฯ อาจปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.4% ขณะเดียวกัน CBO คาดการณ์ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยลดอัตราว่างงานลงได้ราว 0.7% - 1.8% ในไตรมาส 2/53 และช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานโดยรวมได้ 1.4 - 3.3 ล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม รายงานจากระทรวงแรงงานระบุว่า อัตราว่างงานของสหรัฐฯในเดือนก.ค.ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 9.5% ขณะที่อัตราการจ้างงานนอกภาคการเกษตรปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และในปีนี้ ภาคเอกชนเพิ่มการจ้างงานเฉลี่ยเพียง 90,000 ตำแหน่งต่อเดือน เมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้ตกงานเกือบ 8.5 ล้านคนในช่วงที่สหรัฐฯเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย

CBO ระบุว่า ผลกระทบจากกฎหมายฟื้นฟูที่มีต่อการผลิตและการจ้างงานจะทยอยลดบทบาทลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง โดยสหรัฐฯยังต้องพึ่งมาตรการจาภาครัฐ รวมถึงนโยบายอื่นๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

Goldman Sachs เสียส่วนแบ่งตลาดที่ปรึกษาดีลออกตราสารหนี้

ธนาคารวาณิชธนกิจที่มีกำไรมากที่สุดในวอลล์สตรีทกำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดสำหรับดีลการออกจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชน หลังจากต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อล้างภาพพจน์ที่เคยมุ่งเน้นกองทุนเก็งกำไร ให้กลายมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของภาคธุรกิจ

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า Goldman Sachs Group ตกลงมาเป็นอันดับ 10 สำหรับการเป็นที่ปรึกษาภาคธุรกิจในการออกตราสารหนี้ หลังจากที่เคยรั้งตำแหน่งอันดับ 3 เมื่อปี 2546 โดยส่วนแบ่งการตลาดของ Goldman ลดลงมาอยู่ที่ 3.7% สำหรับมูลค่าการออกขายตราสารที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ย 4.8% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

นาย Lloyd Blankfein ในฐานะซีอีโอ กำลังเดินหน้าภารกิจกอบกู้ชื่อเสียงของวาณิชธนกิจจากนิวยอร์กแห่งนี้ ด้วยการควักเงินจ่ายค่าปรับกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเคลียร์ข้อกล่าวหาที่ธนาคารปกปิดข้อมูลลูกค้าในธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่โยงกับอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ นาย Lloyd Blankfein เคยกล่าวต่อสภาคองเกรสเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ธนาคารมีส่วนช่วยรัฐบาลในการจัดหาเงินทุนแก่บรรดาโรงเรียนหรือแม้แต่การก่อสร้างถนน รวมทั้งให้คำแนะนำและเงินทุนแก่ภาคธุรกิจเพื่อนำไปใช้ลงทุนในการขยับขยายธุรกิจต่อไป

นักวิเคราะห์รายหนึ่งได้แสดงความเป็นห่วงว่า ผลประกอบการของ Goldman อาจกำลังถูกกระทบจากต้นทุนในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ แม้จะยังเชื่อมั่นว่าวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่รายนี้จะสามารถฝ่าฟันจนหลุดพ้นจากปัญหาดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ยังสามารถยืนอยู่บนแท่นอันดับหนึ่งของการเป็นที่ปรึกษาในดีลการควบรวมกิจการ หรือ M&A จาก 165 ดีลที่ทำได้ในปีนี้ ขณะที่ยังยืนอยู่ในตำแหน่งอันดับสองสำหรับการพาบริษัทออกหุ้นขาย ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 9.5% จากหุ้นที่ออกขายทั้งหมดในตลาดมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเยอรมนีสูงสุดในรอบ 3 ปี

สถาบัน Ifo เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 106.7 ในเดือนส.ค.จากระดับ 106.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และเป็นการปรับตัวขึ้น 4 เดือนติดต่อกัน ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศอาจจะไม่ชะลอตัวอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 2/53 ซึ่งถือเป็นสถิติการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ขณะที่บริษัทเอกชนส่วนใหญ่เพิ่มการผลิต เพื่อรองรับคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่ขยายตัวอย่างคึกคัก

ธนาคารกลางเยอรมนี เปิดเผยว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในเยอรมนีนั้นอยู่ในสภาพที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การลดงบประมาณในกลุ่มประเทศสมาชิกที่ใช้สกุลเงินยูโร 16 ประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างล่าช้าอาจจะทำให้ความต้องการสินค้าจากเยอรมนี และการขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ลดลงตามไปด้วย

การเดินทางทางอากาศทั่วโลกขยายตัว 9.2% ในเดือนก.ค.

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เปิดเผยว่า ความต้องการด้านการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ ยังคงขยายตัวต่อเนื่องในเดือนก.ค. เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นช่วยกระตุ้นดีมานด์ให้ดีดตัวขึ้นด้วย

IATA ระบุว่า ความต้องการโดยสารทางอากาศระหว่างประเทศในเดือนก.ค.ปีนี้ พุ่งขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. 2552 ขณะที่ความต้องการด้านการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ดีดตัวขึ้น 22.7% โดยสายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกขยายตัวแข็งแกร่งถึง 10.9% เพราะได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ขยายตัว 10.6% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้

IATA กล่าวในแถลงการณ์ว่า สายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะได้กำไรสูงถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งถือเป็นกำไรสูงสุดในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปี 2552

อย่างไรก็ตาม IATA ระบุว่า อัตราการเติบโตของดีมานด์การเดินทางทางอากาศในเดือนก.ค.ยังน้อยกว่าในเดือนมิ.ย. โดยในเดือน มิ.ย.นั้น มีอัตราการขยายตัวของดีมานด์การโดยสารที่ระดับ 11.6% และการขนส่งทางอากาศที่ระดับ 26.6% ส่วน อัตราการขยายตัวของความต้องการเดินทางทางอากาศในช่วงต้นปีจนถึงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 8% ต่อปี ขณะที่อัตราการขยายตัวของความต้องการขนส่งทางอากาศอยู่ที่ระดับ 17% ต่อปี

โจวานนี บิซิญานี ซีอีโอของ IATA กล่าวว่า "การฟื้นตัวของดีมานด์การเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม หากประเมินตัวเลขดังกล่าวไปจนถึงปลายปีนี้ ก็คาดว่าอัตราการฟื้นตัวอาจชะลอลง เนื่องจากอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูงส่งผลบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในอเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งสภาวะเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจสันทนาการและการขนส่งทางอากาศ"

ญี่ปุ่นเตรียมกดดันจีนผ่อนปรนการควบคุมการส่งออกโลหะหายาก

ญี่ปุ่นวางแผนกดดันจีนให้ผ่อนปรนการควบคุมการส่งออกโลหะหายากที่ถูกนำไปใช้ในการผลิตรถไฟฟ้าไฮบริด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในระหว่างการประชุมด้านเศรษฐกิจของ 2 ประเทศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่กรุงปักกิ่ง

นายคัตสึยะ โอคาดะ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม กล่าวว่า จะมีการหารือในหลายประเด็นทั้งที่เกี่ยวกับสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา และความขัดแย้งเรื่องแรงงานในจีน ขณะที่ประเด็นโลหะหายาก ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทางญี่ปุ่นสนใจที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือ

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศผู้ผลิตธาตุหายากรายใหญ่สุด โดยเฉพาะธาตุที่มีการนำไปใช้ในเครื่องยนต์รถไฮบริดและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ไฮเทคทั้งหลาย โดยธาตุหายากที่เป็นที่รู้จักกันดีเช่น นีโอไดเมียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตแม่เหล็ก

อย่างไรก็ตาม จีนกำลังควบคุมการส่งออกมากขึ้น ด้วยการประกาศลดโควต้าการส่งออกธาตุหายากในปีนี้ลง 40% จากปีที่แล้ว ส่งผลให้ราคาโลหะหายากบางประเภทถีบตัวสูงขึ้นมาก

หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ว่า รัฐบาลจีนกำลังวางแผนจัดตั้งกลไกกำหนดราคาแร่หายากที่เป็นหนึ่งเดียวกันในมณฑลและภูมิภาคต่างๆ 5 แห่ง
สำหรับความขัดแย้งด้านแรงงานนั้น ญี่ปุ่นจะเรียกร้องให้จีนปรับปรุงบรรยากาศการลงทุน หลังจากที่เกิดเหตุประท้วงเรื่องค่าแรงและสิทธิประโยชน์จนทำให้บริษัทของญี่ปุ่นต้องระงับการผลิตที่โรงงานในจีนไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ รัฐมนตรี 7 คนของญี่ปุ่นจะเดินทางไปร่วมการประชุมที่จีนในวันเสาร์และอาทิตย์นี้ ซึ่งรวมถึงรมว.ต่างประเทศ รมว.คลัง และรมว.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม

โพลล์ ชี้ อินโดฯ ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งละเมิดลิขสิทธิ์

ผลสำรวจความเห็นนักธุรกิจอาเซียนในต่างชาติเผย) อินโดนีเซียมีอัตราการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ส่วนสิงคโปร์มีน้อยที่สุด

บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง (PERC) ในฮ่องกงระบุว่า อินโดเซียจะขาดแรงกระตุ้นที่จะกวาดล้างผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อทำระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานนานาชาติ โดยอินโดนีเซียมีคะแนนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 8.5 จากคะแนนเต็ม 10 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ

การสำรวจดังกล่าวจัดทำโดย พีอีอาร์ซี ซึ่งทำการสอบถามนักธุรกิจอาเซียนในต่างประเทศจำนวน 1,285 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์มีคะแนน 1.5 รั้งตำแหน่งชาติที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาน้อยสุด ตามด้วยญี่ปุ่น (2.1) ฮ่องกง (2.8) ไต้หวัน (3.8) และเกาหลีใต้ (4.1)

สำหรับเวียดนามมีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์สูงรองจากอินโดนีเซีย โดยมีคะแนน 8.4 ตามมาด้วย จีน (7.9) ฟิลิปปินส์ (6.84) อินเดีย (6.5) ไทย (6.17) และมาเลเซีย (5.8)

ผลสำรวจดังกล่าวโพลดังกล่าวสะท้อนผลการศึกษาโดยกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ทั่วโลก ซึ่งหวั่นใจกับเทปผีซีดีเถื่อนที่วางขายเกลื่อนกลาดในประเทศอาเซียน แม้รัฐบาลจะให้คำมั่นว่าจะปราบปรามกลุ่มฉกฉวยโอกาสแล้วก็ตาม

พีอีอาร์ซี กล่าวว่า ในบรรดาชาติอาเซียน เวียดนาม อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ถูกจัดอันดับต่ำมาก ไม่เพียงเพราะการปกป้องลิขสิทธิ์มีน้อย แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ระบบสาธารณูปโภค การเมืองที่ไร้ประสิทธิภาพ และข้อจำกัดด้านแรงงาน

สำหรับจีนเป็นอีกชาติหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองเนื่องจากมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีบริษัทหลายแห่งที่สามารถลอกเลียนแบบเทคโนโลยีของผู้อื่นเพื่อแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ซึ่งพีอีอาร์ซี ระบุว่า แม้จีนจะสามารถควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์ได้แล้วในระดับหนึ่ง แต่เป้าหมายในการถ่ายทอดความรู้และทักษะของต่างชาติสู่บริษัทของจีนเอง ก็ยังเป็นปัญหาอยู่

ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel

Posted on Thursday, August 26, 2010 (Archive on Thursday, September 02, 2010)
Posted by host  Contributed by wasittee
ดูรายการย้อนหลัง | อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
1100% 1

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 1
  View Comments
 


  Rating: 1 [  8/26/2010 10:42:51 AM]
 Page:  of 1 



  Advertisement